แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

การหาไอเดียเขียนบทความแบบไร้ขีดจำกัด




การหาไอเดียเขียนบทความแบบไร้ขีดจำกัด



            แนวทางการหาไอเดียเขียนบทความแบบไร้ขีดจำกัด ผมว่าเพื่อนๆที่

ต้องการเขียนบทความลงบล็อกเว็บหรือโลกโซเชี่ยลนั้น เวลาเขียนหลายๆเรื่องแล้ว

มันออกแนวตื้อๆมึนๆไม่รู้จะเขียนอะไรอีกใช่ไหมครับไอเดียหมด ไม่รู้จะเขียนอะไรดี

วันนี้เรามี แนวทางการหาไอเดียในการเขียนบท   ความมาให้เพื่อนๆได้เอาไป

ลองใช้ดูครับ

การหาไอเดียเขียนบทความแบบไร้ขีดจำกัด


1. ดูทีวี : ดูหนังเรื่อง NCIS ก็อยากรู้ตัวย่อพาลไปหาตัวย่อหน่วยงานอื่นอีกเห็นมะ

ได้ละบทความรวมชื่อตัวย่อหน่วยงานเท่ๆ จัดไป



2. Google Guru : เป็นที่ถามคำถามมากมายใครสงสัยอะไรก็ไปถามมีคนมาตอบ

เราเอาคำถามนั้นแหละมาหาคำตอบและเขียนเป็นบทความเชื่อเหอะไอคนที่สงสัย

เรื่องแต่ละเรื่องอะ มันไม่ได้มีคนเดียวหรอกใน จำนวนคนเล่นเน็ตเป็นล้านคนอะ

ยังไงซะก็มีคนอ่านอยู่ที่ว่าจะอยู่ในหน้าที่เท่าไหร่ในการค้นหา ฮ่าๆ



3. พันทิป : เว็บ Pantip ศูนย์รวมเรื่องราว ร้อยพ่อพันแม่ ทุกอย่างครบวงจร ที่คุณ

อยากรู้เข้าไปดูแล้วหาประเด็นมาเล่นซะ



4. หนังสือ : หาประเด็นในหนังสือมาเขียนเอาก็ได้ว่ามีอะไรที่เราพอจะเอามาเขียน

บทความให้ผู้อ่านได้รับความรู้ สาระ ความรู้รอบตัว* ไปบ้าง



5. ก่อนนอน : ก่อนนอนสำหรับผม เรื่องต่างๆมันจะผุดขึ้นมาแบบดอกเห็ด ไม่รู้จะ

มาทำไม เลยไม่ได้นอนซะที 555+


6. จินตนาการ : สำคัญกว่าความรู้ หราาา บางคนก็ไม่ต่างจากการเพ้อเจ้อ ถ้าอยู่ใน

ขอบเขตที่พอดีก็น่าสนใจจ้า



7. การตั้งคำถาม : เช่น ถ้าตอนนั้นไม่มีขบวนการเสรีไทย ประเทศไทยจะเป็นยังไง

ในสงครามโลก หรือถ้าตอนนั้นซัวเรสไปกัดคนอื่นในสนามบอล ตอนนี้เขาจะยังอยู่ที่

ลิเวอร์พูลหรือไม่
ร่ายมันออกมาครับ ร่ายตามความเข้าใจและคำถามของเรา



8. เน็ตไอดอล : เน็ตไอดอลดีอย่างไร *  นี่แหละคำตอบคือเขามักมีเรื่องให้เรานำไป

เขียนได้อย่างแชร์กระทู้น่าสนใจมาให้แฟนคลับอ่าน ต่างๆนานา สร้างดราม่า บีบน้ำตา

 ตบกันหรือนำเรื่องราวดีๆมาให้ก็เหมือนเรามีเพื่อนในโลกออนไลน์ คนพวกนี้บางทีก็เอา

เรื่องราวต่างๆจากที่อื่นมาแชร์เราก็แค่หยิบเรื่องนั้นมาหาประเด็นที่น่าสนใจไปเขียนครับ



9. มนุษย์ป้า : เรื่องราวของมนุาย์ป้าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจหยิบมาเขียนได้อย่างไม่

รู้จบเชื่อผม



10. บทสนทนาโต๊ะข้างๆเวลาไปกินข้าว : ตามนั้นจ่ะ



11. งานที่ทำ : ทำงานเชื่อมเหล็ก ทำไมต้องไปเขียนเรื่องการต่อท่อประปาเล่า ในเมื่อ

องค์ความรู้เรามีเต็มเปี่ยมในด้านการเชื่อมเหล็ก เขียนไปเลยเกี่ยวกับเรื่องที่เราทำเป็น

งาน รับรองรุ่ง



12. กระแสสังคม : ตามนั้นครับอะไรที่กำลังเป็นกระแสเป็นที่พูดถึง มาไวไปไวนะ

ถ้าจะเขียนอะ



13. สิ่งที่ชอบ : ชอบเล่นเกมก็เขียนเรื่องเกม ชอบดาราก็เขียนเรื่องดารา ชอบ

ประวัติศาสตร์ก็เขียนประวัติศาสตร์ ทำสิ่งที่ตัวเองชอบรับรองว่าไม่มีตันแน่นอน



14. สิ่งที่กำลังศึกษา : กำลังศึกษาอย่างเช่นประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เกี่ยวกับเรื่องของ

โอโอขุ และ เรื่องของ ไดเมียวและโชกุน* ก็เอาสิ่งที่ศึกษามาเขียนลงไปเลยง่าย

จะตาย



15. สิ่งที่เราสงสัย : สงสัยอยากรู้เรื่องอะไรก็ทำเรื่องนั้น จบปึ้ง



16. การสังเกตุสิ่งรอบข้าง : คำถามและคำตอบอยู่รอบตัวเราจงหาคำถามและหา

คำตอบออกมาเป็นบทความ



17. ความเพ้อเจ้อ : บางครั้งเราต้องเพ้อเจ้อและกล้าที่จะเขียนมันออกมาบ้างนะ

ครับ 55+


18. สิ่งที่คนถกเถียงกัน : ตามกระทู้ที่เถียงกันหลายๆเรื่อง เช่น เรื่องการเล่นหุ้น

การหารายได้จากเกมส์* แฟนบอลตีกัน บลาๆๆ



19. ความผิดพลาดของตัวเอง : เอาสิ่งที่เราเคยพลาดหรือเคยเขช้าใจผิดมาเขียน

ใหม่เป็นเหมือนการท่องจำผ่านการเขียนลงไปด้วยพิมพ์ให้คุ้นเคยจะได้ไม่พลาดอีก



20. ทุกที่ : จะบอกคือหาได้ทุกที่ที่เราต้องการเพียงแค่เราเป็นคนช่างสังเกตุกับ

เรื่องราวต่างๆ หาประเด็นของมัน จับจุดของมันได้ผมคิดว่าเราก็จะสามารถหา

ไอเดียในการเขียนบทความได้เช่นกัน



การหาไอเดียเขียนบทความแบบไร้ขีดจำกัด มีอยู่รอบตัวเราอยู่ที่เราจะจับประเด็น

อะไรมาเล่นเท่านั้น










บทความน่าอ่าน 2




บทความน่าอ่าน 


  ต่อมาจาก หน้าแรก >> บทความน่าอ่าน  เอาบทความน่าอ่านที่น่าสนใจมาลงไว้ให้

ท่านผู้อ่านที่ติดตามบล็อกของเรานั้น ที่สนใจทั้งเรื่องราวต่างๆ ประวัติศาสตร์ รวมไปถึง

ความรู้รอบตัว เรื่องราวน่ารู้ต่างๆมากมายเอาไว้ในบล็อกนี้ หาอ่านตามหมดหมู่กันได้ 

ส่วนหน้านี้ บทความน่าอ่านจะลงเรื่องน่าอ่านที่น่าสนใจเอาไว้ครับลองหาอ่านดู


1. นิสัยเสียของคนไทย (และมนุษย์ป้า) ที่ทำให้ไม่ก้าวหน้า


2. 20 วิธีบอกปัด (ปฏิเสธ) ผู้ชายมาจีบ


3. การละเล่นสมัยเด็กๆ ที่คุณคิดถึง มีอะไรบ้าง


4. 8 ข้อควรระวังลักเด็ก ค้ามนุษย์


5. เหตุผลใดที่ทำให้คุณกินเยอะ กินจุ อ้วน


6. 10 สิ่งที่แฟนสาวต้องการจากคนรัก


7. ทำอย่างไรดีเมื่อ อกหัก


8. มือใหม่หัดขับ ควรทำอย่างไร


9. คิดบวกในการทำงาน


10. คนรักแบบไหน ที่ทำให้ความรักล่ม


11. พ่อแม่รังแกฉันเป็นอย่างไร


12. ข้อคิดเปลี่ยนชีวิต คิดบวก


13. คำคม ข้อคิดเพื่อประสบความสำเร็จ


14. ทัศนคติความรัก ที่ทำให้คุณโสด


15. 10 แนวทางประหยัดเงิน เงินไม่พอใช้


16. 10 สัญญาณแฟนมีกิ๊ก


17. 10 สัญญาณเตือนพ่อแม่ทำเด็กติดเกม


18. 10 เทคนิคการอ่านหนังสือ


19. กลุ่มประเทศ BRICS คืออะไร


20. ขนาดพื้นที่ ประชากร ศักยภาพ กลุ่มประเทศ BRICS

>>> หน้าถัดไป


อาจมีหน้าถัดไปถ้าบทความในหน้านี้ บทความน่าอ่าน เกิน 20 หัวข้อในหน้าที่ 2 นี้




เหตุผลใดที่ทำให้คุณกินเยอะ กินจุ อ้วน




เหตุผลใดที่ทำให้คุณกินเยอะ

  มาดูกันครับตามหัวข้อกันเลยครับว่า เหตุผลใดกันที่ทำให้คุณกินเยอะ กินจุ 

บางคนกินจุบกินจิบ กินล้างกินผลาญ เอะยังไง ฮ่าๆเอาเป็นว่าเวลาคุณกินเยอะมันมี

สาเหตุจากอะไรกันละ (ทุกคนมีสาเหตุของตัวเองแน่นอน) มาดูกันว่าของคุณตรง

กับข้อไหนบ้างที่เราเสนอมา

เหตุผลใดที่ทำให้คุณกินเยอะ กินจุ อ้วน
เอากองใหญ่ๆแบบนี้เลยป่ะ 555+


เหตุผลใดที่ทำให้คุณกินเยอะ กินจุ อ้วน

1. แรงโปรโมท : โปรโมทสินค้าของกินมันน่าอร่อยแล้วกินเข้าไปมันอร่อยจริงหรือไม่

ไม่ทราบแต่แรงมโนว่าอร่อย เจ๊จัดไม่ยั้ง


2. นอนน้อย : หิวโหย


3. ประจำเดือนมา : ผู้หญิงเป็นบ่อย แต่จะน่ากลัวตอนที่ ผู้หญิงคนนั้นเป็น

มนุษย์ป้าอีกด้วย


4. หลังจากท้องเสีย : ทดแทนของที่เสียไป


5. ผลข้างเคียงจากยา : ยาพวกยาสามัญหรือทางการแพทย์นะไม่ใช่ยาเสพติด


6. สิ่งเสพติด : โดยเฉพาะ กัญชา (ไม่ดีนะครับอย่าไปลองสิ่งเสพติด)


7. หิว : เลยจัดไม่ยั้ง


8. เครียด : เครียดต้องกินให้หนำ คลายเครียด แต่บางคนก็เครียดจนกินอะไรไม่ลงนะ


9. อกหัก :  กินจนอ้วนประชดรักซะเลย


10. ไม่มีอะไรทำ : ปากว่าง งานว่างบางทีมันก็ต้องหาอะไรกระแทกปาก อร่อยๆ


11. หักโหมลดน้ำหนัก : เวลาคุมไม่อยู่ก็กลับมากินกระจายแน่นอน


12. ไม่กินมื้อเช้า :


13. ฉลอง : จัดหนัก


14. มีความสุข :


15. กินเยอะมานานแล้ว :


16. ดูหนังดูบอล : ต้องหาอะไรมากินแก้เซ็ง


17. อร่อย : ของัมนอร่อยก็เลยต้องกินเยอะ


18. เล่นเกมติดพัน : กดไป หยิบกินไป กินเรื่อยๆกำลังมันยิ่งพวก หาเงินจากเกม

ยิ่งนั่งเฝ้านานยิ่งเบื่อก็ยิ่งหาไรกินบ่อย (เราเป็นคนเดียวป่าวนะ 55+)


19. เจอแรร์ไอเทม : ไม่ใช่แรร์ไอเท็มแบบในเกมนะ ประมาณพวกของที่นานๆ

ได้กินทีของหายาก ของที่อร่อยๆ แพงๆหรือของพื้นบ้านที่ไม่ได้กินนานแล้ว

คิดถึงแล้วน้ำตาจิไหลอะไรประมาณนี้


20. เสียดายของ : กินไม่หมดแล้วเสียดาย(แหม่แช่ตู้เย็นเก็บไว้ก็ได้ถ้ามากเกินอะ) 

ประหยัดๆหน่อยของเพื่อนๆเป็นแบบไหนกันบ้างครับ เพราะสาเหตุใดที่ทำให้กินจุ

กินเยอะ กินจนพุงโต นอนอืดกัน ฮ่าๆๆ



8 ข้อควรระวังลักเด็ก ค้ามนุษย์




ข้อควรระวังลักเด็ก ค้ามนุษย์

 การค้ามนุษย์ ลักพาตัวเด็กไป เรียกค่าไถ่ เอาไปใช้แรงงานหรือฆ่าข่มขืนกระทำ

ชำเรา ในสังคมเริ่มมีให้เห็นอยู่บอยครั้งและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยวันนี้เรามีข้อเสนอ

ในการสอนลูก สอนตัวเอง ระวังตนไม่ให้คนที่เรารักลูกหลาน เด็กๆขอองเราต้องไป

ตกอยู่ในเงื้อมมือของคนเลวพวกนี้ได้มาลองดูบทความกัน


ระวังลักเด็ก ค้ามนุษย์


1. อย่าอยู่ตามลำพัง : ไม่ปล่อยให้เด็กๆอยู่ตามลำพัง ลูกหลานเราโดยเฉพาะเด็ก

มากๆหรือตัวเล็กๆที่เขาทำอะไรได้ง่าย อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวหรือถ้าพบเห็นเด็ก

อยู่คนเดียว แม้ไม่ใช่ลูกหลานเราก็ควรจับตามองให้ดี ไม่ก็เรียกตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่

ความปลอดภัยที่ไว้ใจได้มาคอยสังเกตุหรืออยู่เป็นเพื่อน


2. สอนลูกอย่าไว้ใจคนง่ายๆ :


3. สิ่งล่อตาล่อใจ : เช่นขนม ของเล่น น้ำหวาน บอกลูกหลาน เด็กๆว่าอย่าไปรับ

ไปกินของเหล่านั้นจากคนที่ไม่รู้จัก หรือถ้าแค่พอรู้จักก็รับไว้แต่ไม่ต้องกิน


4. หาข้ออ้าง : เวลาอยู่คนเดียวที่โรงเรียนหรือที่ไหนเวลามีคนมาถามว่ามากับใคร

ให้อ้างว่า แม่อยู่อีกที่กำลังมา หรือรอพ่อแม่มารับ แม่บอกให้รอที่นี่ เพราะคนเยอะมี

คนรู้จักเยอะ มีกล้องวงจรปิด อะไรก็ว่าไป


5. ขอความช่วยเหลือ : สอนให้ลูกหลานขอความช่วยเหลือเวลาที่จำเป็นหรือให้

วิ่งหนีไปที่คนเยอะๆ ขอความช่วยเหลือคนรอบข้าง หรือให้จดจำสถานที่สำคัญๆ

เช่น สำนักงาน ออฟฟิศ ป้อมตำรวจ โรงพยาบาล จุดแลนมาร์คสำคัญๆในที่ที่พา

เด็กไป และที่มีคนเยอะๆ บางครั้งเจอพวกเด็กเกรียนร้านเกม มาไถตังก็ให้ร้องให้

คนช่วยเลยพวกนี้บางทีอาจทำร้ายเด็กๆได้


6. อย่าไว้ในที่ปลอดภัย : เช่นสถานีรถไฟฟ้า หน้าโรงเรียน หน้าบ้าน ยังไงจะ

ปลอดภัยอย่างไงก็ขอให้ระมัดระวังไว้ก่อน


7. ใช้เทคโนโลยี : เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือบางครั้งติดระบบติดตามตัวไว้ที่นาฬิกา

กระเป๋า ตามที่ต่างๆชิ้นเล็กๆ เพิ่มค่าใช้จ่ายอีกนิดก็น่าจะช่วยได้


8. ป้องกันตัว : ถึงจะยังเด็ก แต่ก็สามารถป้องกันตัวเองได้สอนให้เขารู้จักต่อย

กล่องดวงใจ กัดนิ้ว เหยียบเท้า จิกตา หยิกแขน กัดๆๆ  และแหกปากดังๆเวลามีเหตุ

เพื่อเป็นการเรียกผู้อื่นให้เข้ามาสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


พึงระวังอย่าประมาทไม่งั้นลูกหลาน เด็กของคุณอาจจะไปเป็น ขอทาน ตามที่ต่างๆ

เด็กขายพวงมาลัย ใช้แรงงานเถื่อน ขายไปให้ฝรั่งหื่นๆโดนกระทำชำเรา หรือแม้

กระทั่งจากโลกนี้ไปแบบไม่มีวันกลับ





บทความอยู่รอบตัวเรา (ไอเดียมีมากมาย)




บทความอยู่รอบตัวเรา 



  ไอเดีย บทความ  วันนี้ลองมาดูบทความนี้กันครับ ว่าบทความอยู่รอบตัว การนำเสนอ

บทความการเขียนบทความ รวมไปถึงการตั้งคำถามล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบชั้นดีของเรา

ในการนำไปเขียนบทความทั้งนั้นเป็นวิธีการหาไอเดียในการเขียนบทความ รวมเข้าไปกับ

คำถาม เรื่องราวที่เราถกเถียงกัน เรื่องที่เราไปเจอ ดราม่าที่เราไปเสพ เรื่องชาวบ้านที่เรา

ไปเผือก สิ่งเหล่านี้แหละครับมันคือที่มาของบทความทั้งนั้นเลย เราเรียกว่าวัตถุดิบ หรือ

ข้อมูลสุขๆดิบๆ (เอ๊ะยังไง) อยู่ที่ว่าเราจะใส่เทคนิคในการเขียนบทความของเราลงไป

อย่างไรครับ เดี๋ยวผมลองยกตัวอย่าง ว่าบทความอยู่รอบตัวเราอย่างไรมาให้ดูกันนะครับ

บทความอยู่รอบตัวเรา (ไอเดียมีมากมาย)


- ดราม่าในพันทิป : ดูได้จากบทความเรื่องมนุษย์ป้าสิครับ ผมก็เอามาจากการเรียกกระทู้

หลายเดือนก่อนในพันทิปจนบัดนี้บทความมนุษย์ป้ามีคนให้ความสนใจเยอะเพราะมันกลับ

มาฮิตอีกครั้งนึงลองพิมในช่องค้นหาด้านขวาดูครับ ในบล็อกผมมีบทความนิยามของเรื่อง

มนุษย์ป้าอยู่แหนะ


- พวกเน็ตไอดอล หรือพวกโชว์นมบ่นกันในเฟส : บางทีอาจจะดูไร้สาระนะครับแต่

ถ้าเราจับประเด็นได้ว่าเขาบ่นเขาโวยวายหรือคอมเม้นท์เกี่ยวกับเรื่องอะไรอันนี้เกิด

ประโยชน์ชัวร์ๆเลยจ้า สามารถเอามาต่อยอดแตกเป็นบทความได้เลย ขอแค่จับประเด็น

ให้โดนแค่นั้น


- ความรู้รอบตัว ที่มีอยู่มากมาย : ทั้งในเว็บบอร์ดต่างๆ บอร์ดเกม บอร์ดไร้สาระ

บอร์ดนั่นนี่ ล้วนมีข้อมูลหรือต้นเรื่องให้เรานำมาเขียนได้ทั้งนั้นครับ เช่ยเคยจับประเด็น

ให้ได้ จับได้ เอาหัวข้อมาหาเพิ่มแล้วเขียนลงมาเป็นบทความเท่านั้นแหละจ้า


- หนังที่เราดูในทีวี : ในทีวีในหนังก็มีสาระสำคัญหลายอย่างครับที่เราสามารถนำมา

เป็นประเด็นในการเขียนบทความได้ทั้งเรื่องที่เขาเสนอในหนัง ชื่อหน่อวยงาน สถานที่

ล้วนแล้วแต่นำมาเป็นประเด็นให้เขียนได้ทั้งนั้น


- เพลงที่เราฟัง  : เพลงพูดเกี่ยวกับอะไร ปรัชญาชีวิต สำนวน ข้อคิดต่างๆจากเพลง

ล้วนแล้วแต่มีความหมาย


- บทความที่เราอ่าน : ตามเว็บตามเฟสบุ๊คพวกนี้ก็นำเอาเรื่องราวมาทำเป็นบทความ

ได้แค่แตกต่างจากเขา และนำเสนอในแบบของเราเอง


- คำถามที่สงสัย : เริ่มจากที่ตัวเรานี่เลยครับ เราอยากรู้เรื่องอะไร สงสัยเรื่องไหน

ต้องการความรู้จากเรื่องอะไรก็หาความรู้ใส่สมองตัวเองพร้อมกับทำคึวามเข้าใจมัน

เขียนบทความมันลงมาสิครับง่ายๆนิดเดียวเริ่มจากตัวเองต้องการอะไร ก็สนองความ

ต้องการของตัวเองและวนำความรู้มาเผยแพร่ต่อบอกต่อกับผู้อ่านผู้อื่นในสิ่งที่เรา

สงสัยและหาคำตอบของมันมาด้วยเสียเลย


     สิ่งที่ผมเน้นเรื่องการหาเรื่องมาทำบทความก็คือการจับประเด็นครับ และสงสัย

ให้เยอะเป็นคนขี้สงสัยเข้าไว้ ประเด็นเป็นสิ่งสำคัญครับ





ข้อดีของการเขียนบทความในสิ่งที่ชอบ




ข้อดีของการเขียนบทความในสิ่งที่ชอบ


1. ดีกับตัวเรา : เราทำสิ่งที่เราชอบบทความที่โดนจริตตัวเองใครบ้างจะไม่ชอบถูกมั้ยครับ

ทำสิ่งที่เราชอบนั้นมีความสุขที่สุดแล้วหละ


2. ไอเดีย : คือมันง่ายเพราะสิ่งที่เราชอบเราทำมันเพราะความชอบเราต้องมีข้อมูลหรือ

เนื้อหาในสิ่งนั้นอยู่ในหัวมาหลายร้อยพันประการแล้วทำให้ง่ายต่อการเขียนบทความได้

เป็นอย่างดีซึ่งสามารถนำไอเดียต่างๆมาประยุกใช้เป็นไอเดียในการเขียนบทความอย่าง

เช่นมังกรหยกเราชอบเกี่ยวกับมังกรหยกเราก็มีไอเดียมากมายที่จะเขียนเรื่องราวของ

มังกรหยก จากคนที่เฉยๆกับมันเขียนไปก็คือพื้นๆทั่วไป กับคนที่ชอบอย่างเราสนใจอ่าน

เป็นบ้าเป็นหลัง ก็สามารถหาหัวข้อสร้างไอเดียในการเขียนแยกย่อยออกมาได้อีกเยอะ

แยะเพราะข้อมูลเรามีเต็มไปหมดเลยในสมอง (สมมุติเอานะว่าชอบมังกรหยก)


3. โลดแล่น : ความคิดโลดแล่นเขียนบทความได้อย่างน้ำไหลไฟดับไม่หยุดไม่ติดไม่

ขัด ไปได้เรื่อยๆ ทั้งเรื่องราวสำคัญของเนื้อหา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือ ความรู้รอบตัวที่

เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเขียนมันจะออกมาอย่างไม่จำกัด แน่นอนถ้าเราทำในสิ่งที่เราชอบ


4. ข้อมูลแบบเจาะลึก : เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบไง ข้อมูลบางอย่างมันเลยเจาะลึกมาก

กว่าบทความเดียวกันจากคนทั่วไปเขียน บางอย่างอาจไม่เคยมีใครเขียนมาแต่เราอาจ

จะไปแงะแคะข้อมุลไปสืบมาจนได้ นี่แหละเขาเรียกว่า วงใน ชอบจริงจังมันต้องมีหลุด

มาให้เราเชยชมบ้างแหละพวกลับเฉพาะ


5. คอเดียวกัน : เราจะได้พบปะพูดคัยสนทนากับผู้อ่านที่เป็นพวกคอเดียวกันชื่นชอบ

ในแบบเดียวกันอย่างแน่นอนครับ ไม่ต้องสืบเลยเรื่องนี้


6. หาข้อมูลง่าย : ข้อมูลง่ายเพราะเรารู้ว่าจะหามันมาอย่างไร หามาจากที่ไหน หรือ

ที่จริงมันอยู่ในสมองเราหมดแล้วก็ได้ใครจะไปรู้ จริงมะ???


7. เพิ่มพูลประสบการณ์ : การเขียนการอ่าน การหาข้อมูลเพิ่มเติมทำให้เราได้เพิ่ม

พูนความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่เราชอบแต่ก็เรื่องอื่นๆด้วย


8. ไม่เบื่อ : ทำสิ่งที่เราชอบจริงจัง มันอาจจะเหนื่อยไปบ้างแต่อย่างน้อยมันก็ไม่เบื่อ

แน่นอน ถ้าเบื่อมันก็หมายความประมาณว่า คุณชอบมันจริงหรือเปล่า หรือยังหาตัวเอง

ไม่เจอว่าชอบอะไรกันแน่


9. ดีเด่น : ไม่รู้จะอธิบายยังไงการทำสิ่งที่ชอบมันย่อมต้องทำให้มันดีอยู่แล้วใช่รึเปล่า

 ก็ตามนั้นแหละ


10. รักมัน : ไม่ต้องอธิบายมากสิ่งที่ชอบทำมันมาก็ต้องรักมันอยู่แล้ว รู้สึกว่ามันคือ

ผลงานที่มีคุณค่า ที่เราภูมิใจไปกับมันนั่นเอง




บทความที่ดีควรเป็นอย่างไร




บทความที่ดีควรเป็นอย่างไร


   บทความที่ดี มีประโยชน์ให้ความรู้น่าสนใจ ในความหมายของผู้อ่านเป็นอย่างไร

กันครับจะเป็นเหมือนบทความนี้รึเปล่ามาดูกัน

บทความที่ดีควรเป็นอย่างไร


1. ไม่ดักควาย : เช่นตั้งหัวข้อชื่อเรื่อง แบบดักให้คนเข้ามาอ่านแต่เนื้อหาที่แท้จริงกลับ

ไม่ใช่เลยเหมือนการหลอกลวงเขาให้มาอ่านเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจถึงว่า  เขาต้องการอ่าน

อะไรแบบนี้เขาเรียกตบหน้ากันและดูถูกผู้อ่านมากๆ (มันแตกต่างกับเทคนิคการตั้งชื่อ

เรื่องโดยสิ้นเชิง)


2. ไม่เอียง : ถ้ารักจะเขียนบทความคุณภาพบทความดีๆก็อย่าใส่ความเอนเอียงลง

ในฝั่งใดฝั่งนึงใส่ข้อมูล ข้อดีข้อเสียให้ครบถ้วนให้ผู้อ่านตัดสินใจเอาเอง

(แบบนี้ใช้กับการโปรโมทสินค้าไม่ได้แน่ๆ ฮ่าๆ)


3. ไม่อคติ : การเขียนบทความที่ดีได้นั้นผู้เขียนจะต้องไม่มีอคติกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่าง

เช่นจะเขียนบทความเกี่ยวกับ กลุ่ม ฮามาส ประทะเดือด กับอิสราเอล แต่ผู้เขียนอคติ

ต่ออิสราเอลหรือ ฮามาส ส่งผมมายังบทความที่ออกมาในแนวอคติ แนะนำว่าส่วนตัว

ผู้เขียนอาจจะอคติก็ได้แต่บทความออกมาต้องเสนอความจริงและถูกต้องไม่มีอคติใดๆ

ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


4. ข้อมูลถูกต้อง : อันนี้สำคัญมากนะ ข้อมูลต้องน่าเชื่อถืออ้างอิงได้และถูกต้อง หรือ

คิดว่าถูกแต่ถ้าไม่แน่ใจว่าถูกก็ควรตั้งข้อสังเกตุเอาข้อมูลมารวมๆกันให้ผู้อ่านตัดสินใจ

เอาเองว่าควรเชื่อแบบไหนเพราะในโลกนี้มีสิ่งที่คนอื่นมาว่าถูกแต่อีกคนบอกผิดแม้จะ

มาจากแหล่งเดียวกันก็ตาม เราควรนำมาเสนอทั้ง 2 ด้านเลยยิ่งดี  ถ้าไม่แน่ใจว่ามัน

ถูกต้องหรือมีข้อสงสัยประการใดก็ควร วงเล็บหรือทำคอมเม้นท์เอาไว้ให้ชัดเจน


5. ไม่ทำให้คนดีเสียหาย : อย่าพาดพิงถึงคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องหรือลากเขามาพูด

โดยมิใช่มีความจริงนอกจากจะทำให้เขาเสียหายแล้วยังจะโดนเขาฟ้องตูดบานอีกด้วย

นะจ๊ะ


6. หยาบคายไม่ให้เกียรติ : อันนี้ก็ไม่ควรนะครับ จะหยาบคายในบทความหรือหยาบ

คายต่อคนที่พูดถึงยังไงก็ไม่สมควรเพราะบทความเราใช่ว่าจะมีแต่คนที่บรรลุนิติภาวะ

ที่อ่านได้ เด็กๆเล็กๆก็อ่านได้อย่าเอาแค่สะใจของอิฉันส่วนตัว ความมันส์ในอารมณ์

ที่ได้หยาบมาทำให้อนาคตของชาติหรือคนที่ถูกกล่าวถึงต้องรู้สึกแย่ เคยได้ยินมั้ย

ว่าถ่อยแล้วเท่ ?? เท่ด้วยความคิดก็ได้ไม่ต้องถ่อยหรอก


7. ให้ความรู้ เกร็ดความรู้ : ขยายความในหัวข้อหรือเรื่องที่ผู้อ่านน่าจะไม่เข้าใจเช่น

ชื่อเรียกเฉพาะทางหรือความหมายอย่างอื่น ความรู้รอบตัวเสริมเข้าไปในบทความด้วย

จะดีมากแต่อย่าเยอะเกินไปจนหลงประเด็น การให้ความรู้แก่คน ทำให้บทความเรามี

คุณค่า นับว่าเป็น บทความที่ดี มากๆครับ


8. ไม่ชี้นำ : ถ้าจะแสดงความเห็นส่วนตัวก็ขอให้แยกชัดเจนรวมถึง แสดงให้ชัดว่านี่คือ

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมิใช่ข้อมูลที่ได้มาแต่เป็นความเห็นส่วนตัว


9. อยู่ในประเด็น : ไม่พูดเพ้อพร่ำเพ้อจนออกจากประเด็กของบทความ ไม่แวะออก

จากประเด็นบ่อยหรือหลงประเด็นทำให้บทความนั้นเสียไปเลยเพราะไม่ได้อยู่ในตัว

เนื้อหาซักเท่าไหร่


10. นำเสนออย่างสร้างสรรค์ : เช่นวลี สำนวนของผู้เขียนที่แปลกแตกต่างและ

ดีงาม (ดีงามคือสร้างสรรค์ไม่ใช่หยาบคาย) จะทำให้บทความนั้นน่าอ่านมากยิ่งขึ้น




16 เทคนิคการตั้งชื่อเรื่อง (เขียนบทความ)




เทคนิคการตั้งชื่อเรื่อง

เทคนิคการตั้งชื่อเรื่อง (เขียนบทความ)

       วันนี้เรามานำเสนอเทคนิคการตั้งชื่อเรื่องในการเขียนบทความกันดีกว่าครับว่า

ทำอย่างไรให้โดนใจให้น่าสนใจ ตั้งชื่ออย่างไรให้ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเข้า

มาเปิดอ่านบทความ และเป็นจุดเริ่มต้นการเขียนบทความ


1. ใช้วลีกระแส : ใช้คำหรือวลีที่ยังอยู่ในกระแสช่วงนั้นกำลังเป็นที่พูดถึงช่วงนั้น หรือ

เป็นวลีที่คนทั่วไปชอบ อย่างเช่น ช่วงปีนี้ ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะจากทีมเซาท์แธมตัน

เยอะมาก  เซาท์แธมตัน ฉายานักบุญ ลิเวอร์พูลไปดึงนักเตะจากทีมนี้มา 4-5 คนแล้ว

วลีหัวข้อเรื่องที่สำนักข่าวใช้ก็คือ หงส์แดงแสวงบุญ (ผู้อ่านชอบมาเชียวละ) 

กับหัวข้อแนวนี้หรือ ลูกผู้ชายตัวจริง ผบ.ขบ (ผัวยอมรับให้เมียเป็นผู้บัญชาการของ

บ้าน) 555 +อะไรก็ว่าไป


2. ใช้สำนวน สุภาษิต : การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพยมาใช้ตั้งชื่อเรื่องก็มีเหตุผล

สื่อความหมายได้ดีและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน ยกตัวอย่าง " วัวหายล้อมคอก

การศีกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน " , ตามใจปากมากหนี้ ใช้จ่ายไม่ดีหนี้สินรุงรัง ...

อะไรประมาณนี้เป็นต้นเลือกใช้ สำนวน อะไรให้ตรงกับความหมายที่เราจะสื่อออกมา

ในบทความละครับง่ายที่สุด ช่วยเป็นไอเดียในการเขียนบทความ* ของเราได้ด้วย


3. ใช้เรื่องราวของบทความ : อาจเรียกว่า นาฏการ หรืออะไรก็แล้วแต่ เช่น เรื่อง

เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด ก็เขียนว่า ล้างบางให้สิ้น ยาเสพติด หรือ เรื่องราว

ความรักไม่สมหวัง เช่น รักร้าวของคนเจ้าชู้ประมาณว่าใช้คำสื่อแทนความหมายของ

บทความของเราออกมา


4. สั้นแรง : เช่นคำว่า ต่ำตม , น่าไม่อาย , อมนุษย์ , ตัวถ่วง , สังคมเลว ใช้คำแรงๆ

ประกอบไปในหัวเรื่องสั้นๆ จั่วหัวให้น่าสนใจแก่ผู้อ่าน ที่ชอบแนวนี้ อาจดูแรงแต่ถ้า

สื่อให้ดีก็ตรงใจกับผู้อ่านได้เช่นกันเพราะถ้าบทความมันบ่งบอกเรื่องราวแรงๆจริง

การจั่วหัวนี้ก็ไม่ได้เป็นการหลอกลวงผู้อ่านแต่อย่างใด แต่จะกลายเป็นการสื่อความ-

หมายที่ตรงประเด็นเสียมากกว่า


5. ยาวเล่าเรื่อง : เช่น สงครามยังไม่สงบกลุ่มก่อการร้ายเริ่มลรุกอิรัค หรือ ยาเสพติด

ให้โทษชนิดใหม่ อันตรายกว่าเดิม 10เท่า ..เป็นการแสดงให้เห้นว่าในเนื้อเรื่องบทความ

ของเรานั้นจะมีเรื่องราวพูดถึงเรื่องอะไรแนวใดบ้างเพื่อเป็นการอธิบายบทความโดยย่อ

ผ่านหัวเรื่องซะทีเดียวผู้อ่านที่สนใจตัดสินใจว่าเป็นเรื่องที่เขาต้องการอ่านก็จะเข้ามา

อ่านได้ทันที เพราะจากหัวเรื่องสื่อได้ตรงว่าเราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้างในบทความ


6. แสดงอารมณ์ : เช่น อย่างเซ็งอียูลดความช่วยเหลืออาเซียน , นี่หรือมนุษย์เด็กวัยรุ่น

เผาโหดคนไร้บ้าน , น่ารำคาญเด็กแว๊นซ์ตอนกลางคืน , สุดท้อกับการศึกษาไทยเป็นการ

สื่อหัวเรื่องโดยใช้อารมณ์ของตัวผู้เขียนหรืออารมณ์โดยรวมของสังคมมาจั่วเข้าไปใน

หัวเรื่องเพื่อแสดงระดับของบทความไปด้วยในตัว


7. สัญลักษณ์แทน : ชายอกสามศอก , ผ้าพับไว้  , ไม่มียาง  , นักสู้  ออกแนวคล้ายๆ

สำนวนคือเป็นคำแทนความหมาย แต่แบบนี้ต้องเสริมคำอื่นไปด้วยเยอะกกว่าแบบ

สำนวน


8. วลีอมตะ : พวก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว , ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น


, (พี่เบิร์ด)รักทุกคน , พระเอกขี่ม้าขาว , รักดีหามจั่ว..


9. ตั้งคำถาม : อย่างเช่น ดีแล้วหรือ การเรียนไทย , เพราะเหตุใดถึงต้องเบิกงบเยอะ ,

ทำไมต้องรีบกลับฐาน  ตั้งคำถามให้ไปหาคำตอบเอาในบทความนั่นๆเอง


10. ทำปริศนา : ไอเท็มนี้ท่านได้แต่ใดมา , ใครหนอผู้ชายในฝัน , ศัตรูที่รัก , น้ำใสใจขุ่น

 ออกแนวให้ผู้อ่านเดาทางบทความเราได้ยากว่าเนื้อหาเราจะพูดถึงอะไรเรื่องไหนให้เขา

เข้าไปหาคำตอบอ่านเอาเอง


11. ตำหนิ ว่ากล่าว : ไร้น้ำใจ โพลล์เผยกิ่งก่าไม่ช่วยเหลือกันปล่อยตกน้ำตายหมู่  ...

อะไรที่แบบตำหนิเอาไว้ให้น่าสนใจเข้าไปอ่านต่อ


12. ตักเตือน เตือนสติ : พ่อแม่ระวังไม่มีเวลาให้ลูกอาจติดเกม , สบายตอนนี้ลำบาก

ตอนไหน , ป่าไม้หดหายภัยร้ายภาคกลาง


13. ยาวแต่คล้องจอง  : เช่น สู่ฝันวันของเรา , เมืองไทยไม้ไร้เกียรติ  , สะดุดรักที่พักใจ  ,

ฝนตกขี้หมูไหล คนจั..ไรมาพบกัน  , รักแรกแปลกนัก


14. สิ่งใหม่ แปลกใหม่ : นำเสนอหัวข้อที่ขึ้นต้นแสดงถึงสิ่งใหม่ แปลกใหม่ สิ่งที่เพิ่งเกิด

และยังไม่มีใครพบมาก่อนหน้านี้ เช่นขึ้นต้นด้วยว่า เทรนด์ใหม่สาวจีน Selfieกับขนรักแร้

หรือ ของเล่นใหม่เมกัน ... // เปิดโลกนักวิจัยค้นพบสัตว์ดึกดำบรรพ์...


15. สำนวนเฉพาะตัว : ยาเทพติด(ยาตัวใหม่สำหรับคนรวยช่วยบำรุงอะไรก็ว่าไป) ,

ดีออก (แขวะคำว่าEดอก)  , ฝากสวัสดีท่านหมอแทนข้าด้วย (ประมาณว่าคนพูดเป็นคน

ทำร้ายอีกคนแล้วเวลาเขาไปหาหมอจากการโดนทำร้ายก็ให้ไปสวัสดีแทนด้วย เชิงล้อ

นะครับ)  


16. ประชด : เช่นเนื้อข่าวหรือเนื้อบทความออกมาอีกแนวทางแต่หัวข้อ ออกไปแนว

ประชด ตัวอย่างคือ บทความเรื่องผู้ตัดสินกรรมการฟุตบอลประเทศแห่งนึงทำผิดแต่

ไม่ยอมรับไม่แก้ไขเราก็ทำบทความตีแผ่ แต่จั่วหัวให้คนเอะใจเล่นว่ามันใช่หรอ เช่น

สุดยอดกรรมการ.... อะไรก็ว่าไป แต่ยังไงก็ควรคำนึงถึงข้อควรระวังในการเขียนบทความ

อย่าให้ไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยนะครับ



หวังว่าจะได้ประโยชน์บ้างนะครับ บทความนี้ผมเขียนเองยัง งงเองสงสัยจะสื่อสาร

ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เพื่อนๆน่าจะพอได้อะไรไปบ้าง (มโนเอา ฮ่าๆ)




บล็อก มีประโยชน์อย่างไร






บล็อก มีประโยชน์อย่างไร



    บล็อก (Blog) เป็น เว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่ฮิตฮอตมาก่อนโลกโซเชี่ยลอย่างอื่น

เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินตราแกรม อะไรทำนองนั้นค่อนข้างจะอยู่ในรูปแบบ

สำเร็จรูป (ไม่ใช่บะหมี่) สามารถปรับแก้และใช้งานได้สะดวกสบายกว่าการเขียน

เว็บทั่วๆไปมี ปลั๊กอิน ให้เลือกมีของให้ตกแต่งมีรูปแบบการจัดการให้ผู้ใช้สามารถ

ปรับแต่งได้ตามใจชอบตามความถนัดและความสามารถแบบ Blogger นี่ไงละครับ

มาดูกันว่า บล็อกนั้นมีประโยชน์อย่างไรกันบ้างสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหรืออะไร

ก็แล้วแต่ที่ต้องการข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไปใช้หรือถ่ายทอดมันลงมา

blog



บล็อก มีประโยชน์อย่างไร


1. สร้างสังคมส่วนตัว : เป็นกลุ่มบล็อกของตัวเองหรือสังคมกว้างๆ อย่าง บล็อก

ของExteen ที่มีสังคมบล็อกของผู้ใช้รวมตัวกัน แชร์กันทั้งเรื่องข้อมูล งานเขียน

บันเทิง กีฬา (ครอบคลุมทุกเรื่อง) อาจจะไม่เด็ดดวงเท่าสังคมออนไลน์อย่าง

เฟสบุ๊คหรือ ทวิตเตอร์ แต่ก็เป้นสังคมที่อยู่กันอย่างมีระเบียบกว่าและค่อนข้างจะ

สงบมีมารยาทกว่าพอสมควร


2. ความรู้ : บล็อกที่ใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ สาระ ต่างๆ ความรู้รอบตัว 

เรื่องราวที่เป้นประโยชน์ต่อผู้อื่นสิ่งผู้เขียนจะได้เอามาแชร์และบอกเล่าให้ผู้คน

ในโลกอินเตอร์เน็ตได้รับรู้และเรียนรู้กับเขาด้วย


3. ผลงาน : บล็อกที่นำเสนอผลงาน อย่างเช่น บล็อกของนักวาดรูป นักตัดต่อ

หรือของนักประดิษฐ์สิ่งเล็กๆ อะไรทำนองนี้เพื่อเอาไว้ใช้โชว์ผลงานของตนเอง


4. ไดอารี่ : เรื่องราวส่วนตัวเรื่องราวของเราในชีวิตประจำวัน เรื่องราวในอดีต

หรือสิ่งที่เรามีความคิดเห็นสามารถเอาลงเป้นช้อมุลใช้ให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

ครับ


5. หารายได้ : เช่น การติดโฆษณา  การแนะนำโปรโมทสินค้า การทำ affiliate

การติด Adsense อะไรทำนองนี้เพื่อสร้างรายได้หาเงินจากบล็อกให้ตัวบล็อก-

เกอร์เอง (ต้องมีเนื้อหาที่คนสนใจด้วยนะถึจะทำได้)


6. ติดต่อ : ไว้ใช้ติดต่อกับแฟนคลับหรือเพื่อนของตน อย่างนักฟุตบอลต่างชาติ

ในประเทศไทยหลายคนก้มีบล็อกส่วนตัวไว้เขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่ตนเอง

ได้เจอมาให้แฟนคลับได้รับรู้ ความเคลื่อนไหวตลอดเวลา


7. จัดเก็บข้อมูล : บล็อกเป็นเว้บสำเร็จรูปที่สามารถจัดเก็บข้อมุลต่างๆได้ง่าย

(ถ้าเราแยกให้ดี) ง่ายกว่าพวกเฟส หรือ ทวิต แน่นอนครับ และไม่มั่วอีกด้วย ง่าย

ต่อการดูแลจัดเก็บข้อมุลของเราเป็นอย่างมาก


8. นำเสนอ  : เช่นนายแพทย์นำเสนอเรื่องราว ข่าวเกี่ยวกับวงการแพทย์ หรือ

น้องๆสาวๆสวยๆนำเสนอเกี่ยวกับตัวเอง ความสวยความน่ารัก หรือนักคอสเพลย์

ตี้ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น


9. ความคลั่งไคล้ : ประมาณ แฟนคลับ ดีทูบี (เก่าไปมั้ย ฮ่าๆ) แฟนคลับโค้ชเช

แฟนคลับคนนั้นคนนี้ เป้นที่รวมข้อมุลของศิลปินและคนที่เราชื่นชอบเอาไว้สำหรับ

เหล่าติ่งทั้งหลายของคนๆนั้น


10. นักเขียน  : นักเขียนเรื่องสั้น นักแต่งนิยาย นักเขียนหนังสือเอามาลงแทนที่

จะเอาลงแค่ในเว็บบอร์ดให้คนในเว็บอ่านอย่างเดียวก็เอามาลงไว้ในบล็อกด้วย

เป็นการเก็บข้อมูลไปในตัวรวมถึงให้สังคมบล็อกนั้นๆด้วยบางคนอาจจะเห็น

บล็อกเป็นได้อีกหลายๆอย่าง ทำประโยชน์จากมันได้อีกเยอะ เช่นเป็นที่ของเรา

 2 คน (เรื่องความรัก) เป็นที่เอาไว้สำรองข้อมูล เป็นที่เอาไว้ฉุกเฉินเวลาเว็บ

หลักเราเดี่ยง หรือเอาไว้กระจายข่าวจากบล็อกหรือเว็บอื่นๆ ไว้โปรโมท อะไร

ที่ต้องการ บล็อกมีทั้งแบบเสียตังและฟรีเรื่องใช้กันได้ตามสบายครับส่วน

Blogger แห่งนี้ฟรีแน่นอน







ประเภทของบทความ 2





ประเภทของบทความ
6.บทความชีวประวัติ นำเสนอประวัติบุคคลที่ค่อนข้างจะเป้นที่สนใจหรือมีความ

สำคัญพอที่จะมีคนต้องการประวัติความเป็นมาของบุคคลนั้นๆ



7.บทความโปรโมทโฆษณา  เพื่อโฆษาโปรโมท ขายสินค้าและสิ่งต่างๆและ

หวังผลในทางใดทางนึงในการเขียนบทความ บางครั้งบางทีอาจหมายถึงการ

โปรโมทตัวบุคคลหรือเป็นสื่อไปในตัว




8.บทความสื่อสาร ใช้บทความนี้เพื่อต้องการบอกเล่าข่าวสาร สื่อสารถึงผู้อ่าน

ให้รู้ข้อมูลความเป็นไปความรู้ในเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอเป็นเหมือนกับจับความ

เคลื่อนไหวอัพเดตข่าวสารต่างๆให้ผู้อ่านได้รู้ในเรื่องที่สนใจอยู่ว่ากำลังทำอะไร

ไปถึงไหนแล้ว ตามติดกระแสสังคม



9.บทความโต้แย้งและกระตุ้นจิตสำนึก  บทความที่ถกเถียงต่างๆนานาเพื่อ

ชวนให้คิดเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของผู้อ่าน หรือบทความที่ใช้เพื่อตอบโต้การ

กระทำอย่างใดอย่างนึงกับเรื่องบางเรื่องที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเห็นต่างจึงต้องเขียน

บทความออกมาเพื่อโต้แย้ง



10.บทความเชิงเปรียบเทียบ เป็นการเอาข้อมูลมาเปรียบเทียบหรือหาข้อดี

ข้อเสียของแต่ละอย่างของข้อมูลที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบหรือบุคคล

ตัวละครหนัง หนังสือ ละคร ซีรีย์ เพื่อหาสิ่งที่ดีกว่าหรือสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ที่

สุดแล้วก็แล้วแต่ผู้อ่านว่าจะชอบแบบไหน (หรือบางครั้งผู้เขียนอาจจะใส่ความ

คิดเห็นของตัวผู้เขียนเองก็ได้)



รูปแบบสไตล์บล็อกที่คุณอยากเป็น






สไตล์บล็อกที่คุณอยากเป็น



1.นิชบล็อก (Niche) : เป็นบล็อกที่พูดถึงเรื่องที่มีผู้สนใจเยอะมีความต้องการจะรู้หรือการ

ค้นหาสูงแต่มีคู่แข่งน้อยเป็นบล็อกแบบเฉพาะทางค่อนข้างจะอยู่ในความชอบส่วนตัวของ

ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหรือกลุ่มที่สนใจแบบจำเพราะเจาะจงถ้าเราทำดีๆเขียนเนื้อหาได้ดีเราจะ

สามารถรักษาฐานผู้ชมยูสเซฮร์ให้อยู่ในบล็อกของเราได้อย่างยาวนานและเหนียวแน่น

การทำเงินจากบล็อกประเภทนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


2.บล็อกนิยาย : เป็นบล็อกที่แสดงตัวตนต่างๆของนักเขียนผ่านเรื่องเล่านิยายของเขา

ออกมา ยิ่งถ้าผู้ใดมีความสามารถในการเขียนนิยาย เขียนดีเล่าสนุกรวมถึงความสม่ำเสมอ

ในการอัพเดทที่คงที่แล้วละก็ คุณก็จะได้ผู้อ่านที่ยอมบุ๊คมาร์คลิ้งบล็อกของคุณหรือเก็บไว้

อ่านต่อยาวๆรักษาลูกค้าหรือผู้อ่านได้อย่างดีเลยทีเดียวถือเป็นการเขียนบล็อกที่ใช้ความ

สามารถในด้านการเขียนการเล่าเรื่องและจินตนาการสร้างผู้อ่านผู้ชมขาประจำให้กับบล็อก

เราได้อย่างแน่นอน


3.ไดอารี่ : เป็นบล็อกสไตล์ชีวิตฉันของฉันเป็นการจดบันทึกประจำวันของเราแน่นอนเมื่อ

เรานำมันมาลงในโลกอินเตอร์เน็ตถึงมันจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็ต้องมีคนเข้ามาอ่านบ้าง

สนใจในชีวิตเราก็พอมีอยู่ยิ่งถ้าผู้เขียนมีววาทะในการใช้สำนวนในการเขียนที่ดีน่าสนใจ

แล้วด้วยละก็เผลอๆจะมีผู้ติดตามสนใจมากขึ้นไปด้วย สร้างแบรนด์สร้างตัวเองให้น่าสนใจ

สามารถต่อยอดไปต่างๆนานๆได้อีกเยอะ ก็คล้ายๆเฟสบุ๊คไม่ผิดแน่ๆ


4.วิชาการความรู้ : บล็อกที่ให้ความรู้รอบตัวแก่ผู้อ่านมีอยู่มากมายครับ ถ้าคิดจะทำบล็อก

แนวนี้ต้องมีการนำเสนอที่แตกต่างน่าสนใจอ่านง่ายที่สำคัญเลยข้อมูลที่ใส่ลงไปต้องเป็น

ข้อมูลที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน ข้อดีของการทำบล็อกสไตล์นี้นั้นนอกจากให้ความรู้แก่ผู้อื่น

แล้วยังเป็นการให้ความรู้แก่ตัวเองอีกด้วยซึบซับจากการเขียนบทความของตัวเราเองทำให้

เรานั้นมีความรู้เหมือนได้อ่านข้อมูลนั้นตามไปด้วย ปล.อย่าไปก็อปเขามาหล่ะแทบจะไม่ได้

อะไรเลยแบบนั้น ถ้าจะทำก็อ่านให้เข้าใจสรุปความหมายของสิ่งเหล่านั้นมาจะดีที่สุด


5.ความเห็นส่วนตัว / วิจารณ์ : บล็อกแนวนี้เป็นการหยิบเรื่องที่เราต้องการจะแสดง

ความเห็นหรือวิจารณ์มาพูดคุยกับผู้อ่านในแบบของตัวเองข้อสำคัญเลยที่ท่านจะต้อง

ระลึกไว้เสมอๆคืออย่าไปกันความคิดผู้อื่นยอมรับความเห็นที่แตกต่างและไม่อคติใน

การนำเสนอข้อมูลถ้ามีอคติหรือเอนเอียงก็ไม่ต่างจากบล็อกปลุกปั่นหรือภาษาบ้านๆ

เรียกว่า " เสี้ยม "  นั่นเอง


6.เกาะกระแส : ง่ายๆอะครับ อะไรที่เป็นที่พูดถึงหรือฮือฮาอยู่ในกระแสสังคมท่านก็

จับเอามาเป็นประเด็นขยี้ๆมันซะ เช่น เรื่องวอลเล่บอล หมีแพนด้า คุณตันแจกนั่นแจกนี่

วงโยขอทานดาราคนนั้นได้กับคนนี้การจะทำบล็อกแนวนี้ท่านจะต้องเป็นคนที่ติดตาม

ข่าวสารกระแสสังคมมากคนนึงเลย หูไวตาไวเพราะกระแสพวกนี้ผ่านมาผ่านไปช้าอด

ไม่ทันกินเขาถ้าใครสามารถเดาเหตุการณ์หรือวิเคราะห์เหตุการณ์ได้ล่วงหน้าว่ากระแส

ที่น่าจะจุดติดในอนาคตคืออะไรก็เล่นมันไว้เบาๆก่อนพอเริ่มมีกระแสคนก็จะเริ่มค้นหา

หลังจากนั้นท่านก็เอามาขยี้อีกทีทำลิ้งต่อมาจากสิ่งที่เล่นเอาไว้ก่อนหน้านั้น รับรองฉลุย


7.นำเสนอข่าว : การเสนอข่าวโดยทั่วไปแน่นอนท่านคงสู้เว็บข่าวดังๆไม่ได้หรอกลอง

ใช้ข้อมูลเนื้อหาของข่าวมาเล่า คุยข่าวใส่ความเห็น เสริมความรู้ทัศนคติส่วนตัวลงไป

ดูสิครับและบางครั้งก็โยนโจทย์ในข่าวนั้นๆกลับไปให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นบ้าง

เป็นการสื่อสารกับผู้อ่านได้ดีอีกทางนึงเลยทีเดียว


8.เอนเตอร์เทน : ไม่ต้องคิดไรมากอะไรที่สร้างสรรคืสนุกน่าสนใจไม่ต้องอิงวิชาการ

ไม่ต้องใช้ความเห็นอะไรมากมายเอาสนุกคลายเครียดจัดไปเลยครับแต่ต้องอยู่ใน

ขอบเขตไม่ไป" ละเมิดลิขสิทธิ์ "ใครเขาหล่ะ


 บล็อกเทพ  : เป็นประเภทนักเขียนบล็อกข้าของข้าอยากทำไรก็ทำจะพิมพ์อะไรลง

ไปจะทำอะไรที่ใจอยากตามสบายชิวๆไม่เน้นอะไรทั้งนั้นเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่องตาม

ราวขอแค่ไม่ไปทำผิดต่อใครไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียผิดกฏหมายก็พอแล้ว จริงไหมละครับ

บรรดาบล็อกเทพ


 * แต่สิ่งที่ทุกบล็อกทุกสไตล์ต้องการ ยกเว้น " บล็อกเทพ " คือ " การโปรโมต "  ให้คน

รู้จักที่เหลือก็อยู่ที่คุณภาพของเนื้อหาคุณแล้วหล่ะครับ




การเขียนบทความ (ฉบับมือใหม่)




การเขียนบทความ


               วันนี้นำเสนอการเขียนบทความลงบล็อกหรือที่ไหนก็แล้วแต่ครับ

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยลองแล้วกล้าๆกลัวๆว่าจะทำอย่างไร ลองมาอ่าน

บทความนี้ดูครับว่าเราควรทำอย่างไรถ้าเราอยากจะเขียนบทความ



1.เรื่องที่ชอบและสนใจ : เมื่อได้ทำเรื่องที่เราชอบหรือเรื่องที่เราสนใจ ข้อมูล

เชิงลึกหรือความคิดเห็นรวมทั้งทัศนคติส่วนตัวที่เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงของเรา

จะลงลึกไปยังบทความของเราด้วยทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้รับข้อมูลที่วิเคราะห์

วิจารณ์ในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เขาคิดและมีประโยชน์มากขึ้นถ้าเรื่องนั้นเรามี

ความสนใจยิ่งรู้ลึกเจาะลึกรู้ถึงแก่นของมันยิ่งทำให้ผู้อ่านที่สนใจในเรื่องนั้นติดตาม

บทความของคุณต่อๆไปด้วยอย่างแน่นอน



2.นำเสนอแปลกออกไป : แตกต่างเพื่อเป็นที่สนใจเรื่องนี้ต้องพยายามทำไม่ใช่

เรื่องง่ายหรือบางทีนึดหลัก เราเป็นตัวเราก็พอ ไม่ก็ลองหาแนวทางจากนักเขียน

หรือเจ้าของเพจดังที่มีสไตล์ของตัวเองดูว่าเขามีวิธีการเทคนิคในการเขียน

บทความแบบไหนยังไงแต่สุดท้ายคงหนีไม่พ้น " ตัวตน " ของเราอยู่ดี



3.ร่างแบบลงกระดาษ : เขียนแบบร่างไว้บนกระดาษร่างซะก่อนที่จะเอาลงใน

กระดาษจริงหรือบนโซเชี่ยล ในบล็อกหรือที่ใดก็ตามแต่ให้เราได้กลั่นกรองลอง

เขียนลองซึมซับข้อมูลของตัวเองผ่านปากกาลงบนกระดาษว่าสิ่งที่เราเขียนไป

นั้นเราจดจำช่วงไหน ส่วนไหนต้องเน้นเรียบเรียงให้สวยได้บ้าง



4.เขียนเสร็จทิ้ง : เขียนเสร็จก็ทิ้งไว้ก่อนแล้วนำมาอ่านใหม่เพื่อปรับ เขียนแล้ว

กลับมาอ่านอีกทีเราจะได้มุมมองใหม่ๆเพิ่มเติมลงไปหรือแก้ไขให้บทความเรา

ลื่นขึ้น



5.ข้อมูลถูกต้อง : ความเชื่อมั่นของผู้อ่านสำคัญมากนะครับถ้าข้อมูลไม่ถูกต้อง

หรือตั้งใจป้อนข้อมูลผิดๆให้เข้าไป วันนึงเขารู้ทันและจับได้ คุณก็เป็นแค่นักเขียน

กากๆ ข้อมูลพลาดๆ หรือเป็นได้แค่พวกเสี้ยมยุแยงเท่านั้น



6.อย่าไปยึดติดกับรูปแบบ : อย่าไปยึดติดว่าเราต้องทำตามรูปแบบประเภท

บทความต่างๆให้เราฟรีสไตล์ไปก่อนในช่วงเริ่มต้นแล้วค่อยมาหาแนวทางของ

ตัวเองบางทีเมื่อเราเจอสไตล์ของตัวเองแล้ว เรากก็ไม่ต้องไป เดินตามรูปแบบ

ใครหรือทำให้บทความเราเป็นประเภทใดประเภทนึง ทำให้บทความเราเป็นแบบ

ที่เราอยากให้เป็น



7.สอดแทรก  : ข้อมูลเกร็ดเล็กๆน้อยๆไว้เป็นความรู้ และประกอบบทความให้

ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น(แต่อย่าเยอะจนออกทะเลไปเรื่องอื่นหล่ะ)



8.ไม่ต้องไปกังวล : ว่าคนจะอ่านเยอะหรือไม่ ชอบหรือเปล่า ไม่สำคัญเท่า

กับว่าเราพอใจมันหรือยัง มีตรงไหนที่ยังไม่ดีในสายตาเรา มีอะไรที่เราต้อง

ปรับปรุงในการเขียนครั้งหน้าอย่าไปกังวลต่อความผิดพลาด ให้เรื่องเหล่านั้น

เป็นข้อเตือนใจไว้ปรับปรุงแก้ไขในคราวหน้า ถือว่ามันเป็นประสบการณ์

ของเราในการทำให้บทความของเราเป็นบทความคุณภาพ



9.อ่านง่าย : คำที่ใช้อ่านง่าย เว้นบรรทัด เว้นวรรค เอาให้ผู้อ่านเข้าใจอย่าง

ให้มันดูน่ารำคาญการใช้สีกับตัวอักษรก็ให้ดูเป็นระบบอย่าเล่นสีซะเหมือนชุด

ลิเกมันดูสกปรกและรำคาญสายตาครับ



10.สนุกไปกับมัน : ถ้าเมื่อไหร่ที่การเขียนบทความของเราเป็นเรื่องเบื่อแต่

จำใจต้องทำ ความน่าสนใจของบทความจะลดลงผิดกับสิ่งที่เราลุ่มหลง

สนใจบทความที่เขียนออกมาจะเต็มไปด้วยความน่าสนใจ ที่ตัวเราถ่ายทอด

ลงมาบนตัวหนังสือและรับไปถึงผู้อ่าน



            อ่านแล้วก็เริ่มทำมันซะ !! บทความในนิยามง่ายๆที่ผมอยากจะสื่อเลย

คือเหมือนเราพูดคุยกับเพื่อนทุกคำพูดทุกสิ่งที่สื่อไปสามารถเอามาเขียนเป็น

บทความได้ทั้งหมดขอแค่ให้มันอยู่บนพื้นฐานความจริงไม่เสียดสีใส่ร้ายผู้ใด

คุณจะบ่น จะเพ้ออะไรอย่างไรสื่อออกมาให้ผู้อ่านรู้ในทุกตัวอักษรที่กลั่นออกมา

จากความคิดคุณเท่านี้มันก็เป็นบทความที่ดีได้แล้วครับไม่จำเป็นต้องเก่งเวอร์

เฟอร์เฟ็ค (เขียนถูกป่าวนิ ฮ่าๆ) ขอแค่มีใจรักที่จะเล่าจะเขียน จะแชร์ไม่ใช้มันเพื่อ

ทำร้ายทำลายใคร ก็พอ




เกร็ดความรู้ทั่วไป






เกร็ดความรู้ทั่วไป


           หน้านี้จะเป็นหน้าที่เก็บรวบรวบความรู้เฉพาะเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของความรู้ทั่วๆไป


มารวมๆกันเอาไว้เพื่อให้ท่านที่สนใจได้หาอ่านกันได้ง่ายๆ เป็นความรู้พื้้นฐานของเรื่องราว


ต่างๆที่ เอาไว้ประดับความรู้  ดังสำนวนไทยที่ว่า " รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม


     1. ขนาดพื้นที่รัฐที่เล็กที่สุดในอเมริกา


     2. 10 ขนาดพื้นที่รัฐที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา


     3. พระมหากษัตริย์อยุธยาที่ครองราชย์นานที่สุด


     4. ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน


     5. วันเข้าร่วมสมาชิกอาเซียน แต่ละประเทศ คือ


     6. ขนาดพื้นที่ในอาเซียน ใครใหญ่สุด


     7. ธงชาติฟิลิปปินส์ และภาวะการสงคราม


     8. ต้มไข่กี่นาทีสุก และ ต้มไข่กี่นาทีเป็นยางมะตูม


     9. กษัตริย์อยุธยามีกี่ราชวงศ์ อะไรบ้าง


     10. โอกุสต์ ปาวี ผู้พรากดินแดนไทย


     11. เดือนในภาษาอังกฤษ & ตัวย่อ


     12. ทิศทั้ง 8 เป็นภาษาอังกฤษ


     13. วิธีดูรถบ้าน รถมือสอง รถเต้นท์


     14. คอคอดกระ


     15.


     16.


     17.


     18.


     19.


     20.

>>> หน้าถัดไป

เกร็ดความรู้ทั่วไป ถ้ามีบทความมากกว่า 20 บทความทางบล็อกของเราหัวข้อในที่นี้คือ

เกร็ดความรู้ทั่วไป จะขึ้นหน้าใหม่เพื่อการจัดระเบียบที่ง่ายขึ้นและหมวดหมู่สบายตา



15 ข้อควรรู้เด็กฝึกงานและพนักงานที่ดี






ข้อควรรู้เด็กฝึกงาน และพนักงานที่ดี


              งานนั้นหาไม่ง่ายได้ไว้แล้วก็จงรักษามันไว้ให้ดีที่ไหนมีงานดีจงทำตัวและ

ประพฤติตัวให้สามารถทำงานนั้นได้นานๆวันนี้เรามีบทความแนะนำที่จะทำให้ท่าน

เป็นพนักงานดีเด่นหรือเด็กฝึกงานที่ได้รับความเอ็นดูจากพี่ที่ทำงานเพื่อคะแนนที่ดี

ในการฝึกงานฮ่าๆ


เด็กฝึกงานและพนักงานที่ดี


1.ปรับตัวในการทำงาน : เช่นเรื่องเวลาในการทำงาน เพื่อนที่ทำงาน รูปแบบของ

การทำงานเจ้านายเพื่อนร่วมงาน ต่างๆให้เข้ากัน



2.สำรวจข้อบกพร่อง : เป็นการกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง สำรวจจุดบกพร่องว่าใน

เรื่องงานเรายังมีข้อเสียตรงไหนให้ปรับแก้ไขบ้าง



3.มองโลกในแง่ดี : การมองโลกในแง่ดีนอกจากไม่เครียดแล้วยังส่งผลให้เพื่อน

ร่วมงานเห็นว่าเราเป็นคนอัธยาศัยดีและเป็นมิตร และเป็นคนคิดบวก



4. นั่งจับกลุ่มนินทา : ข้อนี้เลี่ยงได้ควรเลี่ยงที่สุดเป็นนิสัยอันตรายที่คนดีๆเขาไม่

ชอบทำกันหรอกเสียเวลาสร้างศัตรูเปล่าๆ



5.ตรงต่อเวลา : เป็นเรื่องสำคัญมากมันบ่งบอกถึงความรับผิดชอบของคุณถ้าแค่

เรื่องตรงต่อเวลายังทำไม่ได้งานใหญ่ๆใครจะไว้ใจเรา



6.พยายามเรียนรู้ : ศึกษาและเรียนรู้เพื่อเพิ่มเขี้ยวเล็บให้ตัวเองแลดูมีประโยชน์

กับที่ทำงานมากขึ้นจะได้เปรียบคนอื่นไม่น้อย



7.ขยันทำงาน : เป็นข้อดีมากสำหรับเรื่องนี้ คนขยันเจ้านายชอบส่งผลดีต่อเราใน

อนาคตแต่ระวังเพื่อนร่วมงานแย่ๆหมั่นไส้เอา



8.เปิดใจยอมรับคำติ : ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วรับสิ่งใหม่ๆนอกจากเรียนรู้แล้วยังเป็น

เรื่องข้อผิดพลาดที่เราเองมักมองตัวเองไม่เห็นแต่คนอื่นนั้นเห็นจงรับเอาคำติชม

ไปปรับแก้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง



9.เล่นเกมส์ ติดเฟส : ถ้าว่างงานเสร็จคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นไปได้อย่าเลยเขา

จ้างเรามาทำงานไม่ได้ให้มาเล่นเกมส์เล่นเฟสบุ๊ค



10.จุดยืนทางการเมือง : เรื่องนี้ควรระวังเพื่อนกันยังทะเลาะกันได้ ไฉนเล่ากับ

เพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายเป็นไปได้อย่าไปแตะมันเลยเรื่องนี้



11.ช่วยเหลือ : การเป็นคนมีน้ำใจทำให้เราเป็นคนน่ารักใครเห็นใครก็ชอบพอ



12.ซื่อสัตย์ ไม่โกหก ไม่โกง : ใครๆก็ไม่ชอบคนโกงซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน 


เตือนตัวเองไว้ครับ บาปกรรมมีจริง



13.เข้าสังคม : บางครั้งต้องรู้จักเข้าสังคม หรือ สังสรรค์ในหมู่ที่ทำงานเพื่อสร้าง

ความสัมพันธ์กับเจ้านายและเพื่อนร่วมงานกันบ้างจะดีเอย



14.ประจบประแจง : ถ้าเจ้านายดีๆเขาจะไม่ชอบพวกขี้ประจบหรอกครับ แน่นอน

เพื่อนร่วมงานก็ไม่ชอบเหมือนกันอย่าทำเลยเสียเปล่าๆ



15.ข้อเสนอแนะ : ควรมีข้อเสนอแนะในการทำงานการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวให้

เขาได้เห็นวิสัยทัศน์ได้เห็นว่าเราก็มีส่วนร่วมด้วยจะถูกจะผิดว่ากันอีกที มันช่วยสงเสริม

การทำงานเป็นทีมได้อย่างดีอีกด้วย



      หวังว่าเรื่อง ข้อควรรู้เด็กฝึกงาน และพนักงานที่ดี ที่เรานำว่าเป็นสาระ ความรู้แก่

ท่านผู้อ่านจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยให้หลายๆท่านได้นำไปปรับใช้กันนะครับ












วิธีการทำงานเป็นทีม






วิธีการทำงานเป็นทีม


            การที่เรานั้นได้รับมอบหมายงานให้ทำงานกันเป็นกลุ่มหรือทำงานกันเป็นทีม

นั้นเราจำเป็นต้องร่วมงานกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างกันกับเราในหลายๆด้านและหลายๆ

คนต้องมาช่วยกันทำงานให้สำเร็จวันนี้เรามีข้อคิดหรือวิธีที่จะให้ท่านนำไปปรับใช้ในการ

ทำงานเป็นทีมว่าสมควรมีอะไรบ้างที่จะทำให้เวลาเราทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทีมเดียว

กันแล้วงานออกมาดีหรือร่วมมือเข้าขากันไม่แตกกันเอง




10 ข้อคิดการทำงานเป็นทีม


1.มองที่เป้าหมาย : ทุกอย่างสำคัญแต่เป้าหมายของเราคืองานต้องเสร็จเรียบร้อย

และดีตามที่ได้รับมอบหมายมองไปที่เป้าหมายข้ามพ้นอย่างอื่นที่คอยรบกวนจิตใจเรา



2.ทัศนคติต่อผู้อื่น : เปิดใจให้กว้างยอมรับในคนอื่นอย่าอคติเขาในเรื่องใดเรื่องนี้ที่

สำคัญคือทำงานให้ได้เป็นพอและเข้ากันให้ได้เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้เก็บไว้ทีหลัง

ต้องรู้จักการมองดลกในแง่ดีเป็นคนคิดบวก



3.ความเปราะบาง : อย่าหัดเป็นคนขี้ใจน้อยเวลาเพื่อนในทีมไม่ฟังหรือโดนตำหนิ

จงมุ่งมั่นจนงานสำเร็จเป็นพอ



4.ความสามัคคี : ต่อให้จะมาจากต่างที่ต่างทางกันแต่ในเมื่อมาร่วมหัวจมท้ายทำงาน

ร่วมกันแล้วจงสามัคคีแบ่งหน้าที่ทำงานให้สัมพันธ์กันให้ได้



5.รับฟังความเห็น : ไม่ว่าเราจะเป็นผู้นำของทีมหรือลูกน้องในทีมอย่าเอาความเห็น

ตัวเองเป็นใหญ่รับฟังความคิดจากคนอื่นบ้างเผื่อจะมีอะไรดีๆ



6.ขยันและตั้งใจ : ทำงานร่วมกับผู้อื่น อ่าอันที่จริงทำงานหรือทำอะไรต้องขยัน

และตั้งใจเพื่อที่งานจะได้เสร็จและสมบูรณ์ อย่าทำตัวเองให้เป็นตัวถ่วงทีม

ถ้าทำข้อนี้ได้เราจะเข้าข่ายพนักงานที่ดีได้ไม่ยากเลย



7.ให้อภัย : งานที่ทำมันต้องมีผิดพลาดกันบ้างจงให้อภัยและช่วยกันแก้ไข มัวแต่

โทษกันไปมาหรือด่าไปแรงๆงานมันไม่เสร็จหรอกต้องลงมือช่วยกัน



8.แยกแยะเรื่องส่วนตัว : บางคนอาจจะมีปัญหาส่วนตัวกันมาหรือมีเรื่องปัญหา

ชีวิตติดตัวมาจงยกมันออกไปในเมื่อตอนนี้คือการทำงานเพื่อเป้าหมายให้งานเสร็จ

เก็บมันเอาไว้งานเสร็จค่อยมาว่ากันอีกทีจงทำงานอย่างมืออาชีพ ครับ



9.สื่อสาร : การทำงานมากกว่า 1 คนคือตัวเองนั้นเวลาจะพูดคุยสื่อสารอะไรนั้นต้อง

เอาให้เข้าใจตรงกันทั้ง 2 ฝ่ายไม่งั้นงานที่ออกมาอาจมีปัญหาเอาได้



10.เห็นแก่ตัว : อย่าเอานิสัยเห็นแก่ตัวมาใช้งานการทำงานเป้นทีมหรืองานกลุ่ม

เลือกเอาแต่งานสบายหรืองานน้อยทำตัวเป็นตัวถ่วงขี้เกียจ นิสัยแบบนี้นอกจากเพื่อน

ร่วมงานจะรังเกียจแล้วงานอาจมีปัญหาไม่เสร็จหรือออกมาไม่ดีทุกคนจะโทษว่าเป็น

ความผิดเอาได้



            หวังว่าทัศนคติความรู้เล็กน้อยของการทำงานเป็นทีมในบทความนี้จะช่วย

ให้ใครที่กำลังคิดว่ามีปัญหาในเรื่องนี้ได้เอาไปปรับใช้เวลาต้องทำงานร่วมกันกับผู้อื่น

ได้นะครับ









บทความน่าอ่าน




บทความน่าอ่าน

     หมวดหมู่นี้เป็นการรวบรวมเอาบทความที่น่าสนใจ บทความน่าอ่าน สาระ

ความรู้รอบตัวมาไว้ให้ผู้อ่านได้มาหาความรู้ที่ท่านได้สนใจจัดเรียงเอาไว้ในหมวด

หมู่ของบล็อกเราแล้วครับ
















     8. 11 คําถามสัมภาษณ์งาน ที่ได้ยินบ่อย


     9. 15 การเตรียมตัวก่อนรับปริญญา


     10. 15 ข้อควรรู้เด็กฝึกงานและพนักงานที่ดี


     11. คำนิยาม มนุษย์ป้า คืออะไร


     12. 10 วิธีการประหยัดเงินในกระเป๋า


     13. 12 พฤติกรรมเด่นของนักเล่นยูทูป Youtube


     14. 16 สิ่งที่ไม่ควรทำในการสัมภาษณ์งาน


     15. 15 เสน่ห์มัดใจสาว


     16. 10 เทคนิคการพูดดีๆมีเสน่ห์


     17. นั่งแท็กซี่(คนเดียว)ให้ปลอดภัย


     18. เกรียน 10 จำพวก


     19. คาถาปราบเกรียนคีย์บอร์ด


     20. คุณมีเพื่อนร่วมงานแบบไหน


     21. วิธีการโฆษณาโปรโมทสินค้า


     22. การละเล่นสมัยเด็กๆ ที่คุณคิดถึง มีอะไรบ้าง



     23. ทำไมฮ่องเต้มีนางสนมเยอะ


     24. รถบ้าน คือ


     25. รถ suv คือ


     26. วิธีดูรถบ้าน รถมือสอง รถเต้นท์


>>> หน้าถัดไป บทความน่าอ่าน 2

ถ้ามีข้อมูลและบทความเยอะกว่านี้ ทางบล็อกจะเขี้นหน้าใหม่เพื่อความเป็นระเบียบ

ง่ายต่อการจัดการครับผม