10 อุปสรรคของการเขียนบล็อก






อุปสรรคของการเขียนบล็อก



อุปสรรคของคนที่ต้องการเขียนบความทำบล็อกนั้นมีมากมายหลายอย่างวันนี้

จะลองยกตัวอย่างอุปสรรคจากทัศนคติของผู้ที่เขียนบล็อกกันว่ามีอะไรบ้าง

อุปสรรคของการเขียนบล็อก


1. คิดเยอะ : คิดเยอะ และเยอะจนคิดมาก กังวลนู่นนี่ไปเสียหมด สรุปคือไม่ได้ทำ


2. คิดอย่างเดียว : คิดอย่างเดียว คิดแล้วก็คิดว่าจะทำ แต่ไม่ทำ อย่าเป็นแค่

นักคิดลองทำบ้างก็ดี


3. เริ่มต้น : จุดเริ่มต้นยากเสมอ ก้าวแรกมันก้าวยากแต่พอลองก้าวออกมาแล้วคุณจะ

รู้ว่าคุณทำได้


4. ท้อแท้ : ทำไปซักพักเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังเอาไว้ก็จะท้อแท้ แต่ถ้าเราไม่มีความ

พยายามเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นี่แค่ใช้ความสามารถในการเขียนบล็อก

ยังท้อแล้วงานใหญ่กว่านี้รับผิดชอบกว่านี้จะทำได้อย่างไร " ความพยายามอยู่ที่ไหน

ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"    ยังใช้ได้เสมอ


5. ขี้เกียจ : อันนี้ปัญหาใหญ่ครับขี้เกียจก็เสร็จเลย ไม่ต้องพูดไรกันมาก ทำๆหายๆ

มันจะดีได้อย่างไร


6. ไม่ใฝ่รู้ : อย่าคิดว่าแค่นี้พอแล้วไม่เอาแล้วใฝ่รู้ซักนิดชีวิตจะดีขึ้น บล็อกเป็นได้

หลายอย่างบล็อกมีประโยชน์ทำให้เราใฝ่รู้เพื่อหาข้อมูลจงอย่าทำให้เรื่องนี้เป็น

อุปสรรคในการสร้างสรรค์ผลงานของคุณ


7. ไม่เชื่อ : ไม่เชื่อมั่นในฝีมือตนเองไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้อันนี้เป็นทัศนคติที่

ไม่น่ามีนะครับ การถ่อมตัวไม่ได้แปลว่าไม่เชื่อมั่นในตัวเองนะครับจงเชื่อว่าคุณ

ทำได้แล้วคุณจะทำได้


8. ไม่ฟัง : ไม่ฟังความเห็นที่แตกต่างไม่สนใจ คำสอนของผู้อื่นไม่ใส่ใจแก่คำติติง

ของผู้อื่นที่หวังดี มันเป้นอุปสรรคในการพัฒนาฝีมือตนเองและบล็อกของเรามาก

นะครับ


9. โลกแคบ : เชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าใช่ เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ไม่เปิดโลก

ดูความเป็นไปของโลกภายนอกสนใจแต่ตัวเอง มั่นใจแต่เรื่องตัวเอง


10. หวังผล : การหวังผลด้านผลประโยชน์ หรือเงินนั้น บล็อกหาเงิน ให้กับเรา

ได้ครับ แต่ต้องทำให้มันดีๆ ก่อนจะหวังผลจากมันจงใส่ใจทำมันให้ดีก่อน

จะได้กินยาวๆครับ







ได้อะไรจากการเขียนบล็อก (อย่างจริงจัง)






ได้อะไรจากการเขียนบล็อก (อย่างจริงจัง)



การเขียนบล็อกอย่างจริงจังและ มุ่งมั่นกับมัน จะส่งผลดีกับเราอย่างไรลองมาดู

กันครับ ว่าสิ่งที่เราได้จากการเขียนบล็อกแบบจริงจังนั้นจะมีอะไรบ้าง

ได้อะไรจากการเขียนบล็อก (อย่างจริงจัง)


1. ความรู้ : ก่อนเราจะเขียนบล็อกเราต้องมีความรู้ที่จะทำบทความดีๆ เพื่อเอา

มาลงบล็อกของเรา อย่าง ความรู้รอบตัวก็ต้องพยายามหาข้อมูลทำให้เราได้

ความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมเข้าไปด้วย หรือข้อมุลที่เรามีและรู้ดีอยู่แล้วก็เอามาปรับปรุง

ใช้วิธีสื่อสารเพื่อให้ความรู้ผู้อื่นได้เช่นกัน


2. ฝึกตนวินัย : สม่ำเสมอ การทำบล็อกอย่างจริงจังนั้นอุปสรรคของการทำบล็อก

เลยคือความสม่ำเสมอหรือความขยันในการอัพบทความให้ได้สม่ำเสมอได้อย่าง

ต่อเนื่องที่สุด เพื่อเป็นความเคลื่อนไหวในบล็อกซึ่งเปนผลดีต่อการทำ SEO

รวมถึงผู้อ่าน


3. มุมมองใหม่ๆ : การได้เจอข้อมูลใหม่ๆ เรื่องราวที่เรากำลังนำมาเขียนบล็อก

สามารถช่วยให้เราเกิดมุมมองในรูปแบบใหม่ทั้งการนำเสนอรวมถึงตัวข้อมูลเอง


4. รายได้ : แน่นอนเมื่อเราทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับบล็อกของเราทำด้วยความรู้สึก

ที่อยากจะทำ ทำอย่างจริงจัง เราก็สามารถหาเงินจากบล็อก ของเราได้เช่นกัน

เป็นการหาเงินที่ยั่งยืนกว่าการหาเงินจากการเล่นเกม ด้วยซ้ำไป (ต้องบอกว่ามาก

กว่าเยอะถ้าทำให้ดี)


5. สร้างสังคม : คือเราสามารถสร้างสังคมออนไลน์ร่วมกันในสังคมบล็อกกับ

บล็อกเกอร์คนอื่นอีกด้วย และสร้างสังคมอีกอย่างคือ การประชาสัมพันธ์สิ่งดีๆ

ให้แก่สังคมได้อีกทางนึง


6. ประสบการณ์ : ไม่ต้องอธิบายอะไรมากครับ มันคือประสบการณ์ในทุกๆอย่าง

ที่เราได้จากมันไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่


7. ฝึกทักษะ : ฝึกทักษะในการเขียนบทความ การสร้างสรรค์ผลงาน สำนวนการ

เขียนต่างๆเพื่อทำให้บล็อกของเรามีบทความที่ผู้อ่านชอบ รวมไปถึงการคิดหา

เทคนิคในการเขียนบล็อกในแบบของตัวเอง


8. แบ่งเวลา : การทำอะไรสักอย่าง ที่จริงจังก็ต้องมีบ้างแหละที่ต้องแบ่งเวลา

ให้สามารถจัดการเรื่องต่างๆได้และในกรอบเวลาที่เราต้องการอย่างเช่น บทความ

นี้ต้องเสร็จภายในวันนี้ๆ และต้องดีและเสร็จทันเวลา มันส่งผลให้เราเกิดความ

รับผิดชอบต่อเวลาอีกด้วย


9. คุณค่า : ได้เห็นถึงคุณค่าของการเป็นผู้สร้างสรรค์ จะได้รู้ว่าการสร้างสรรค์

ผลงานอย่างจริงจังนั้นยากและต้องใช้พลังงานมากแค่ไหน (จะได้ไม่มีความ

อยากที่จะไปก็อปงานและผลงานของคนอื่นมา)แต่ถ้าคุณยังทำแบบที่ว่าไว้คือ

ลอกเลียนผลงานคนอื่นมาทั้งหมด (ไม่คิดเองบ้างเลย) คุณอย่ามาเป็น

บล็อกเกอร์เลยดีกว่า มันไม่เวิร์ค


10. เปิดโลก : ข้อมูล ข่าวสาร และเรื่องราวต่างๆที่เราได้เจอได้อ่าน ได้คิด

ได้วิเคราะห์เพียงแค่เราเปิดใจรับมันมาวิเคราะห์ก็เหมือนกับเราได้เปิดโลกที่

กว้างขวางทางข้อมูลรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เรื่องราว ข้อมูล และวิธีการ

คิดในแบบของตัวเอง






11 เทคนิคการเขียนบล็อกดัง (เรียกคนเข้าเยอะๆ)






เทคนิคการเขียนบล็อกให้ดัง 



การทำให้บล็อกดัง การโปปรโมทเว็บ ให้มีทราฟฟิกเยอะๆ การทำบล็อกให้คนชอบ

คนสนใจมีคนเข้าเยอะๆวันนี้ลองมาเสนอแนวทางกันดูครับ 11 แนวทางเอาไปปรับ

ใช้กันดูครับเผื่อจะมีประโยชน์กับท่านอื่นๆ

11 เทคนิคการเขียนบล็อกดัง (เรียกคนเข้าเยอะๆ)


1. ให้ความรู้ : เป็นบล็อกที่พูดง่ายๆคือให้ความรู้กับผู้อ่านจะเป็นเรื่องความรู้รอบตัว

แบบบล็อกของเรา (แหนะมีแอบโปรโมท) หรือความรู้เฉพาะด้านแบบบล็อกเกม

ตกปลา  รถยนต์ พระเครื่อง ขอแค่ให้ความรู้แนะนำให้สิ่งดีๆแก่ผู้อ่านเชื่อว่าจะมี

ผู้อ่านกลับมาอ่านบล็อกท่านและถ้าเขาเห้นว่าบล็อกของท่านมีประโยชน์ เขาจะ

บุ๊คมาร์ค(เซฟลิ้ง)ของบล็อกท่านไว้ในเว็บเบราเซอร์เอาไว้มาอ่านอีกรอบแน่นอน


2. รู้จักใช้โซเชียล : อาจจะสร้างเพจ แชร์ลงเพจ สร้าง G+ (แรงดีนะ) เอาไปแปะ

ในข่าวตามเพจ (ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วยหละ) หรือ pinterestทวิตเอยอะไรเอย

หรือในยูทูปทำคลิปแล้วโยงมายังบล็อก มาลงที่บทความที่เกี่ยวข้องกันเพื่อความ

ครอบคลุมของลูกค้า (ผู้อ่าน)


3. อย่าหยิ่ง : ไปเม้นบล็อกคนอื่นบ้างไปเข้าสังคมไปแสดงความคิดเห้นบ้างโดย

ใช้ล็อกอินจากบล็อกเราเองนี่แหละไป แต่ไม่ต้องเอาบล็อกเราไปโปรโมทนะมัน

เสียมารยาท ให้เขาตามบล็อกเราขากคอมเม้นท์ที่สร้างสรรค์ของเราดีกว่า


4. ฝากลิ้ง : ไม่ใช่ฝาขวดน้ำกลิ้งนะ ฝาก- ลิ้งไว้ตามเว็บ ฝากลิ้ง เว็บบอร์ด หรือเว็บ

 bookmark ที่ต่างๆ สะพานบอท (หาที่ที่มีคุณภาพหน่อย) และอย่าลืมนำไปฝากไว้

กับgoogle ซับมิท (พิมพ์คำว่า google submit ในกูเกิ้ลเลยครับเจอแน่ๆ) และอีกที่คือ

bing submit ค้นในกูเกิ้ลนั่นแหละเหมือนเดิมเพื่ออะไรหล่ะ ก็เพื่อให้ google รวมถึง

bing ซึ่งเป็นเว็บเครื่องมือช่วยค้นหา (search engine) เข้ามาเก็บข้อมูลของบล็อกเรา

ไปจัดอันดับในหน้าแรกหรือหน้าไหนก็แล้วแต่เพื่อให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่สนใจได้

เข้ามาค้นเจอและเข้ามายังบล็อกของเรา เรียนรู้การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยให้

search engine ช่วยบล็อกเราในการเรียกคนหรือ การทำ SEO ได้ที่เว็บ

thaiseoboard.com หาความรู้ได้เยอะมากครับ


5. วาทะศิลป์ : ข้ออื่นๆนั่นเป็นการพูดถึงเรื่องเทคนิค แต่ข้อนี้เป็นการพูดถึงการ

นำเสนอที่ต้องใช้สไตล์ส่วนตัว วาทะศิลป์ของผู้เขียนเป้นหลักซึ่งสามารถฝึกกันได้

ฝึกเอาจากประสบการณ์รวมภึงการเปิดใจเป็นผู้อ่านเยอะๆ ด้วยเช่นกัน ว่าการนำ

เสนอยอ่างไรการเขียนสื่อออกมาแบบไหนทำให้ผู้ชม (ลูกค้า หรือผู้อ่าน) บล็อก

ของเราชอบบ้าง


6. อย่าขี้เกียจ : หมั่นอัพเดทบทความ ปรับแก้เว็บบล็อก อัพบทความตามติดกระแส

อย่างห่างหายไปนานมันจะทำให้ขาประจำของบล็อกเราที่ติดตามอ่านอยู่หายหน้า

หายตาไปได้เพราะเราไม่อัพบทความต่อเนื่องจนเขาคิดว่าเราไม่อัพบล็อกแล้ว

คนที่ตามอ่านเราก็จะห่างหายไปจนเลิกดูเลิกนิยม


7. โปรโมทโฆษณา : อาจจะต้องไปซื้อโฆษณาหรือไปโปรโมทกับเว็บดัง อาจจะ

เป็นคนดัง ดารา เน็ตไอดองจต่างๆ ช่วยโปรโมท (ต้องใช้ทุนมากหน่อยไม่แนะนำ)

แต่ก็ได้ผลอยู่พยายามฉวยโอกาสในการโปรโมทในช่วงแรกทำให้ผู้อ่านติดคุณ

หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินเหมือนการโปรโมทสินค้าแบบอื่นๆแล้ว


8. Content is king : เนื้อหาคือทุกสิ่ง เป็นตัวเอกของเรื่องถถ้าเนื้อหาของ

บทความเราดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ทำบทความให้ดีในแบบของเราถ้าบทความดี

เราจะหาเงินจากบล็อก โปรโมทสินค้า นำเสนอผลงาน อะไรก้ง่ายเลยครับถ้า

เนื้อหาของเราดี


9. สะดวก : บล็อกเข้าง่ายโหลดเร็ว ไม่เกะกะไม่ดูสีฉูดจนแสบตา ไม่ต้องมานั่งหา

ที่ปิดเพลง (บางบล็อกตั้งเพลงไว้ด้วยเข้ามาถึงหาที่ปิดเพลงสิ เพราะมันรำคาญ)


10. ข้อมูล : ต้องพยายามหาข้อมุลที่ถูกต้อง และเป็นกลางให้มากที่สุดถ้าข้อมูลผิด

ให้ข้อมุลผิดๆแก่ผู้อ่านไป อาจเป็นผลเสียแก่ตัวบล็อกได้ในภายหลัง (ความเชื่อมั่น

ของผู้อ่านและเครดิตที่เสียไปกับข้อมูลมั่วๆ)


11. สร้างแบรนด์ : พยายามทำให้บล็อกของเราเป็นที่รู้จักเริ่มด้วย Url ที่น่าจำ

จำง่าย ชื่อที่สะดุดหูและจำง่าย แนวทางเอกลักษณ์ ต่างๆของเรา


ภาษาที่ใช้ บ่งบอกถึงเรื่องราวของบล็อกพยายามาสร้างจุดเด่นและเสนอเรื่องที่เป็น

กระแสหรือเรื่องราวเฉพาะด้านที่ดีกว่าเว็บหรือบล็อกในแนวเดียวกันทำไปเรื่อยๆครับ

ไม่ต้องไปซีเรียสเครียด ทุกอย่างจะสร้างและบ่มเพาะวิธีการเฉพาะตัวในแบบของ

เราจากประสบการณ์การทำบล็อกของตัวเองอะไรที่เหมาะกับเราอะไรที่ทำแล้วดี

เราจะเรียนรู้มันขึ้นมาทีละอย่าง สำคัญแค่เปิดใจ อ่านให้เยอะและอย่าหยุดเรียนรู้










พฤติกรรมสุดเกรียนของเด็กร้านเกม






พฤติกรรมสุดเกรียนของเด็กร้านเกม



  มาดูกันครับ นิสัยเกรียนๆของเด็กเกรียน ตามร้านเกมมีอะไรกันบ้าง รับรองว่า

ครบทุกรสชาติกันเลยสำหรับเรื่องราวความเกรียนและความกวนของพวกเขา ฮ่าๆ

พฤติกรรมสุดเกรียนของเด็กร้านเกม


1. เดินตบเด็ก : เห็นแล้วอยากไปตบมันเห็นเด็กตัวเล็กๆกว่าข่มได้ เที่ยวเดินไป

เคาะหัว ตบเล่น ประจำเลย


2. เจ้าพ่อมา  : เดินเอ้งอ้าง เบ่งเต็มที่เสียงดังดวยวายทำให้คนอื่นรู้ว่า เห้ยข้ามา

แล้ว ฮ่าๆๆ (น่าขำสิ้นดี)


3. รองเท้าทองคำ : ไม่ใช่รางวัลในฟุตบอลดลกหรือย่างไร คือมันแม่ม รองเท้า

คู่ไม่เกิน 59 บาทอะแต่ถอดไว้ไม่ได้ต้องเดินใส่เข้ามาในร้าน เละเทะสิคร๊าบบบ


4. ก็จะเล่น  : คือเครื่องเต็มอะไม่มีให้เล่น แต่พี่ท่านโวยวายจะเล่นให้ได้ แหมะ

กลับไปเล่นที่บ้านเลยไป


5. นึกว่าโชฟาที่บ้าน : ก่ายเท้าเล่น ยกเท้ามายันไว้เอาเท้ามาเหยีดยยาว อื้อหือ

พังหมดสบายอย่างกับที่บ้านตัวเอง (แบบน)


6. พ่อเต็มร้านเลย  : พ่อมะรึงไง  ไอ..... พ่อ งง เต็มไปเสียหมดปลิวว่อนเลยแจ้


7. สัตว์นานาชนิด : ไอสัตว์ อะไรประมาณเนี้ย ควายบ้าง Hereบ้าง  เต็มไปซะ

หมดสัตว์นานาชนิดมาอยู่ในร้านเกมของท่านแล้ว


8. พ่อเสีย  : ถ่อมะรึงตาย พ่อ HPหมด พ่อมะรึงตัวเย็น บลาๆๆ


9. ขยะในมือท่านลงถังเถอะครับ : บางคนกินแล้วก็ไม่เก้บ บางคนหนักกว่ากิน

แล้วซัดลงใต้โต๊ะเฉ๊ย ไม่รู้เพื่ออะไร (แบบนี้ไงถึงต้องตั้งกฎระเบียบในร้านเกม

ไม่งั้นจะเละเอา)


10. ใจเย็นคอมGu แพง : เล่นไม่ได้ดั่งใจ เซิฟเน่า เล่นแพ้ บลาๆๆอะไรก็แล้วแต่

ชอบม่างชอบมาลงที่คอม หรือไม่ก็อุปกรณ์ต่างๆ เม้าท์ คีย์บอร์ด  หูฟัง ไมค์

พังหมดลูกเอ้ย เดี๋ยวให้แม่เอ็งมาจ่ายค่าเสียหายด้วย


11. มือบอน  : พวกนี้นักทำลายแบบเนียนๆ ชอบแกะขอบโต๊ะ แกะสติ๊กเกอร์

อุปกรณ์ บางคนกัดสายหูฟัง (หา) ไม่ผิดครับ สงสัยมันกดดันหรือกำลังลุ้น

รอยฟันทั้งสายเลย แหม่เครียดแป๊ป


12. สวมวิญญาณนักรบ (หรือกุ๊ย) : ไม่รู้ไปมีปัญหาอะไรกับคนอื่น(ปัญหา

ในเกมทั้งนั้นแหละแล้วลามมานอกเกมเฉย) นัดกันต่อยนอกจอ แต่เจือกนัดมาที่

ร้าน เละอะ กระจ่งกระจกแตกหมด หน้าร้านยังกับสนามรบบางทีเข้ามายิงกัน

ในร้าน เรียกตำรวจแทบไม่ทัน เด็กคนอื่นโดนลูกหลงอีก (ปัญหาที่เจ้าของร้านเกม

กับลูกค้า ต้องเจอเลยแหละ)


13. ชักดาบ  : บางร้านยังเป็นระบบโบราณเล่นแล้วค่อยจ่ายตัง เจอเด็กตีมึน

ออกจากร้านไปหน้าตาเฉยไม่ยอมจ่ายตัง (ซวยไป)


14. ศาสตราจารย์ : เก่งชิบหาไม่เจอ สอนคนนั้นทีสอนคนนี้ทีจนเขาเบื่อรำคาญ

ไปทั่วเลย


15. เซลส์แมน : หารายได้จากเกม พวกขายเอ็มขายไอเท็มในเกมเล่นเกมที่ร้าน

แล้วหรือเล่นประจำที่บ้านแต่มาหาลูกค้าที่ร้านเกมขายของ (ไม่ผิดหรอกแต่อย่า

ไปคะยั้นคะยอรบกวนลูกค้าคนอื่นมากนักสิ)ไม่ใช่ไรเจ้าของร้านบางคนก็ขายเอ็ม

555+


16. เจ้าของร้านคือเทพ  : คือเด็กบางคนคิดว่าเจ้าของร้านเนี้ยต้องเล่นเป็น

ทุกเกม ต้องเทพเป็นมือโปร ฮ่าๆๆ พอไม่เทพเหมือนดั่งหวังหรือเล่นบางเกม

ไม่เป็นโดนมันด่าอีกแหนะ ให้ตายสิ


17. ว่าไงน้องสาวไหวรึเปล่า เบเบ้ : พวกน้องสาวๆหรือ กระเทยหัวโปกที่ชอบ

มาเต้นยั่วผ่านกล้องเว็บแคมในร้าน พาเด็กในร้านใจแตกฮ่าๆๆ บางทีเจ้าของร้าน

อาจโดนเรื่องมั่วสุมไม่ก็อนาจารได้เลยนะ


18. ส่องกบ  : มีคนเต้นให้ดูก็มีพวกชอบดูแน่นอนแต่บางทีมันเข้าห้อง 18+

โฮ๊ะๆๆ (หัวเราะแบบซานตาครอส) งานเข้าสิครับ ต้องไล่ให้มันไปดูที่บ้าน

เดี๋ยวงานเข้า


19. ศึกชิงนาย/ นาง : มาแย่งผู้หญิงกันมนร้านเกม ต่อยกัน ตีกัน แทงกัน

อุดตลุดเลยจ้า


20. หมานำจับ  : พวกเข้ามาหาเรื่องทำหลักฐานเท็จชี้เป้าให้เจ้าของร้าน

โดนจับแบบบางทีก็ ไม่มีอะไรผิดไอพวกนี้จะเอาเกมหรือเพลงที่มีลิขสิทธิ์

แอบมาลงไว้เวลามาตรวจก็เจอเลย หลายร้านแก้โดยไม่ให้คอมคลิ๊กขวาได้

 ไม่สามารถโหลดอะไรลงมาในคอมได้ไม่ให้เสียบแฟลชไดร์ฟ


21.หนีแม่มา  : โดนแม่มาตามตีถึงร้านเลยจ้า


22. ร้านเกมคือบ้านข้า : ไม่ไปไหนแล้วแหละวันๆเฝ้าแต่ร้านเกม กินที่ร้านเกม

ขรี้ที่ร้านเกม เผลอมาหลับตรงที่นั่งร้านเกม ครบเลย


23. ห้องน้ำ T_T  : ไม่ราดบ้าง ทำเลอะบ้าง บางคนมีเซ็กซ์กันเลยก็มี อนิจจา

เอ้ยลูก เดี่ยวบร๊ะติดกล้องแอบถ่ายซะเลย 555+


24. ตดใส่แอร์ Orz!!  : แอบตด กลิ่นมาดามหอมชื่อจาย ฟุ้งไปทั้งร้านแม่เจ้า

ตดคนหรือกลิ่นปลาเค็มหมักขี้ควาย


25. หยาบข้ามหัว  : พ่อ...ตายย ไอสัตว์ ไอHere คูเวต (พูดไวๆ) อะไรทำนองนี้

การด่ากันของเด็กในร้านแต่บางทีด่าข้ามหัวคนอื่นที่ไม่รู้จัก ระวังโดนเขา

ตบเอาเน้อ


26. หมิ่นเกมออฟไลน์ : เห็นคนเล่นเกมออฟไลน์ไม่ได้ต้องชอบไปแขวะ

เขาไปกวนทีนเขา ระวังดดนเขาต่อยมาจะร้องกลับไปฟ้องแม่เอา









บล็อก (Blog money) หาเงินอย่างไร






หาเงินจากบล็อก 



การหาเงินจากบล็อกนั้นมีมากมายหลายวิธีการ หลายรูปแบบบทความนี้เราจะ

ลองมานำเสนอบางส่วนของการหารายได้ด้วยบล็อกว่ามีอะไรกันบ้าง

blog

1. จากตัวแทน : เช่นโฆษณาอย่าง Adsense BumQ Nipa หรือของเจ้าอื่นๆที่เราจะ

เอามาติดไว้เพื่อหารายได้จากเนื้อหาของเรา


2. โฆษณา : ถ้าบล็อกของท่านเป็นที่สนใจหรือมีทราฟฟิกเยอะๆ บางครั้งก็จะมี

โฆษณาที่มีเนื้อหาไปในทางเดียวกับบล็อกของท่านมาลงสร้างรายได้เพิ่มเติม

ได้อีกทางนึง


3. ขายของ : ครีมหน้าเด้ง พระเครื่อง งานแฮนด์เมด งานประดิษฐ์อะไรทำนองนี้

แต่ก่อนจะขายได้ก็คงต้องสร้างบทความที่มีประโยชน์เป็นที่น่าเชื่อถือและให้

ความรู้แก่ผู้ชมก่อนถึงจะดี


4. ตัวแทนจำหน่าย  : เช่นพวกขายของผ่านตัวแทนหักค่าคอมมิชชั่น affiliate

เป็นหนทางหารายได้อีกทางนึงสำหรับผู้ที่ถนัดในการขาย มีทั้งการขายของทั่วไป

อีบุ๊ค ก็มีนะของไทย Affiliate ของต่างประเทศถ้าไม่ถนัดของไทยก็มีหลายเจ้าครับ

ลองศึกษากันมาทำเงินดู โดยใช้บล็อกนี่แหละเป็นฐานในการขาย


5. รับโปรโมท : ถ้าคุณสร้างบล็อกแล้ว ทำมันอย่างดีจนมีผู้สนใจติดตาม

(เรียกง่ายๆว่าดัง) ก็สามารถรับงานโดยการรับโปรโมทสินค้า โปรโมทประชา

สัมพันธ์งานของลูกค้าเรียกเงินเข้ากระเป่าได้อีกทางนึงไม่ยากเลย


6. สร้างฐาน : ให้ความรู้ สร้างฐานแฟนคลับ ในเฉพาะทางของตัวเอง เช่น

การทำบล็อกการหาเงินก็สร้างแนวทางนั้นเป็นกูรูเพื่อขาย อีบุ๊ค เปิดสัมนา

เรียกเก็บค่าเข้าฟัง การทำบล็อกแนะนำการหาเงินจากเกมบล็อกความรู้รอบตัว

เพื่อการศึกษาหรือทำบล็อกท่องเที่ยว อนาคตอาจจะทำทริป จัดทริปเที่ยว

หารายได้อีกทางนึง หรือเป็นนักเขียนตามบล็อก เพื่อปุทางไปสู่การเขียนที่ใหญ่

กว่านั้นอย่างเขียนลงหนังสือเจ้าใหญ่ๆ


ทุกอย่างมีทางหาเงินในแบบของมันอยู่ที่เราจะใช้ไปในทางไหนครับ

(ผมก็กำลังทำในแบบที่ผมต้องการอยู่ สำเร็จหรือไม่อีกเรื่องนึง 

แค่ได้ทำรึเปล่าแค่นั้น)






บล็อก มีประโยชน์อย่างไร






บล็อก มีประโยชน์อย่างไร



    บล็อก (Blog) เป็น เว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่ฮิตฮอตมาก่อนโลกโซเชี่ยลอย่างอื่น

เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินตราแกรม อะไรทำนองนั้นค่อนข้างจะอยู่ในรูปแบบ

สำเร็จรูป (ไม่ใช่บะหมี่) สามารถปรับแก้และใช้งานได้สะดวกสบายกว่าการเขียน

เว็บทั่วๆไปมี ปลั๊กอิน ให้เลือกมีของให้ตกแต่งมีรูปแบบการจัดการให้ผู้ใช้สามารถ

ปรับแต่งได้ตามใจชอบตามความถนัดและความสามารถแบบ Blogger นี่ไงละครับ

มาดูกันว่า บล็อกนั้นมีประโยชน์อย่างไรกันบ้างสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหรืออะไร

ก็แล้วแต่ที่ต้องการข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไปใช้หรือถ่ายทอดมันลงมา

blog



บล็อก มีประโยชน์อย่างไร


1. สร้างสังคมส่วนตัว : เป็นกลุ่มบล็อกของตัวเองหรือสังคมกว้างๆ อย่าง บล็อก

ของExteen ที่มีสังคมบล็อกของผู้ใช้รวมตัวกัน แชร์กันทั้งเรื่องข้อมูล งานเขียน

บันเทิง กีฬา (ครอบคลุมทุกเรื่อง) อาจจะไม่เด็ดดวงเท่าสังคมออนไลน์อย่าง

เฟสบุ๊คหรือ ทวิตเตอร์ แต่ก็เป้นสังคมที่อยู่กันอย่างมีระเบียบกว่าและค่อนข้างจะ

สงบมีมารยาทกว่าพอสมควร


2. ความรู้ : บล็อกที่ใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ สาระ ต่างๆ ความรู้รอบตัว 

เรื่องราวที่เป้นประโยชน์ต่อผู้อื่นสิ่งผู้เขียนจะได้เอามาแชร์และบอกเล่าให้ผู้คน

ในโลกอินเตอร์เน็ตได้รับรู้และเรียนรู้กับเขาด้วย


3. ผลงาน : บล็อกที่นำเสนอผลงาน อย่างเช่น บล็อกของนักวาดรูป นักตัดต่อ

หรือของนักประดิษฐ์สิ่งเล็กๆ อะไรทำนองนี้เพื่อเอาไว้ใช้โชว์ผลงานของตนเอง


4. ไดอารี่ : เรื่องราวส่วนตัวเรื่องราวของเราในชีวิตประจำวัน เรื่องราวในอดีต

หรือสิ่งที่เรามีความคิดเห็นสามารถเอาลงเป้นช้อมุลใช้ให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

ครับ


5. หารายได้ : เช่น การติดโฆษณา  การแนะนำโปรโมทสินค้า การทำ affiliate

การติด Adsense อะไรทำนองนี้เพื่อสร้างรายได้หาเงินจากบล็อกให้ตัวบล็อก-

เกอร์เอง (ต้องมีเนื้อหาที่คนสนใจด้วยนะถึจะทำได้)


6. ติดต่อ : ไว้ใช้ติดต่อกับแฟนคลับหรือเพื่อนของตน อย่างนักฟุตบอลต่างชาติ

ในประเทศไทยหลายคนก้มีบล็อกส่วนตัวไว้เขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่ตนเอง

ได้เจอมาให้แฟนคลับได้รับรู้ ความเคลื่อนไหวตลอดเวลา


7. จัดเก็บข้อมูล : บล็อกเป็นเว้บสำเร็จรูปที่สามารถจัดเก็บข้อมุลต่างๆได้ง่าย

(ถ้าเราแยกให้ดี) ง่ายกว่าพวกเฟส หรือ ทวิต แน่นอนครับ และไม่มั่วอีกด้วย ง่าย

ต่อการดูแลจัดเก็บข้อมุลของเราเป็นอย่างมาก


8. นำเสนอ  : เช่นนายแพทย์นำเสนอเรื่องราว ข่าวเกี่ยวกับวงการแพทย์ หรือ

น้องๆสาวๆสวยๆนำเสนอเกี่ยวกับตัวเอง ความสวยความน่ารัก หรือนักคอสเพลย์

ตี้ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น


9. ความคลั่งไคล้ : ประมาณ แฟนคลับ ดีทูบี (เก่าไปมั้ย ฮ่าๆ) แฟนคลับโค้ชเช

แฟนคลับคนนั้นคนนี้ เป้นที่รวมข้อมุลของศิลปินและคนที่เราชื่นชอบเอาไว้สำหรับ

เหล่าติ่งทั้งหลายของคนๆนั้น


10. นักเขียน  : นักเขียนเรื่องสั้น นักแต่งนิยาย นักเขียนหนังสือเอามาลงแทนที่

จะเอาลงแค่ในเว็บบอร์ดให้คนในเว็บอ่านอย่างเดียวก็เอามาลงไว้ในบล็อกด้วย

เป็นการเก็บข้อมูลไปในตัวรวมถึงให้สังคมบล็อกนั้นๆด้วยบางคนอาจจะเห็น

บล็อกเป็นได้อีกหลายๆอย่าง ทำประโยชน์จากมันได้อีกเยอะ เช่นเป็นที่ของเรา

 2 คน (เรื่องความรัก) เป็นที่เอาไว้สำรองข้อมูล เป็นที่เอาไว้ฉุกเฉินเวลาเว็บ

หลักเราเดี่ยง หรือเอาไว้กระจายข่าวจากบล็อกหรือเว็บอื่นๆ ไว้โปรโมท อะไร

ที่ต้องการ บล็อกมีทั้งแบบเสียตังและฟรีเรื่องใช้กันได้ตามสบายครับส่วน

Blogger แห่งนี้ฟรีแน่นอน







วิธีดูรถบ้าน รถมือสอง รถเต้นท์






วิธีดูรถบ้าน รถมือสอง รถเต้นท์



          ถ้าคุณต้องการซื้อรถมือสอง รถบ้าน เต้นท์ สมควรอย่างยิ่งที่จะมีความรู้ก่อน

จะไปเลือกดู เลือกซื้อ รถมือสอง หรือถ้าท่านไม่มีความรู้ในการดูรถอย่างไรก็ขอให้

นำผู้ที่รู้เรื่องไปกับท่านด้วยจะได้ช่วยกันดู บ้างไรบ้าง บทความนี้เราจะมาเสนอวิธี

การดูรถเบื้องต้น ย้ำว่าเบื่องต้นนะครับพอเป็นความรู้รอบตัว ติดไว้บ้างก็ดีครับ ให้

ท่านได้สังเกตุเล็กๆน้อยๆช่วยเหลือตัวเองเวลาไปเลือกหาซื้อหรือดูรถมือสองจาก

เต้นท์หรือที่ไหนก็แล้วแต่ครับ


1. สีรถ ตัวถังตรวจสอบรอย สีรถ ว่าผ่านการทำสีใหม่หรือ ปะผุ ตรงไหนมามั่ง โดย

การใช้แม่เหล็กถ้าคันไหนทำสีมาหนาเกินจะไม่ดูดติด หรือเคาะเบาๆฟังเสียงความ

แตกต่างของตัวรถว่าเหมือนหรือแตกต่างกัยหรือไม่ดูสภาพรถรอบคันว่ามีรอยขูดขีด

รอยขนแมวอะไรหรือไม่


2. สายไฟ ครวจเช็คดูว่าผิดปกติมีรอยกัดแทะของหนู หรือมีการเปลี่ยนสายไฟ

แปลกไปหรือไม่ระบบไฟส่องสว่าง โคมไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน


3. เครื่องยนต์ดูท่อต่างๆที่ส่งสารหล่อลื่นต่างๆให้กับเครื่องยนต์ว่า เปื่อยหรือมี

ส่วนไหนชำรุดหรือไม่ ดูรอยน้ำมันว่ามีรอยรั่วตรงไหนหรือไม่


4. ช่วงล่าง ดูความเอียงของรถว่าเอียงไม่เท่ากันหรือไม่ถ้าไม่ขนานกับพื้น ฝั่งใด

ฝั่งนึงเอียงกว่าให้สงสัยไว้ก่อนว่ารถคันนี้เคยประสบอุบัติเหตุหนักมาแล้วก็ดูแชสซีส

หรือที่เรียกกันติดปากว่า คัสซี นั่นแหละครับ ว่ามีรอยพ่นหรือไม่ถ้ามีให้สงสัยว่ารถ

ถูกการซ่อมเนื่องจากอาจชนหนักมาหรือมี คราบสนิมหรือไม่บางคันรถมือ 2 เจ้า

ของเก่าเขาก็ใช้งานทุกสัตว์ทะเล อยู่ใกล้ทะเลหรือน้ำเค็มทำให้รถขึ้นสนิมและผุง่าย

เรื่องนี้ต้องระวังครับ ก้มดูให้ดี


5. เทส ทดสอบ test ระบบเบรค เกียร์ ครัช ไอที่เราต้องใช้ในการขับต่างๆทดสอบ

ลองให้แน่ใจเสียก่อนครับ


6. อุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แอร์ วิทยุ เครื่องเสียง เบาะไฟฟ้า(ถ้ามี) การเลื่อนเบาะ

USB


7. ลองขับ สุดท้าย ทดลองขับลองดูว่ารถกินซ้าย กินขวาหรือไม่ ขับแล้วสบายแล้ว

เข้าเกียร์ยาก เบรดอยู่ไหม จังหวะของเครื่องตอนเร่งเป็นยังไง ตอนออกตัวมีสั่นเพราะ

ครัชไม่ดีหรือเปล่าหรือ ตอนเร่งมีการขัดสะดุด ตอนเบรคมีสะบัดหรือไม่ แม่กระทั่ง

ตอนเปลี่ยนเกียร์เปลี่ยนความเร็วระบบส่งกำลังนั้นทำงานได้ดีแค่ไหน เป็นต้น



ปล.เรื่องไมล์รถนั้นอย่าไปกังวลให้มากเลยครับว่ามันมากหรือบางคันดูน้อย แบบว่า

มันตั้งได้ลบได้ปรับได้หมดอะครับ ส่วนเรื่องจะซื้อหรือไม่ท่านควรเอารายละเอียด

ทุกอย่างมาเปรียบเทียบและไปดูหลายๆที่ หลายตัว หลายแบบเพื่อให้มีการเปรียบ

เทียบทั้งสภาพรถและราคาจะได้เห็นความแตกต่างกันครับผม อ้ออีกอย่างครับ

  รถ SUV ดูช่วงท้ายรถด้วยก็ดีครับ ตรงขอบรอยตาประตูหลัง มักมีคราบสกปรก

คราบฝังหรือสนิมเกาะเพราะการดูแลรักษาไม่ดี รวมถึงตามขอบกระจก และการพับ

เบาะด้านหลังว่ายังสามารถใช้การได้ดีอยู่รึเปล่า ประมาณนี้ครับ




สาเหตุของการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2






สาเหตุของการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2



สาเหตุของการเสียกรุงครั้งที่ 2  มาจากสาเหตุอะไรกันบ้างทำไมถึง

เสียกรุงให้พม่า มีความเป็นมามีเหตุผลอะไรที่ทำให้กำแพงเมืองใหญ่ของอยุธยา

ไม่สามารถป้องกันภัยจากข้าศึกได้


1. อยุธยาปล่อยหัวเมืองชั้นนอกมากเกินไปรักษาไว้ไม่ได้ทำให้มันหอกกลับมาให้

พม่าใช้ทิ่มแทง เช่นการไม่มีทัพจากหัวเมืองเหนือมาตีกรัหนาบ การที่พม่าใช้เป็น

ฐานหาเสบียง


2. ไม่สนใจใยดีต่อการเสียเมืองประเทศราชต่างๆ มุ่งเน้นแต่การค้าการทหาร

ไม่แข็งแรง


3. เปลี่ยนอำนาจกันมากเกินไปจนอาณาจักรไม่มั่นคงเพราะเหตุแก่งแย่งอำนาจ

ของชนชั้นสูงเชื่อพระวงศ์กษัตริย์อยุธยา


4. เมื่อมีการแย่งอำนาจกันบ่อยๆ นายทัพทหารดีๆก็เหลือน้อยเพราะจะโดนอีกขั้ว

อำนาจที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ได้สำเร็จตามล้างตามเก็บจนแทบไม่เหลือ


5. สมัยนั้นนักรบแม่ทัพนายทหารฝีมือดีๆเหลืออยู่น้อยมากทำให้ไม่สามารถต่อสู้

พม่าได้


6. จำใจใช้แผนเก่า ปกติการรบโดยใช้กำแพงเมืองยันทัพข้าศึกมันเป็นแผนที่เก่า

เกินไปแต่อยุธยาก็ยังต้องใช้เพราะไม่มีอำนาจไปสั่งหัวเมืองหรือกำลังมากพอที่

จะส่งทหารออกไปรุกรบนอกกำแพงพระนครนายทหารฝีมือดีก็ไม่เยอะ การ

เกณฑ์ทหารก็ล้มเหลวชาวบ้านหนีทัพกันมาก


7. การเตรียมการรับมือไม่พร้อมเพราะไม่ได้สนใจเรื่องการทหารมากนักทั้งเสบียง

และกระสุนดินดำ(เชื่อว่าหากมีกระสุนดินดำมากพออีกซักหน่อยอาจสู้ได้ดีกว่านี้)


8. ไม่มีทางออก โดนล้อมเมืองหาเสบียงมาจุนเจือไม่ได้แถมข้าศึกยังสามารถ

เติมเสบียงและทหารได้อย่างต่อเนื่องในหน้าแล้ง


9. คาดการผิดพลาด เรื่องที่จะยันข้าศึกไว้ให้ถึงหน้าฝนแต่พอถึงหน้าฝนแล้วข้าศึก

ก็อยู่ทนข้ามฤดูกาลไม่ยอมถอยกลับผลร้ายเลยย้อนกลับมาที่กรุศรีอยุธยาแทน


10. พม่าเตรียมการมาอย่างดี ไล่ตีมาตั้งแต่ทวาย เชียงใหม่หัวเมืองเหนือพักทัพ

รับเสบียงจัดหาเสบียง กวาดหัวเมืองรอบๆเพื่อป้องกันการโดนตีกระหนาบ


พระเจ้ามังระต้องการพิชิตอยุธยาหลังจากที่พระเจ้าอลองพญาต้องมาสวรรคตลง

ในตอนที่ตีอยุธยา ตระเตรียมการเป็นอย่างดีเป็นการวางแผนที่รอบคอบและมีขั้น

มีตอนมาเรื่อยๆ พม่าที่ตอนแรกคิดจะตีกวาดผู้คนตามรายทางไว้ก่อนเพื่อเตรียม

เปิดศึกใหญ่แต่ด้วยความอ่อนแอของกรุงศรีทำให้พม่ายกล้วงเข้ามาได้สะดวกจึง

นำมาถึงขั้นเลยตามเลยยกตีกรุงศรีอยุธยาจนสำเร็จในที่สุด






Timeline การเสียกรุงครั้งที่ 2 : พระเจ้ามังระตีกรุง






การเสียกรุงครั้งที่ 2 



   การเสียกรุงครั้งที่ 2 ช่วงเวลาอาจไม่สามารถบอกได้แน่ชัดเป็นการสรุปลำดับ

เหตุการณ์ในการเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ของอยุธยา โดยเป็นความมุ่งหมายของ

พระเจ้ามังระ ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กษัตริย์อยุธยา มี เนเมียวสีบดี กับ

มังมหานรธา เป็นแม่ทัพฝั่งพม่า เอาไว้ลำดับเหตุการณ์ความเป็น ความรู้รอบตัว 

ในเรื่องการสงครามตอนเสียกรุงกันครับ



- พระเจ้ามังระ โปรดให้เนเมียวสีหบดี กับ มังมหานรธา ไปตีกรุงศรีอยุธยา

(โดยไปตีที่อื่นก่อนเพื่อรวบรวมช่องทางและสเบียงจัดเตรียมพล)


- แยกกันตี * เนเมียวสีหบดียกทัพไปตีเชียงใหม่ได้ ตาก นครสวรรค์และกำแพง-

เพชรมาไว้ในครอบครอง

                  * มังมหานรธา ยกไปตีด่านเจดีย์สามองค์ ตีเมืองกาญจนบุรีแตก


- พม่าตั้งค่ายรวมพลไว้ที่ราชบุรี อยุธยาก็เตรียมเกณฑ์คนป้องกันพระนคร เกณฑ์

จากหัวเมืองฝ่ายเหนือ


- ตีตัดกำลัง ต่อมาเนเมียวเคลื่อนทัพลงมาทางสวรรคโลก ตีได้เมมืองพิชัย รวมไป

ถึงสวรรคโลก และสุโขทัย เก็บหัวเมืองทางเหนือได้เรื่อยๆ


- ตีโอบ ฝั่งมังมหานรธา เมื่อยกทัพมาจากทวายตีได้กาญจนบุรี พักทัพที่ราชบุรีแล้ว

นั้นก็ยกลงมาทางสุพรรณบุรี และได้เมืองธนบุรี มุ่งหน้าเข้านนทบุรี


- กำปั่นอังกฤษพ่าย หลังจากที่มีอังกฤษช่วยรบอยู่แถวนนทบุรีพม่าทำทีว่าเสียท่า

เป็นอุบายแอบซ่อนตัวทหารฝั่งอยุธยาและเรืออังกฤษติดตามค้นหาต้องกลอุบาย

โดนพม่าออกมาตีแตกพ่ายและเสียเมืองนนทบุรีไป


- ยกทัพมารอ ทัพทั้ง 2 ทาง ทั้งเนเมียวสีหบดี และมังมหานรธา ตั้งค่ายห่างๆยัง

ไม่เข้าตีกรุงศรี


- วีรชนบางระจัน เกิดวีรกรรมนักรบบางระจันที่ต่อสู่พม่าถึง 7 ครั้งถ่วงเวลาทัพของ

เนเมียวสีหบดีได้พอสมควรก่อนจะทนทานต่อปืนใหญ่และกำลังทัพของพม่าไม่ไหว

แตกพ่ายไป


- แม่ทัพตาย ในฤดูฝน มังมหานรธา ป่วยและเสียชีวิตลงกระทันหัน ทำให้ทัพพม่า

เหลือแค่ทัพเนเมียวสีหบดีทางเดียวซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่โพสามต้น


- กองเรือแตกพ่าย อยุธยาส่งทัพเรือเข้าไปลุยพม่าสุดท้ายแตกพ่ายกลับมานาย

ทัพถูกยิงตาย


- ปืนใหญ่ได้ผล อยุธยาเอาปืนใหญ่ขึ้นมายิงพม่าทำให้พม่าเสียหายพอสมควร


- ดินปืนหมดคลัง การยิงปืนใหญ่ต้องหยุกชะงักเพราะมีคำสั่งว่าถ้าใครจะยิงปืน

ใหญ่ต้องมาขออนุญาตก่อน (สันนิษฐานว่า น่าจะเพราะยิงปืนใหญ่กันตลอดช่วง

ทำให้กระสุนดินดำแทบจะหมด)


- พระยาตาก ยิงปืนใหญ่โดยไม่ได้ขออนุญาตจึงโดนภาคทัณฑ์


- น้ำหลากมาแล้ว น้ำหลากท่วมทุ่งพระเจ้าเอกทัศจึงทรงโปรดให้พระยาเพชรบุรี

คุมทัพเรือ พระยาตากเป็นทัพบกยกไปสกัดกั้นพม่าที่จะย้ายออกกไปที่บางไทร


- แตกพ่ายกลับมา แต่ทัพพระยาเพชรบุรีโดนพม่าล้อมไว้หนำซ้ำโดนหม้อดินดำ

ทิ้งลงเรือระเบิดเรือแตก ทำให้ทัพพระยาตากที่เป็นทัพบกต้องถอยและตีฝ่าพม่า

ออกไป


- พม่าอยู่ทนในฤดูฝน จนเข้าฤดูแล้งได้เสบียงอาหารและกำลังเสริมมาเพิ่มเติม

ในกองทัพส่วนในกรุงศรีอยุธยานั้น เสบียงอาหารเริ่มเบาบางอัตคัดลงมาก


- ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เกิดไฟไฟม้ครั้งใหญ่ในกรุง พระเจ้าเอกทัศจึงแต่งทูตออกไปขอ

เลิกรบ แต่พม่าไม่ยอมจะตีเอาเมืองไปให้ได้


- ป้องกันแน่นหนา พม่าเข้าตีเมืองหลายครั้งหลายหนก็ไม่สำเร็จด้วยปราการที่

แน่นหนาช่วยกรุงเอาไว้ได้


- ตีแล้วตีอีก พม่าเข้าตีกรุงในเวลากลางคืนก็ไม่สามารถตีได้ทหารไทยยกออกมา

รบรักษาเมืองอย่างแข็งขัน


- สุมไฟซากกำแพงเมือง พม่าขุดคูประชิดกำแพงเรื่อยๆจนเข้ามาสุมไฟตรงซาก

กำแพงเมืองตรงริมป้อมมหาชัย  พร้อมยิงปืนใหญ่เข้าไปในเมืองแบบไม่ยั้ง


- โดนปล้นเมือง กลางคืนพม่าบุกเข้าปล้นเมืองพร้อมกันทุกด้าน กรุงศรีจึงเสียแก่

พม่าในที่สุดหลังจากรับศึกสู้รบกันกว่า 14 เดือน


  พระเจ้ามังระสมปรารถนาในการตีกรุงศรีมาเป็นเมืองขึ้นสำเร็จหลังจากที่ในสมัย

ของพระเจ้าอลองพญา พระบิดาของพระองค์นั้นทำไม่สำเร็จและต้องมาจบชีวิตลง

ที่ดินแดนสยาม ในสมัยของพระเจ้ามังระเป็นสมัยของราชวงศ์คองบอง

ราชวงศ์สุดท้ายของพม่าและเป็นช่วงเวลาที่พม่ายิ่งใหญ่และเป็นปึกแผ่นถึงขนาด

สามารถเอาชนะศึกกับทางต้าชิงของจีนได้ด้วยในช่วงเวลาใกล้เคียงหลังจากการ

ตีกรุงศรีอยุธยา และก็เป็นราชวงศ์ที่สุดท้ายสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของพม่าอีกด้วย






ประวัติศาสตร์พม่า




ประวัติศาสตร์พม่า


   ประวัติศาสตร์พม่า นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของประวัติศาสตร์เรื่อง

ราวที่ผ่านมาของประเทศพม่า หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพม่ามีการพูดถึงไว้เป็น

เรื่องของสาระ ความรู้รอบตัว เรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อน

บ้านของเรา ที่มักจะเกี่ยวข้องกับไทยเราเอง โดยเฉพาะทางด้านการสงคราม

และดินแดน

 ประวัติศาสตร์พม่า 

1. สัญญาปางหลวง (สัญญาหักหลัง)

2. ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม

3. 10 รูปแบบประเทศอาณานิคมต้องเจอ

4. ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช

5. 3 กษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่

6. พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์คองบอง

7. กษัตริย์ และ ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า

8. ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน จากไทยและอังกฤษ

9. ยึด มะริด ทวาย ตะนาวศรี จากไทย

10. Timeline การเสียกรุงครั้งที่ 2 : พระเจ้ามังระตีกรุง

11. สาเหตุของการเอาชนะกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

12. สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง

13. รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง

14.

15.

16.

17.

18.

19.

20.

>>> หน้าถัดไป 

ประวัติศาสตร์พม่าจะลงไว้เรื่อยๆตามแต่โอกาศนะครับ ถ้าเกิน 20 หน้าแล้วจะมีลิ้ง

ไปหน้าถัดไปเพื่อไม่ให้ดูเยอะเกินไป ใน 1 หน้า และให้ดูเป็นระเบียบในการเข้ามา

อ่าน ประวัติศาสตร์พม่า






พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์คองบอง






พระเจ้าอลองพญา



        ราชวงศ์คองบองนั้น ก่อตั้งโดย ผู้นำหมู่บ้านที่รวบรวมกำลังชนพม่าเข้าต่อสู้

กับพวกมอญ จนสามารถขับไล่และทำลายอาณาจักรมอญให้ล่มสลาายได้สำเร็จ

สามารถปราบปรามมอญที่ขึ้นมามีอิทธิพลแทนที่ชนชาวพม่า หลังการล่มสลาย

ของราชวงศ์ตองอู ได้สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ ในปี พ.ศ. 2295 จนได้รับ

ชัยชนะเด็ดขาด ในปี ค.ศ. 1757หรือประมาณปี พ.ศ. 2300 และตั้งเมือง ชเวโบ

เป็นเมืองหลวง และได้ย้ายเมืองหลวงมาที่อังวะ ตามลำดับนับเป็นอาณาจักรยุคที่ 3

ของพม่า


   ในสมัยราชวงศ์คองบอง นี้พม่ามีการทำสงครามกับหลายเชื่อชาติหลักๆคือกับ

สยาม (ไทย) จีน เพื่อทำการยึดเมืองคืนจากราชวงศ์ชิง  รวมถึงตอนที่หนักที่สุด

คือการรบกับอังกฤษ ถึงขั้นสิ้นราชวงศ์กันเลยทีเดียว


กษัตริย์ราชวงศ์คองบอง


 พระเจ้าอลองพญา

 - ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า พระองค์

กำเนิดเป็นสามัญชน โดยเป็นผู้นำหมู่บ้านแถบพม่าตอนบน สามารถรวบรวมบ้าน

เมืองให้เป็นปึกแผ่น ปราบปรามมณีปุระ เข้าตีชิงดินแดนล้านนาคืนจากอยุธยา

และขับชาวอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งให้การสนับสนุนราชอาณาจักรหงสาวดีของ

ชาวมอญ พระองค์ทรงก่อตั้งเมืองย่างกุ้งในปี พ.ศ. 2298 ทรงเป็นกษัตริย์พม่าที่

ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ มหาราช 3 กษัตริย์พม่า เพราะพระองค์เป็นผู้นำของ

พม่าในยุคอาณาจักรที่ 3 ที่สามารถปราบปรามมอญที่มีอิทธิพลแทนที่ชาวพม่า

ลงได้ หลังจากสิ้นราชวงศ์ตองอู พัฒนาบ้านเมืองไปถึงขีดสุดทำพม่าให้เป็น

ปึกแผ่น


การสงครามพระเจ้าอลองพญากับไทย (กษัตริย์พม่าที่รบไทย)


  - ในประวัติศาสตร์มี 1 ครั้งคือตอนที่พม่ากล่าวหาว่าไทยช่วยมอญ (เพราะมอญ

ที่โดนพม่าของพระเจ้าอลองพญาตีแตกมาขออยู่ในเมืองมะริดซึ่งตอนนั้น

เป็นของไทย) พม่าจึงเคืองใจ อยุธยาไม่น้อย  หลังจากพระเจ้าอลองพญาทรง

ฉลองพระเกศธาตุที่เมืองย่างกุ้งที่ได้ให้ลงมือ ปรับปรุงปฏิสังขรขึ้นมาใหม่แล้ว

จึงได้ยกทัพนำโดยมังระราชบุตรและมังฆ้องนรธา ยกทหารมาเข้ามาหมายจะ

ตีเอาทวายและตะนาวศรี แต่ด้วยความที่อยุธยาในตอนนั้นรู้จักแต่ทำการค้า

ไม่สนใจเรื่องการป้องกันประเทศไม่สนใจด้านการทหารเท่าที่ควรทำให้กอง

กำลังอ่อนแอลงมากพม่าเห็นว่าอยุธยานั้นอ่อนแอยิ่งนักจึงพ้นเข้ามาล้อมกรุงศรี

เอาไว้ หลังจากพระเจ้าอลงพญาตีค่ายที่ทุ่งตาลานแตกก็ยกทัพเข้ามาสมทบ

ที่กรุงศรีอยุธยาทันทีพม่าฆ่าฟันชาวกรุงทั้งไทยจีนตายลงไปเป็นอันมาก

ได้ใจใหญ่จึงรุกตีเข้ามาเรื่อยๆแต่ก็ไม่มีปรากฏว่าไทยออกไปรบพุ่งกับพม่าอีก

แค่รักษาพระนครไว้เท่านั้น พม่าจึงเปลี่ยนกลยุทธใหม่โดยการเอาปืนใหญ่ไป

ตั้งที่วัดหน้าพระเมรุและวัดช้าง(หัสตาวาส) ได้ระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาทั้งกลางวัน

และกลางคืน กระสุนปืนใหญ่ไปถูกเอายอดพระที่นั่งสุริยอัมรินทร์หักลงมา ในการ

ยิงปืนใหญ่ของพม่าพระเจ้าอลองพญาทรงลงมาบัญชาการเอง บรรจุกระสุน

ปืนใหญ่เอง และยิงเองแต่โชคร้ายปืนใหญ่ที่พระองค์ยิงแตก ปืนแตกถูกพระองค์

บาดเจ็บสาหัส พม่าจึงต้องรีบยกทัพกลับอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่ทันถึงเมืองพม่า

ยังไม่ทันพ้นเมืองตากพระเจ้าอลองพญาก็สิ้นพระชนม์ลงไป พม่ารับถอยทัพโดย

ทิ้งปืนใหญ่เอาไว้มากมาย ฝังดินทิ้งไว้ (เดี๋ยวคงได้เอาคืนตอน เสียกรุงครั้งที่ 2)


พระเจ้าอลองพญาสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2303 ใน

พงศาวดารไทยบอกว่าบาดเจ็บจากปืนใหญ่แตกและสิ้นพระชนม์กลางทาง

ยกทัพกลับแต่ของพม่าระบุว่าทรงสิ้นพระชนม์เพราะประชวร การสงครามและ

รัชสมัยของพระองค์นั้นตรงกับ รัชสมัยของ รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์

แห่งอยุธยา (ช่วงใกล้เสียกรุง)









กษัตริย์ และ ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า คือ






กษัตริย์ และ ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า



 พม่าในอดีตเคยเป็นประเทศ เอ้อไม่สิเรียกว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มาก่อนที่จะโดน

พิษของการล่าอาณานิคม จากอังกฤษทำให้ประเทศต้องตกเป็นเมืองขึ้นต่างชาติ

กษัตริย์ของพม่าก็ต้องสิ้นสุดลงแบ่งเป็นชนกลุ่มน้อยต่างๆมากมาย (ยังเป็นปัญหา

อยู่จนถึงทุกวันนี้) เรามาดูกันว่า ราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองพม่าและกษัตริย์องค์

สุดท้ายที่เป็นกษัตริย์ปกครองพม่านั้นคือพระองค์ใด


ราชวงศ์สุดท้ายคือ : ราชวงศ์คองบอง 

ราชวงศ์คองบอง เป็นราชวงศ์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์พม่า และเป็นราชวงศ์สุดท้าย

ของพม่า ก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร โดยมี

- พระเจ้าอลองพญา  เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง 1 ใน 3 กษัตริย์พม่า

( 3 มหาราช )ซึ่งมาจากสามัญชนที่สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่น

เด่นๆเลยคือ ปราบปรามมณีปุระ(คือหนึ่งในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย)

และ กอบกู้ล้านนาคืนจากอยุธยาและประสบความสำเร็จในกรเข้ายึดครองอยุธยา 

(เสียกรุงครั้งที่ 2 ) ในรัชสมัยของ พระโอรสพระเจ้าอลองพญา คือ พระเจ้ามังระ

ที่ส่ง เนเมียวสีหบดี เข้ามากวาดต้อนผู้คนและกำลังพลจากหัวเมืองเหนือก่อน และ

ได้ส่งทัพจากทางใต้คือ มังมหานรธา เข้ามาเสริมช่วยอีกทัพหนึ่งทั้ง 2 ทัพนั้นเข้า

มาปิดล้อมอยุธยาอยู่ปีกว่าๆ ด้วยความไร้ประสิทธิภาพและการปล่อยประละเลย

ทางการทหารของอยุธยาทำให้ ต้องเสียให้แก่พม่าไปในสมัย

พระเจ้ามังระแห่งคองบอง    พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พม่าที่รบกับไทย แล้วได้

รับชัยชนะจนอยุธยายับเยินที่สุดเท่าที่เคยมีมา


กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า :  พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพม่า 

ต้องยอมประกาศสงครามกับอังกฤษอีกครั้ง เนื่องจากถูกอังกฤษเอาเปรียบเรื่องการ

ค้าไม้ จนในช่วงท้ายนั้นไม่สามารถต้านทานเทคโนโลยีและความทันสมัยทางทหาร

ของอังกฤษได้ พระเจ้าธีบอถูกบังคับให้สละราชสมบัติและประกาศยกเลิกระบอบ

กษัตริย์ในพม่าอังกฤษได้นำไปประทับที่รัตนคีรี ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้ทะเล

อาหรับ เสมือนการเนรเทศพระองค์ออกไปจากอำนาจปกครองดินแดน และทรง

สวรรคตในวันที่ 19 ธันวาคม 1916 พระมเหสีได้รับอนุญาตให้อาศัยในย่างกุ้งได้จน

สิ้นพระชนม์เมื่อ 24 พฤศจิกายน 1925


ราชวงศ์คองบองเป็นราชวงศ์ที่มีความแข็งแกร่งในยุคเริ่มแรกถึงพระเจ้ามินดง

ที่พยายามปฏิรูปการปกครองและต่อสู้กับอังกฤษจนไม่สามารถต้านทานการล่า

อาณานิคมลงได้และในช่วงประเจ้าธีบอ พยายามเอาฝรั่งเศสเข้ามาถ่วงดุลและ

พยายามปรับเงินอังกฤษที่เอารัดเอาเปรียบในเรื่องการค้าขายจนเป็นเหตุให้

เกิดสงครามครั้งสุดท้ายที่ทำให้พม่าสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ และราชวงศ์สุดท้าย

ของพม่า






คำทำนายของ รัสปูติน






คำทำนายของ  รัสปูติน



คำทำนายก่อนตาย

 รัสปูติน

 ก่อนตายรัสปูตินได้ทำนายอนาตคของราชวงศ์โรมานอฟไว้ว่า

Grigori Rasputin


" ขอได้ทรงรับรู้ว่า หากคนที่ฆ่าหม่อมชั้นตายเป็นคนสามัญธรรมดา ราชวงศ์

โรมานอฟก็จะยั่งยืนต่อไป แต่ถ้าหากเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ทำให้หม่อมชั้นตาย 

พระองค์และครอบครัวจะต้องสิ้นพระชนม์ในสองปี 

จากฝีมือของประชาชนในรัสเซีย"  


 เกรกอรี รัสปูติน 

ซึ่งจดหมายมาถึงพระเจ้าซาร์หลังจากรัสปูตินตายไปแล้ว เพราะคนที่สั่งฆ่ารัสปูติน

เป็นเจ้าชาย ทำให้พระเจ้าซาร์และพระราชินีเกิดความสับสนกลัวจะเป็นดั่งคำ

ทำนายเป็นอย่างมาก  เพื่อความเข้าใจเรื่องสังหารรัสปูติน อ่านตามลิ้งนี้ครับ

---- > รัสปูติน พ่อมดแห่งรัสเซีย

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 


คำทำนายเป็นผล

ไม่ถึง 2 ปีจากคำทำนายของรัสปูติน มีนาคม 1917 ไม่ถึง 3 เดือน หลังการตาย

ของรัสปูติน กระแสการปฏิวัติเริ่มอื้ออึงและเต็มไปด้วยประชาชนที่มุ่งหน้าเข้า

สู่นครหลวงของรัสเซียขบวนชาวนาและคนงานอุตสาหกรรมแห่กันมาถวายฏีกา

ให้ปรับปรุงระบบการบริหารประเทศ แต่องค์รักษ์วังหลวงกลับต่อต้านด้วยอาวุธปืน

เกิดจลาจลต่อต้านกันอย่างวุ่นวายเกิดขึ้น และท้ายที่สุดซาร์ต้องสละราชบัลลังก์

พระองค์และเชื้อพระวงศ์ถูกควบคุมตัวออกไปกักขังไว้ ณ ไซบีเรียอันห่างไกล

และทุรกันดาร  ค.ศ. 1918 ราชวงศ์โรมานอฟถูกตัดสินโทษประหารชีวิต

พระเจ้าซาร์ถูกสังหารด้วยการระดมยิงใส่ด้วยปืนนับเป็นจุดจบตามคำทำนาย

ของรัสปูติน และเริ่มต้นการปฏิวัติรัสเซีย รวมไปถึงการเกิด สหภาพโซเวียต


ไม่ต้องรู้ก็ได้


เรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้คือ : รัสปูตินสมัยยังมีชีวิต มียศ มีเกียรตินั้น เป็นที่ถูกอก

ถูกใจของหญิงสาว แม้หม้าย สาวน้อย สาวใหญ่มากมายทั้ง แม่บ้านชนชั้นสูง

ภรรยาทหาร ลูกสาวเสนาบดี เขาชื่นชอบในกามารมณ์อย่างที่สุดและสามารถ

ปรนเปรอผู้หญิงเหล่านั้นได้ถึงใจเพราะเจ้าโลกของเขานั้นมีการพบหลักฐาน

ว่าพบเจ้าโลกของเขา มีขนาดถึง 11 นิ้ว (อื้อหือ)ปัจจุบัน เจ้าโลกของรัสปูติน

ถูกจัดแสดงอยู่ที่คลินิคแห่งหนึ่งในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คุณหมออีกอร์ เคนียจิน

ผู้จัดแสดงยืนยันว่าอวัยวะชิ้นนี้เป็นของ กรีกอรี รัสปูติน 


คำค้นหาก็ไปที่ อากู๋ กูเกิ้ล แล้วค้นรูป พิมว่า อวัยวะเพ.. ของรัสปุติน จากนั้น..

ก็ขึ้นมาให้พรึบเลือกดูได้ตามสบายจ้า ฮ่าๆๆไม่ใส่รูปไว้ในบทความ

ไปหาดูกันเอานะ





 


รัสปูติน พ่อมดดับรัสเซีย (โรมานอฟ)






รัสปูติน 



รัสปูติน พ่อมดแห่งรัสเซีย

เกรกอรี เอฟีโมวิช รัสปูติน นักบวชนอกรีตที่มีพลังจิตพิเศษ เรียกง่ายๆว่าพ่อมด

เลยก็ได้ มีความมักใหญ่ไฝ่สูงเขาเป็นส่วนนึงในการล่มสลายของราชวงศ์

โรมานอฟ มาศึกษาเรื่องราวย่อๆของเขาไว้เป็นความรู้รอบตัวกันเถอะ

Grigori Rasputin


    สาเหตุเพราะการประพฤติตัวของเขาและอิทธิพลในราชสำนักของ รัสปูตินที่มี

มากเกินไป

รัสปูติน มีชื่อเสียงจากการอ้างตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษมีพลังจิตทำนายอนาคตและ

รักษาโรคได้ และเนื่องด้วยเจ้าชายอะเลคเซย์ พระราชโอรสองค์สุดท้องในพระเจ้า

ซาร์นิโคลัสที่ 2 ประสูติ แต่มีพระอาการประชวรด้วยโรคฮีโมฟีเลีย (Haemophillia)

หรือพระโลหิตไหลออกง่ายและหยุดยาก  ในสมัยก่อนนั้นโรคนี้เป็นโรครักษายาก

ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เกิดเสียชีวิตได้ทันที พระเจ้าซาร์ทรงพยายามหาหมอทั่วทุกแห่ง

ที่มีฝีมือดีๆมารักษาก็ไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้


      รัสปูตินได้มีโอกาศรักษาอาการป่วยของเจ้าชายอะเลคเซย์และสามารถ

รักษาองค์ชายได้  (มีข้อสันนิษฐานกันว่ารัสปูตินสกดจิตให้องค์ชายหลับแล้วให้

ร่างกายเยียวยารักษาตัวเอง)มิได้รักษาการใดๆมากมาย จักรพรรดินีอเล็กซานดรา

เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (เจ้าหญิงอลิกซ์แห่งเฮสส์และไรน์) พระมารดาของ

เจ้าชายอะเลคเซย์ และพระมเหสีในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จึงขอให้รัสปูตินเข้า

มาอยู่ในวัง เพื่อมาคอยดูแล คอยเยียวยารักษาอาการขององค์ชายต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อรัสปูตินเข้ามาในวังหลวงแล้วและอาศัยอยู่ได้ช่วงระยะเวลานึง เขาได้ริเริ่ม

จัดงานเลี้ยล้างบาปขึ้นซึ้งการจัดงานแต่ละครั้งแต่ละทีนั้น ใช้เงินใช้ทรัพยากร

มากมายมหาศาลมากยิ่งนานวันยิ่งนานปี รัสปูตินก็เริ่มจัดงานเลี้ยงเพื่อล้างบาป

ถี่ครั้งขึ้นบ่อยขึ้นตลอด จนแลดูฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย จนคนภายนอกมองเข้ามาว่า

เป็นการสนองความอยากความสนุกสนานของตัวรัสปูตินเองเสียมากกว่าการ

ล้างบาป



         สถานการณ์โลก แล้วยิ่งด้วยช่วงนั้นสถาการณ์ของโลกเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก

มีข่าวลือเรื่องการเกิดสงคราม สภาวะเศณษฐกิจในรัสเซียฝืดเคืองผู้คนในรัสเซีย

อดอยากแร้นแค้นพระเจ้าซาร์ทรงลดการจัดงานล้างบาปของรัสปูตินลง เพื่อเอา

ไปใช้จ่ายในการสงคราม และ ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้

เขารู้สึกไม่พอใจ จึงได้แกล้งทำนายว่า พระเจ้าซาร์ต้องออกไปทำการบัญชา

การรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยพระองค์เอง รัสเซียถึงจะมีชัยชนะได้รับเกียรติ

สูงสุดกลับมา เป็นหนึ่งในอุบายที่จะให้จักรพรรดินีอเล็กซานดรา ซึ่งเชื่อรัสปูติน

แทบทุกอย่างได้ปฏิบัติหน้าที่แทน เพื่อรัสปูตินจะได้ให้นางเป็นหุ่นเชิดของตน



  รัสปูตินนั้น ทำให้จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เป็นหุ่นเชิดของตน ละลายทรัพย์

ราชสำนัก มีความเชื่อว่าพระเจ้าสื่อสารอะไรต่อราชวงศ์โรมานอฟ ผ่านทาง

รัสปูตินทำให้พระราชินีนั้นเชื่อทุกคำและปฎิบัติตามทุกอย่างที่รัสปูตินต้องการ

จะแต่งตั้งใคร ขับไล่ใคร รัสปูตินแค่บอกนางก็ทำตาม จนเกิดความไม่พอใจ

แก่ข้าราชบริพาลคนสนิท และราชวงศ์หลายๆพระองค์ ยิ่งประชาชนแล้วนั้นที่ต้อง

แบกรับกับเรื่องสงครามและความยากจนอดมื้อกินมื้อ ยิ่งไปกันใหญ่จนเกิดการ

ประท้วง จลาจลเกิดขึ้นทำให้พระเจ้าซาร์ต้องกลับมาจากสงคราม (เชื่อกันว่าที่จริง

พระเจ้าซาร์ไม่สามารถบัญชาการรบทหารของตัวเองได้) 


เมื่อพระองค์กลับมา รัสปูตินจึงเริ่มปรนเปรอ เลี้ยง จัดงานให้พระองค์อยู่บ่อยครั้ง

จนวันๆพระเจ้าซาร์ทำงานน้อยลง และเริ่มให้รัสปูติน เป็นผู้จัดการงานต่างๆแทน

พระองค์มีผู้คนมากมายไม่พอใจกับเรื่องนี้ การบริหารของรัสปูตินนั้นสร้างความ

ลำบากเดือดร้อนให้แก่ประชาชนรัสเซีย จนเริ่มมีการก่อตัวประท้วงกันเกิดขึ้น


  จุดจบรัสปูติน ค.ศ. 1916 เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูซ์ป็อป (Felix Yussupov) เห็นว่าเก็บ

รัสปูตินไว้จะเป็นภัยต่อชาติ จึงร่วมมือกับแกรด์ดยุกดมิทรี พัฟโลวิช

(Grand Duke Dmitri Pavlovich) ลวงสังหารรัสปูติน ได้เชิญให้รัสปูตินนั้นไปงานเลี้ยง

 (ชอบอยู่แล้วกับงานเลี้ยง)ในวังเจ้าชาย และจะวางยาพิษไซยาไนด์ในเครื่องดื่ม

และเค้กของรัสปูติน แต่เขาไม่รู้สึกเป็นอะไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าชายเห็นท่าไม่ดี

เลยยิ่งปืนใส่เขา เขาก็ไม่ระคายเคือง  เดินออกมาข้างนอกวัง กลุ่มข้าราชบริพาร

ของเจ้าชายเฟลิกซ์ที่เจ้าชายเตรียมไว้ ก็ระดมยิงปืนใส่ ก็ยังไม่สามารถทำให้

รัสปูตินตายได้ สุดท้ายพวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงจับร่าง รัสปูตินโยนลงน้ำเนวา

ที่ไหลผ่านนครเซนต์ปีเตอร์สเบริร์ก หลังจากนั้นได้มีการพบศพของเขาและได้พบ

ว่า เขาสามารถแก้มัดได้ด้วยตัวเอง กระสุนจากปืน ยาพิษในอาหารไม่สามารถทำ

อันตรายใดๆเขาได้เลย แต่เขาตายพระ จมน้ำ วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1916

รวมอายุ 47 ปี  ก่อนตายเขาได้ส่งจดหมาย ให้พระเจ้าซาร์ เป็น

     
 >>>  " คำทำนายของรัสปูติน " ที่จะต้องมาเกี่ยวกับการสูญสิ้นราชวงศ์โรมานอฟ

และคาบต่อไปจนถึงเรื่องสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นจริงดั่งคำทำนายของเขา

จะเอามาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านในบทความถัดไปครับ (คลิ๊กลิ้ง คำทำนายของ

รัสปูติน ตรงย่อหน้านี้ได้เลย  )