แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

Boston tea party คืออะไร



Boston tea party  งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน

   Boston tea party บอสตัน ที ปาร์ตี้  งานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน คือเหตุการณ์ที่เป็น

ชนวนนำไปสู่สงครามการปฏิวัติอเมริกาโดยการที่ชาวอาณานิคมของอังกฤษได้ทำการ

ต่อต้านภาษีใบชาที่มาจากความไม่เป็นธรรม ชาวอาณานิคมของอังกฤษ ในเมืองบอสตัน

จึงได้ประท้วงรัฐบาลอังกฤษและเป็นชนวนสู่สงครามอิสรภาพของอเมริกา จากการที่

รัฐบาลอังกฤษได้ร่างและประกาศเรื่องนี้ใน พระราชบัญญัติทาวเซนต์ใต ค.ศ. 1767

และหนำซ้ำยังให้บริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) ขายใบชาแก่ชาว

อาณานิคมได้โดยตรง ทำให้พ่อค้าชาวอเมริกันเสียผลประโยชน์ การทำให้เสียประโยชน์

รวมไปถึงการขึ้นภาษีชาที่จะส่งไปขายยังอังกฤษ จนสร้างความไม่พอใจ ในปี ค.ศ. 1773

มีเรือสินค้า 3 ลำบรรทุกใบชามายังท่า

ชาวบอสตัน ปลอมตัวเป็นอินเดียนแดงเข้าไปโยนใบชาทิ้งจากเรือ


   เรือบอสตันชาวอเมริกากลุ่มหนึ่งประมาณ 50 คนที่ไม่พอใจได้ทำการปลอมตัวเป็น

อินเดียแดงขึ้นไปบนเรือของอังกฤษที่จอดทอดสมออยู่ที่อ่านบอสตันแล้วโยนใบชาทิ้ง

ลงไปในทะเลทั้งหมด ทำให้รัฐบาลอังกฤษทำการตอบโต้โดยการประกาศปิดท่าเรือ

บอสตันและเป็นจุดเริ่มต้นของการออกพระราชบัญญัติการใช้กำลังบีบบังคับอาณานิคม

ใน ค.ศ. 1774จึงเป็นเหตุที่มา ของการเริ่มต้น สงครามปฏิวัติอเมริกา  จนในที่สุด อเมริกา

ก็สามารถประกาศอิสรภาพได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ที่เมืองฟิลาเดเฟีย

(วอชิงตัน ดี.ซี. ในปัจจุบัน) เกิดประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกคือ จอร์จ วอชิงตัน

และการที่คนฝรั่งเศสเข้าช่วยอเมริกานี้เอง ทำให้ทหารที่เข้ามาร่วมรบในสงครามปฏิวัติ-

อเมริกา ได้ซึบซับแนวคิด วิธีการและความต้องการอิสรภาพของชาวอเมริกันทั้งมวล

เข้าไว้ จึงส่งผลเป็นแรงผลักดันไปจนเกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศส และด้วยสภาพเศรษฐกิจ

ที่ย่ำแย่สถาบันกษัตริย์ที่อ่อนแอ ทำให้ฝรั่งเศสได้เข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสจนกลายเป็น

แรงผลักและดันให้เกิดการปฏิวัติไปทั่วทั้งทวีปยุโรปในเวลาต่อมาอีกด้วย






ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว



ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว

ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว

มาดูเรื่องประวัติศาสตร์กันบ้างครับ ไว้เป็นความรู้รอบตัวกันนะจ๊ะ เรื่องราชวงศ์สุดท้าย

ของแต่ละประเทศ อย่าง จีน เวียดนาม ลาว และพม่า (เมียนมาร์)


ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม 

  - ราชวงศ์เหงียน จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายคือ จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย จักรพรรดิองค์ที่

13 และพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488

ทรงอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศสในช่วงตกเป็นอาณานิคม และเมื่อญี่ปุ่นขับไล่

ฝรั่งเศสไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็เข้าเชิดพระองค์อีกครั้งพระองค์ทรง

สละราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคมเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม


ราชวงศ์สุดท้ายของ จีน

  - ราชวงศ์ชิง หรือ ราชวงศ์แมนจู จักรพรรดิองสุดท้ายคือ จักรพรรดิ์ ปูยี (จักรพรรดิผู่อี๋)

จักรพรรดิองค์ที่ 13 ถ้านับ ตัวเอ่อร์กุ่นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในจักรพรรดิซุ่นจื้อ

โดยในช่วงต้นรัชกาลได้สถาปนาตนเองเป็น จักรพรรดิอี้  แต่ถูกถอดจากตำแหน่งในปี

ค.ศ.1651 ราชวงศ์ชิงได้ล่มสลายลงจากการเริ่มต้นด้วยความไม่พอใจในการบริการ

งานของพระนางซูสีไทเฮา ที่คุมอำนาจไว้หลังพระนางและ จักรพรรดิกวางสูสวรรคตใน

พ.ศ. 2451 จึงยิ่งเพิ่มความสั่นคลอนขึ้นเพราะ ผู่อี๋ โอรสขององค์ชายชุนที่ 2 ได้รับ

การอภิเษกให้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปตั้งแต่พระชนมายุเพียง 2 ชันษา เท่านั้น

โดยให้พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ต่อมา นายพลหยวน ซื่อไข่ ถูกปลด

ออกจากตำแหน่งทางทหาร ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีหลวงโดยให้พระญาติทั้งหมด

อยู่ในคณะนี้ซึ่งสร้างคงามไม่พอใจให้เหล่าขุนนาง ข้าราชการชั้นสูงตามไปด้วย

ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2454 ได้เกิดจลาจลอู่จางขึ้น และต่อมา นายพลซุน ยัดเซ็น

ได้ประกาศก่อตั้งรัฐบาลของตนขึ้นใหม่ ในนามสาธารณรัฐจีน ที่เมืองนานกิง

บรรดาหัวเมืองจึงตีห่างออกจากราชวงศ์ชิง เป็นการปฏิวัติซินไฮ่ ทำให้ฝ่ายชิง

เรียกนายพล หยวน ซื่อไข่ ที่เคยปลดไปเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์แต่จนแล้วจนรอด

นายพล หยวนก็บอกให้องค์ชายชุนลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ตามคำแนะนำ

ของสมเด็จพระพันปีหลวงหรงยู่พระอัครมเหสีในจักรพรรดิกวางซวี หลังจากนั้น

หยวน ซื่อไข่ ก็กุมอำนาจเด็ดขาดในรัฐบาลชิง ไว้หมด จีนจึงกลายมาเป็น 2 ขั้วทันที

ขั้นของราชวงศ์ชิง รัฐบาลหยวน นำโดย หยวน ซื่อไข่ และ ขั้วรัฐบาลสาธารณรัฐ

ของ ซุน ยัดเซ็นแต่ด้วยความที่ หยวน ซื่อไข่ไม่ต้องการทำสงครามกับ ซุน ยัดเซ็น

เพราะสิ้นเปลือง ทั้งคู่เลยตกลงเจรจาหาทางออกกันจบกันได้ที่ พระพันปีหลวง

หลงยู่เป็นผู้ลงพระนามาภิไธยใน


"พระบรมราชโองการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง

จักรพรรดิ์ ปูยี เป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย และเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนา

เป็นระบบสาธารณรัฐ เป็นราชวงศ์ของ เผ่าแมนจูเลีย


ราชวงศ์สุดท้ายของ พม่า

  - ราชวงศ์สุดท้ายคือ : ราชวงศ์คองบอง  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า คือ

พระเจ้าธีบอ พระเจ้าธีบอถูกบังคับให้สละราชสมบัติและประกาศยกเลิกระบอบ

กษัตริย์ในพม่า  และองักฤษ ได้นำพระองค์ไปประทับที่รัตนคีรี ประเทศอินเดีย


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> กษัตริย์ และ ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า *

และ รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง


ราชวงศ์สุดท้ายของ ลาว

  - ราชวงศ์ล้านช้างหลวงพระบาง  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของลาว คือสมเด็จพระเจ้า

ศรีสว่างวัฒนา มีพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าเชษฐาขัติยวงศา พระมหา

ศรีสว่างวัฒนา

เมื่อ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตรวมถึง

คอมมิวนิสต์ในเวียดนามโดยการนำของ เจ้าสุภานุวงศ์ ก็สามารถทำการล้มล้างรัฐบาล

ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเจ้ามหาชีวิตสว่างวัฒนา ซึ่งได้รับ

การสนับสนุนจากฝั่งรัฐบาลฝรั่งเศส (เจ้าอาณานิคมเก่า)และสหรัฐอเมริกา

(ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์) ได้สำเร็จ

จึงนำเจ้ามหาชีวิตและมเหสีไปคุมขังในค่ายกักกันจนสิ้นพระชนม์ และทำการสถาปนา

ประเทศลาวเป็น  "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" ขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.

2518

พระโอรสของพระองค์เจ้าฟ้าชายมงกุฎราชกุมารวงศ์สว่างเป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์

ลาวถัดจากพระราชบิดา แต่หลังจากประเทศลาวเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว พระองค์ถูกจับไป

เข้าค่ายสัมมนาที่เมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน และเสียชีวิตในค่ายสัมมนา  ( ค่ายกักกัน )

โดยผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ลาวคือ เจ้าสุลิวงศ์ สว่าง เป็นพระราชนัดดาใน พระบาท

สมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา  เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายแห่งพระราชอาณาจักรลาว

ทรงเป็นผู้อ้างสิทธิในพระราชบัลลังก์ลาว ปัจจุบันประทับในฐานะผู้ลี้ภัย ณ กรุงปารีส

สาธารณรัฐฝรั่งเศส






โภคาภิเษก คือ




โภคาภิเษก คือ 

    ผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่ง รู้ราชธรรมขึ้นเป็นกษัตริย์ ผู้ที่มีชาติตระกูลดี อยู่ในธรรมบริสุทธิ์

(เป็นคนดีนั่นเอง) มียศศักดิ์เงินทอง เข้าขั้นมหาเศรษฐี บริวารและทรัพย์สมบัติอันรุ่งเรือง

สมบูรณ์พร้อม ที่เหมาะสมแก่การขึ้เนเป็นกษัตริย์สมควรที่จะเป็นสมเด็จพระมหากษัตริย์

อันจะเป็นเจ้าพิภพปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลาย  ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรได้รับ

ประโยชน์มากมายจากการ โภคาภิเษก และต้องเป็นคนที่รู้จักราชธรรม ตราชูธรรม

ทศกุศล เช่น ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม คือ ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่

พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง

ดังนี้


1. ทาน การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์


2. ศีล  มีคสามประพฤติอันดีงามไม่ให้มีความเสื่อมเสีย


3. ปริจจาคะ การบริจาค คือ เสียสละความสุข เพื่อประชาชนและบ้านเมือง


4. อาชชวะ  ซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต


5. มัททวะ มีความอ่อนโยน   มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์

งามสง่าเรียบร้อย


6. ตปะ   ยับยั้งอารมณ์ไม่มัวเมาลุ่มหลงกิเลสตัณหาไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นใน

ความสุขสำราญและความปรนเปรอ


7. อักโกธะ  ไม่โมโก โกรธ กริ้วกราด ระงับความขุ่นเคืองในใจได้


8. อวิหิงสา  ไม่เบียดเบียน กดขี่ ขูดรีด ราษฎร


9. ขันติ มีควสามอดทน อดกลั้น ต่อความยากลำบากทั้งทางกายและใจ เช่น

การทำงานหนัก การโดนดูถูกเหยียดหยามเสียดสี


10. อวิโรธนะ  วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม มีควมยุติธรรม เที่ยงธรรม

ไม่เอนเอียงหวั่นไหวต่อคำพูดและการกระทำ






อินทราภิเษก คือ




อินทราภิเษก คือ 

การให้เทวดารับรองว่าเป็นกษัตริย์  บางทีก็ใช้คำว่าเทวาภิษก  ซึ่งแยกได้ 3 ลักษณะคือ


สมเด็จอมรินทราธิราชเอาเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์ ทั้งห้ามาถวายเมื่อจะได้ราชสมบัติ

เสี่ยงทายบุษยพระพิชัยราชรถมาจรดฝ่าพระบาทด้วยฤทธิอำนาจวาสนาบุญนั้น

เหาะเหินมาโดยนพดลอากาศมีฉัตรทิพย์โอภาสมากางกั้น


อินทราภิเษก คือพระราชพิธีเกี่ยวกับความเป็นพระจักรพรรดิราช  เพื่อสถาปนา

พระอินทร์ให้กลับคืนอีกครั้งเป็นพระราชาแห่งทวยเทพเหนือจอมเขาพระสุเมรุ

ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีอภิเษกพระจักรพรรดิราชให้ปกครองโลก เสมือนเทพ

กลับมาครอง เป็นการเปรียบเหมือนได้รับการยอมรับจากเทพ ซึ่งแน่นอนแตกต่าง

จากคำว่าปราบดาภิเษกที่ต้องผ่านการสู้รบ อย่างห้าวหาญเพื่อขึ้นอำนาจ


พระราชพิธีอินทราภิเษกเป็นงานใหญ่ของยุคอยุธยา นั้นต้องมีการละเล่นโรงมหรสพ

นับเดือน และมีพิธีสำคัญได้แก่


1. ตั้งเขาพระสุเมรุเป็นสัญลักษณ์พระอินทร์


2. ตั้งเขาไกรลาสเป็นสัญลักษณ์พระอีศวร (พระศิวะ)


3. ที่ตีนเขาพระสุเมรุ สร้างรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์


4. เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เรียกว่าเป็นการกวนเกษียรสมุทร


กวนเกษียรสมุทรตามคติฮินดูในศาสนาพราหมณ์ เพื่อสถาปนาพระอินทร์ให้กลับคืน

อีกครั้งเป็นพระราชาแห่งทวยเทพเหนือจอมเขาพระสุเมรุหลังจากกวนเกษียรสมุทร

ถือได้เป็นสัญลักษณ์ของพิธีอภิเษกพระจักรพรรดิราชให้ปกครองโลก





ปราบดาภิเษก คืออะไร




ปราบดาภิเษก คืออะไร

 ปราบดาภิเษก คือ การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ ที่ได้มาด้วยเลือด บังลังค์เลือด

(อาจจะดูแรงไปแต่ในความหมายคือ) พระราชพิธีอภิเษกของพระเจ้าแผ่นดินที่ได้

อำนาจมาจากการรบชนะข้าศึก ใช้กำลังอำนาจในการรบพุ่ง ได้บ้านเมืองหรือ

สามารถจัดการกับผู้ต่อต้านผู้ที่ขัดตนเองจนสามารถขึ้นครองความเป็นใหญ่ได้และ

มีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรูทั้งปวง  ซึ่งต่างจากการราชาภิเษก ที่เป็นการเชิดชูขึ้นโดย

การแต่งตั้งตามสายเลือดหรือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การปราบดาภิเษกนั้น

อาจจะหมายถึง การที่จะต้องปราบกบฏก่อนครองราชย์ นั่นเรียกได้ว่าการครองราชย์

ที่ผ่านการปราบอริราชศัตรูมาแล้วเช่นกัน ซึ่งนับส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาหารรบแย่ง

ชิงดินแดน การเปลี่ยนราชวงศ์ ปฐมกษัตริย์ที่รบพุ่งชิงดินแดน หรือการแย่งอำนาจ

กันของชนชั้นปกครองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงพระมหากษัตริย์ ผู้ชนะได้ขึ้นครองราชย์

จนเรียกว่าการ ปราบดาภิเษก





รายพระนาม (ชื่อ) ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง




รายพระนาม (ชื่อ) ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง

   ราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน เป็นยุคต่อมาจากราชวงศ์หมิงที่เข้ามายึกครองจีน

จากเหตุการณ์ที่มีกบฏเกิดขึ้นนำโดยหลี่จื้อเฉิงและ นำมาซึ่งการเปิดด่านของ อู๋ซานกุ้ย*

จนสามารรถเข้ามายึดครองเมืองหลวงปักกิ่งของหมิง ได้ รัฐแมนจูสถาปนาโดย

นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ซึ่งเริ่มแรก เป็นขุนนางของราชวงศ์หมิง ครองที่ดินทางตะวันออกเฉียงเหนือ

หรือมณฑลแมนจูเรียในปัจจุบัน นู่เอ๋อร์ฮาชื่อตั้งตนเป็น จักรพรรดิไท่จู่  และตั้งรัฐแมนจู

ขึ้นใน พ.ศ. 2152 ซึ่งแน่นอน ราชวงศ์ชิง หรือ แมนจูนั้นไม่ได้ก่อตั้งโดยชาวฮั่นซึ่งเป็น

ชนส่วนใหญ่ของจีนแต่เป็นชาวแมนจูซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียง

เหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน โดยชาวแมนจูในสมัยนั้นเป็นเพียงชน

เร่ร่อนเท่านั้น


      จักรพรรดิราชวงศ์ทรงอยู่ในราชสกุล อ้ายซินเจว๋หลัว ( อ้าย ซิน เจี๋ย หลอ )

เอาแบบอ่านง่ายๆ แบบในหนังพากย์ไทยแต่ถ้าอ่านให้ถูกต้องนอกวงเล็บ

รายพระนาม (ชื่อ) ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง ฮ่องเต้ ราชวงศ์หมิงมีทั้งสิน 12 พระองค์

(ไม่นับรวมซูสีไทเฮาและตัวเอ่อกุ่นที่คอยเชิด ฮ่องเต้ในยุคหลัง )


1. สมเด็จพระจักรพรรดิชิงไท่จู่ : Nurhaci นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ชิง


2. จักรพรรดิไท่จง : Hong Taiji หวงไท่จี๋ เป็นพระเจ้าแผ่นดินจีนในราชวงศ์ชิง ซึ่ง

รวมแผ่นดินจีนที่นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ


***** ตัวเอ่อร์กุ่น : Dorgon พระราชโอรสองค์ที่14ของจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อ เป็น

ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในจักรพรรดิซุ่นจื้อโดยในช่วงต้นรัชกาลได้สถาปนาตนเองเป็น

จักรพรรดิอี้  แต่ถูกถอดจากตำแหน่งในปีค.ศ.1651หลังการสิ้นพระชนม์


3. จักรพรรดิซุ่นจื้อ : Shunzhi Emperor ในบางครั้งจะนับพระองค์เป็น ปฐมจักรพรรดิ

ของราชวงศ์ชิง ด้วยทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่ได้ประทับในพระราชวังต้องห้ามที่

กรุงปักกิ่ง และราชวงศ์หมิงถึงกาลสิ้นสุดอย่างแท้จริง สวรรคตไปด้วยพระชนมายุเพียง

24 พรรษา


4. จักรพรรดิคังซี : Kangxi Emperor ครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุเพียง 8 พรรษา

เพราะพระบิดาสวรรคตเร็วเกินไปทรงออกว่าราชการเองเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา

 เป็นในช่วงที่หนังจีนชอบเอาเรื่องในยุคพรองค์มาทำหนังกันหลากหลายรูปแบบ อย่าง

อุ้ยเสี่ยวป้อและปู้ปู้จิงซิน เป็นต้น


5. จักรพรรดิยงเจิ้ง : Yongzheng Emperor  เล่ากันว่า พระองค์ร่วมวางแผนกับหลงเคอตัว

ปลอมแปลงลายพระหัตถ์ของจักรพรรดิคังซีจากคำว่าองค์ชาย 14 ให้เป็นองค์ชาย 4 คือ

พระองค์เอง ในการสืบทอดราชบัลลังค์ ซึ่งมาจาก ความวุ่นวายในการแย่งชิงราชสมบัติ

กันเองระหว่างพี่น้อง ปลายรัชสมัยจักรพรรดิคังซี ซึ่งเป้นเพียงความเชื่อเพราะได้มีการพิสูจน์

และตั้งข้อสังเกตุแล้วว่า พระองค์ไม่ได้ปลอมแปลงเนื่องจากต้องเขียนกำกับไว้ในทั้ง ฉบับที่

เป็นตัวอักษรฮั่นและ ฉบับอักษรแมนจู ซึ่งแก้ไขไม่ได้ แต่พระองค์ก็ยังได้รับฉายาว่า

"จักรพรรดิบัลลังก์เลือด" หรือ "จักรพรรดิทรราช" อยู่ดี ทั้งๆที่เป็นคนทำให้บ้านเมืองกลับมา

มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะพระองค์ทรงจัดการค่าใช้จ่ายการเงินและการทุจริตออกไป

เป็นคนที่ละเอียดเรื่องเงินและประหยัดมาก ทำให้สมัยต่อมาจักรพรรดิเฉียนหลงมีเงินเอา

ไว้ทำสงครามมากมาย (เป็นการล้อ)


6. จักรพรรดิเฉียนหลง : Qianlong Emperor จักรพรรดิเฉียนหลงได้สร้างความเจริญ

มากมายให้กับประเทศจีน โดยเฉพาะการจัดทำสารานุกรม ซื่อคู่เฉวียนซู ถือเป็นมรดกโลก

ที่สำคัญชิ้นหนึ่ง ในรัชกาลของพระองค์นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจมากมาย จนมีคนนำ

ไปทำละคร หนัง ซีรีย์ต่างๆ เช่น องค์หญิงกำมะลอ จอมใจจอมยุทธ์ เป็นต้น


7. จักรพรรดิเจียชิ่ง : Jiaqing Emperor ครองราชย์ในพระชนมายุได้ 37 พรรษา หลังจาก

ฮ่องเต้เฉียนหลงสละราชสมบัติ แต่ยังไม่มีอำนาจเด็ดขาด อำนาจทั้งหมดยังอยู่ที่พระบิดา

คือฮ่องเต้เฉียนหลง ค.ศ. 1799 จักรพรรดิเฉียนหลงได้สวรรคต และพระองค์จึงได้อำนาจ

ในการปกครองอย่างแท้จริง และกำจัด เหอเซิน ที่เป็นขุนนางกังฉิน โกงกินชาติ อดีต

คนสนิทของพระบิดา กำจัดทิ้งเสียไปให้พ้น


8. จักรพรรดิเต้ากวง : Daoguang Emperor ขึ้นครองราชย์ภายหลังการสวรรคตอย่าง

กะทันหันของจักรพรรดิเจี่ยชิ่ง


9. จักรพรรดิเสียนเฟิง : Xianfeng Emperor พระองค์ไม่ใช่ องรัชทายาทแต่สามารถขึ้น

ครองราชย์ได้จากการเอาชนะใจพระบิดา ในตอนออกล่าสัตว์และพระองค์ไม่สังหารสัตว์

ที่มีลูกอ่อน พระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1861) ด้วยพระชนมายุเพียง 30 พรรษา

ด้วยพระโรคที่รุมเร้าเนื่องด้วยทรงเครียดจากเรื่องปัญหาของบ้านเมือง


10. จักรพรรดิถงจื้อ : Tongzhi Emperor ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนม์มายุ 5 พรรษา

ตลอดการครองราชย์ 12 ปีพระองค์ก็พยายามทำให้บ้านเมืองดีขึ้นจนมาถูกซูสีไทเฮายึด

อำนาจไว้ ในที่สุดทำให้พระองค์ไม่สามารถบริการบ้านเมืองได้อีก


11. จักรพรรดิกวังซวี่ : Guangxu Emperor เป็นพระโอรสในองค์ชายอี้ซวน ซึ่งเป็น

พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง พระราชชนนีคือพระขนิษฐาในพระนาง

ซูสีไทเฮาพระองค์ทรงครองราชย์ตั้งแต่พระชนม์มายุ 4 พรรษา ต่อมาเมื่อมีข่าวจาก

หยวนซื่อไข่ ว่าพระองค์จะทำรัฐประหารอำนาจจากซูสีไทเฮา ทำให้พระองค์โดนจับ

ด้วยข้อหามีความประพฤติที่เสื่อมเสียไม่สมควรที่จะเป็นจักรพรรดิที่บริหารบ้านเมืองอีก

และจับองค์พระจักรพรรดิไปคุมขังไว้ที่เกาะกลางทะเลสาบซึ่งอยู่เชื่อมต่อกับพระราชวัง

ต้องห้ามและอยู่ในการควบคุมของพระนางซูสีไทเฮา และ งานทั้งหมดของบ้านเมือง

พระนางซูสีไทเฮาก็บริหารเองแต่ก็ยังคงใช้ศักราชกวังซวี่ต่อไปตราบจนพระจักรพรรดิ

สวรรคต


12. จักรพรรดิผู่อี๋ : หรือปูยี Xuantong Emperor เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ชาวแมนจู

แห่งราชวงศ์ชิง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์ชิง (นับเริ่มแต่จักรพรรดิซุ่นจื้อ) 

และเป็นองค์สุดท้ายของจีน





รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง




รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง




1. พระบาทสมเด็จพระมหาโพธิสัตว์เจ้า หรือ พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์แห่ง

ราชวงศ์คองบอง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า*แต่เดิมนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน

มอกโชโบหรือหมู่บ้านคองบองหรือเมืองชเวโบในปัจจุบัน สามารถขับไล่ชาวต่างชาติ

ที่สนับสนุนมอญออกไปได้ กอบกู้รวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พระองค์ทรงก่อตั้ง

เมืองย่างกุ้ง สามารถยึดเมืองคืนจากราชวงศ์ชิง ของจีน ยึดแหลมเนกิสคืนจากอังกฤษ

ยึดครองมณีปุระและทำสงครามกับอยุธยา แต่ไม่สำเร็จและสวรรคตในครั้งนั้น

               ในประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่าพระองค์สวรรคตจากปืนใหญ่ระเบิดแต่ใน

พงศาวดารพม่าบอกไว้ว่าพระองค์สวรรคตจากโรคบิด นอกจากนี้พระองค์ยังเป็น 1 ใน

3 กษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่* มีอนุสาวรีย์อยู่ที่เมือง เนปิดอว์ เมองหลวงของพม่า ร่วมกับ

พระเจ้าอโนรธามังช่อ และ พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งทั้ง 3 พระองค์เป้นมหาราชของพม่า



2. พระเจ้าเนียงดอคยี : หรือ พระเจ้าเมิงลอก (มังลอก) พระบรมเชษฐาธิราช

พระราชโอรส (ราชโอรสองค์โตในพระเจ้าอลองพญา) ในสมัยของพระองค์นั้นมีการ

เกิดกบฏหลังจากพระเจ้าอลองพญาสวรรคตไป แต่พระองค์ก็ไม่ได้ลงโทษให้อภัยโทษ

เนื่องด้วยเกรงว่าจะเกิดการนองเลือดขึ้นได้ พระเจ้าเนียงดอคยีสวรรคตด้วยพระโรคบิด

เช่นเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์ ที่ตามพงศาวดารพม่าได้บอกไว้



3. พระเจ้ามังระ : สิริสุริยาธรรมราชาธิบดี สินพยูฉิน หรือพระเจ้าสินพยูฉิน เรียกกันอีก

ชื่อว่า พระเจ้าช้างเผือก ในสมัยพระองค์นั้น สาารถตีเอาเมืองมณีปุระคืนมาได้ และยึด

ลาวกับล้านนาได้และผลงานชิ้นสำคัญของพระองค์คือ การที่สามารถยึดกรุงศรีอยุธยา

(โยเดีย) ได้ เป็นสาเหตุให้เสียกรุงครั้งที่2*  ในวันที่ 7 เมษายน 1767 ในสมัยพระองค์

ยังได้ทำสงครามกับ ราชวงศ์ชิงในยุคของจักรพรรดิเฉียนหลงอีกด้วยและได้รับชัยชนะ

อย่างสวยงาม พระองค์ยังได้ทำการรบกับพระเจ้าตาก แต่ยังไม่เสร็จศึกพระองค์ก็

สวรรคตเสียก่อน ในวันที่ 10 มิถุนายน 1776 สิริพระชนมายุ 39 พรรษา



4. พระเจ้าจิงกูจา : หรือพระเจ้าซินกูมิน ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 19 ปี

พระเจ้าจิงกูจาครองราชย์เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ก็ถูกเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่ง คือ

หม่องหม่อง โอรสของพระเจ้ามังลอก แย่งราชสมบัติอีก



5. พระเจ้าหม่องหม่อง : พองกาซาหม่องหม่อง อยู่ในอำนาจได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น

ปโดงเมง เจ้าเมืองปโดง ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา ก็ยกทัพ

เข้ามา ยึดอำนาจไป  ปโดงเมง คนนั้นก็คือพระเจ้าปดุง



6. พระเจ้าปดุง : พระบรมอัยกาธิราชพระเจ้าบาดงพระเจ้าช้างเผือก เป็นอีกพระองค์ที่มา

ทำการรบกับสยาม ในขณะนั้นคือกรุงรัตนโกสินทร์ เป็น 1 ในหลายๆพระองค์ และนั่นเอง

พระองค์เป็น กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย*  ที่ดังๆเลยคือ สงคราม 9 ทัพ* พระองค์ ทรง

ย้ายเมืองหลวงไปที่อมรปุระ และได้มีการรุกรานอาณาจักรยะไข่และตีสำเร็จในเวลาต่อมา

พระเจ้าปดุง สวรรคตในปี พ.ศ. 2362 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ของไทย รวมระยะเวลาการครองราชย์นานถึง 37 ปี




7. พระเจ้าพาคยีดอ : พระเจ้าจักกายแมง   มีนโยบายขยายอำนาจเข้าไปในแคว้นอัสสัม

และมณีปุระ และสามารถทำได้ แต่ปัญหาของพระองค์คืออาณาจักรมณีปุระกับอาณาจักร

อาหมหรืออัสสัมถูกพระองค์ยึดไว้นี่แหละครับ เพราะทำให้มีปัญหากับอังกฤษ จนเกิดเป็น

สงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1 ส่งผลให้พระองค์เสียพระทัยอย่างมากเพราะต้องลงนามใน

สัญญาดาโบ ที่มีรายละเอียดว่า


1.ยกดินแดนอัสสัม,มณีปุระ,ยะไข่,ตะนาวศรี และทางตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน


2.ไม่เข้ามาแทรกแซงกาชาร์กับไจน์ติญา


3.จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนเงินล้านปอนด์


4.อนุญาตให้มีการติดต่อระหว่างผู้แทนของอังวะกับกัลกาตา


5.เซ็นสัญญาร่วมการค้า  (คงไม่ต่างกันมากกับ สนธิสัญญาเบาว์ริง *  ที่ไทยโดน)


ทำให้พระองค์ไม่มีจิตใจบริหารปกครองประเทศ ส่งผลให้อำนาจตกอยู่ที่มเหสี และ

พระเชษฐา ถูกกักบริเวณจากข้อหาว่าเป็นโรคประสาทจนพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อ

15 ตุลาคม พ.ศ. 2389



8. พระเจ้าสารวดี :  หรือพระเจ้าแสรกแมง  พระองค์คือผู้ที่ตับประเจ้าพาคยีดอ คุมขัง

ไว้แล้วขึ้นครองราชย์แทน ต่อมาพระองค์เองก็ทรงมีพระสติวิปลาสและถูกพระโอรสคือ

เจ้าชายพุกาม มิน หรือในพงศาวดารไทยเรียกพระเจ้าพุกามแมงควบคุมตัวไว้ตั้งแต่

พ.ศ. 2385 และสวรรคตเมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2389



9. พระเจ้าพุกาม : ในรัชสมัยของพระองค์ พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษอีกครั้งจนต้อง

เสียดินแดนพะโคและพม่าตอนใต้เกือบทั้งหมด และได้มีกบฏเกิดขึ้นโดยเจ้าชายมินดง

พระอนุชาของพระเจ้าพุกามแมงซึ่งไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอังกฤษตั้งแต่ต้น

และปลดพระองค์ออกจากราชสมบัติเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2395



10. พระเจ้ามินดง : พระองค์เป็นผู้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อมรปุระ และมัณฑะเลย์ ทรง

ปฏิรูปการปกครองพม่าใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดินและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับอังกฤษแต่ถึง

อย่างนั้นก็ยังเกิดความขัดแย้งกับอังกฤษทำให้ต้องเสียดินแดนไปให้อีกจำนวนมาก

ปัญหาการแย่งชิงอำนาจภายในประเทศทำให้เกิดการสังหารหมู่พระราชวงศ์จำนวนมาก

หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้ามินดงแล้ว เป็นจุดที่ให้ลจะสูญสิ้นของราชวงศ์คองบองเต็มที



11. พระเจ้าธีบอ : พระเจ้าสีป่อ หรือ พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพม่า ต้องยอม

ประกาศสงครามกับอังกฤษอีกครั้ง เพราะโดนเอาเปรียบเรื่องการค้าไม้ และแน่นอนว่า

พระองค์ไม่สามารถเอาชนะอังกฤษได้จำต้องยอมแพ้และถูกบังคับให้สละราชสมบัติและ

เนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย หลังสิ้นสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 และ

สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2459


จบราชวงศ์คองบองราชวงศ์สุดท้ายของพม่า







กษัตริย์และราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย




กษัตริย์และราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

   กษัตริย์และราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

คือ สมเด็จพระจักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่ 2 Nicholas II of Russia

แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ  Romanov 


พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของประวัติศาสตร์รัสเซีย หลังจากการปฏิวัติ

รัสเซีย ค.ศ. 1917 ถึงจุดสูงสุดที่โค่นอำนาจของพระองค์ลงได้ สาเหตุอันเนื่องมา

จาก ว่าสภาพเศรฐกิจการกินอยู่ของประชาชนนั้นยากลำบากพระองค์ไม่สามารถ

แก้ปัญหานี้ได้พระองค์ทรงอ่อนแอ อ่อนด้อยในการจัดการกับปัญหาภายในของ

ประเทศ ขนาดในที่ของพระองค์เองยังปล่อยให้ นักบวช รัสปูติน* นักบวชนอกรีต

มีอิทธิพลเหนือราชสำนัก มามีอำนาจใหญ่โตจนทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจเนื่องจาก

รัสปูตินนั้นชอบจัดงานรื่นเริง เฮฮา ในชณะที่ประเทศกำลังยากจนแต่เขากับเอา

เงินมาผลาญเล่น โดยที่พระเจ้าซาร์ก็ทรงหลงเชื่อและยอมรัสปูตินแทบทุกอย่าง

เรื่องภายนอกพระองค์ไม่ประสบความสำเร็จพระองค์ทรงแพ้สงครามกับสงคราม

รัสเซีย-ญี่ปุ่น (ชัยชนะของญี่ปุ่นหลังจากปฏิรูปเมจิ ถือเป็นชัยชนะในสงครามใหญ่

ครั้งแรกของชาติตะวันออกในยุคใหม่ ทำเอาคนรัสเซียอับอายขายหน้าไปทั่วยุโรป)

หนำซ้ำพระองค์ยังโดน รัสปูติน ยุยงให้ไปบัญชาการรบด้วยตัวเองในสงครามโลก

ครั้งที่ 1 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นก็ไม่สามารถควบคุมกองทัพได้แม้แต่น้อย นั่น

ทำให้ชาวรัสเซียไม่พอใจ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 มากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะกลับมา

ก็เอาแต่รื่นเริงกับรัสปูตินอยูบ่อยครั้ง ประชาชนก็ก่อการประท้วงขึ้นในรัสเซีย จนใน

ที่สุดจึงโดนคณะปฏิวัติบอลเชวิก บังคับให้ทรงสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2460

(ค.ศ. 1917) และถูกปลงพระชนม์ด้วยการถูกรุมกระหน่ำด้วยปืนพร้อมราชวงศ์

พระองค์อื่นๆ เป็นอันจบสุดท้ายของกษัตริย์และราชวงศ์รัสเซีย

เป็นยุคต่อมาของ สหภาพโซเวียต *


* พระเจ้าซาร์นีโคลัสที่ 2 เคยบอกว่า ออตโตมัน* เป็นคนป่วยของยุโรป แต่ไม่น่า

เชื่อว่าไม่นานนักพระองค์กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องตกอับเสียเองมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ

คำทำนายของรัสปูติน เกี่ยวกับเรื่องของการสิ้นราชวงศ์โรมานอฟด้วยครับ ลองไป

ตามอ่านดู >>> คำทำนายของรัสปูติน*


ปล . ถึงพรองค์จะมีปัญหาจนต้องสูญสิ้นราชวงศ์แต่กาลครั้งหนึ่งพระองค์ก็เคยเป็น

เหมือนผู้ที่ช่วยเผยแพร่ทำความรู้จักสยามให้เป็นที่รู้จักในยุโรปนั่นมีส่วนช่วยให้

สยามนั้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ

เยือนรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนนึงของการประพาสยุโรปในวันที่ 3 กรกฎาคม 1897

รัชกาลที่ 5 กับ พระเจ้าซาร์นีโคลัสที่ 2  ทรงฉายภาพร่วมกัน ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ทั้งสองพระองค์ประทับนั่งคู่กันตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วยุโรปซึ่งถือว่าเป็น

การช่วยไทยการเสียดินแดนได้ส่วนนึงจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสและอังกฤษ

เพราะรัสเซียในสมัยนั้นถือว่าเป็นมหาอำนาจของยุโรปประเทศนึงเลยก็ว่าได้การได้เป็น

เพื่อนกับรัสเซียถือว่าเป็นเกราะป้องกันให้สยามไม่มากก็น้อย






รางวัลโนเบลมีกี่สาขา




รางวัลโนเบลมีกี่สาขา 

   ตอบ รางวัลโนเบล ที่มีระบุไว้ในพินัยกรรมของนาย อัลเฟรด โนเบล *<< อ่าน

รายละเอียดที่มาของรางวัลได้จากลิ้ง นั้นมีทั้งหมด 5 สาขา คือ


1. สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ (physiology or medicine) : รับผิดชอบโดย

คณะกรรมการแห่งสถาบันคาโรลินสกา


   - บุคคลที่เป็นที่รู้จักที่ได้รับรางวัลสาขานี้ : อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง

(Sir Alexander Fleming)



2. สาขาฟิสิกส์ (physics)  : รับผิดชอบโดย ราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์

แห่งสวีเดน


   - บุคคลที่เป็นที่รู้จักที่ได้รับรางวัลสาขานี้ : อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

( Albert Einstein ) บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ



3. สาขาเคมี (chemistry) : รับผิดชอบโดย ราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่ง

สวีเดน


   - บุคคลที่เป็นที่รู้จักที่ได้รับรางวัลสาขานี้ :  เออร์เนสท์ รัทเทอร์ฟอร์ด

( Lord Ernest Rutherford ) "บิดา" แห่งนิวเคลียร์ฟิสิกส์ เขาเป็นผู้บุกเบิกทฤษฎีการ

โคจรของอะตอม



4. สาขาสันติภาพ (peace) : รับผิดชอบโดย สถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์


   - บุคคลที่เป็นที่รู้จักที่ได้รับรางวัลสาขานี้ :  มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์

(Martin Luther King Jr.) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ชาวอเมริกัน



5. สาขาวรรณกรรม (literature) : รับผิดชอบโดย ราชบัณฑิตยสภาแห่งชาติสวีเดน


   - บุคคลที่เป็นที่รู้จักที่ได้รับรางวัลสาขานี้ : จอห์น สไตน์เบ็ค  ( John Steinbeck )


โดยมีการเพิ่มรางวัลที่มาจัดในวันเดียวและรูปแบบเดียวกันรางวัลโนเบลให้ในสาขา

เศรษฐศาสตร์ ในปี พ.ศ.2511 ธนาคารชาติสวีเดนมีอายุ 300 ปี มอบรางวัลโดย

ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) เพื่อระลึกถึง อัลเฟร็ด โนเบล แต่รางวัล

เศรษฐศาสตร์นั้นไม่ได้อยู่ในพินัยกรรมของ อัลเฟรด โนเบล จึงไม่ถือว่าเป็นรางวัลโนเบล

พิธีมอบรางวัลโนเบลจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 10 ธันวาคม โดยจัดขึ้นครั้งแรก

หลังจากที่ อัลเฟรด โนเบลเสียชีวิตไปได้ 5 ปี (ค.ศ. 1901)




คอคอดกระ




คอคอดกระ 


       คอคอดกระ หรือ กิ่วกระ เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู

(มีบทความเรื่องคาบสมุทรมลายู*ไปแล้ว)  กว้าง 66.7 กม.อยู่ในเขตบ้านทับหลี

ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ประมาณ

กิโลเมตรที่ 545 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ซึ่งถ้าสามารถขุดได้จะเปรียบ

เสมือนทางลัดจากฝากฝั่งด้านตะวันออกของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้ามฝั่งกันได้ง่ายๆเพราะแต่เดิมนั้นต้องผ่านทาง ช่องแคบมะละกา และช่องแคบซุนดา

ทำให้การค้าตามท่าเรือที่สิงคโปร์นั้นได้เปรียบอย่างมากจากการทำท่าเรือสินค้า

ปลอดภาษี สร้างรายได้มหาศาล ซึ่งถ้าขุดคอคอดกระนั้นจะทำให้ไม่ต้องเดินเรืออ้อม

ไปปลายแหลมมลายู


ซึ่งในสมัยก่อนนั้นปลายรัชกาลที่ 4 ฝรั่งเศสเสนอขอสัมปทาน ขุดคอคอดกระ แต่

รัฐบาลไทยไม่อนุญาตเพราะอาจมีปัญหาเกี่ยวกับด้านอำนาจอธิปไตยของไทย

(แหงละช่วงนั้นฝรั่งเศสไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีโครงการ

ที่ฝรั่งเศสต้องการเช่นกัน แถมมีเงินตอบแทนอย่างดีให้ทางไทยเรา แต่โดน

อังกฤษขัดคอเอาไว้อีก แต่ยังมีสัญญาลับๆ ว่าไทยจะไม่ยอมให้ประเทศใด

ประเทศนึง ว่าจะไม่ยอมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาเช่าหรือมีกรรมสิทธิ์เหนือ

ดินแดนไทยบริเวณใต้ตำบลบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป ยันภาคใต้ โดยที่

อังกฤษ (ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน*) ด้วยสัญญานี้ทำให้ไทย ต้องปฏิเสธ

ทั้งรัสเซีย และอีกหลายประเทศ จนกระทั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงหยุดไป

ญี่ปุ่นก็อยากจะมาขุด (ทำไมมีแต่ต่างชาติอยากจะขุด ฮ่าๆ) แต่เรื่องญี่ปุ่นกับไทย

ต่างก็ออกมาปัดว่าไม่มีจีจีนะ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยอยู่ในสถานะที่

อึมครึมคือ กึ่งแพ้สงคราม อังกฤษก็เตรียมเล่นเราซะเต็มที่แต่ได้ อเมริกา อเมิริโกย

ลิเก มาช่วยไว้ทำให้ไทยรอดมาได้แต่ก็ต้องสัญญากันอีกว่า ต้องยอมทำสัญญา

ไม่ขุดคอคอดกระ หากอังกฤษไม่ยินยอม (ฮั่นแหนะ)


      เพราะอะไรนะหรือที่อังกฤษต้อง ห้ามไทยกันไทยไว้คือเพราะถ้าขุดคอคอดกระ

จะกระทบต่อสิงคโปร์ อาณานิคมสำคัญของ อังกฤษเอง (อะนะ)

ต่อมาก็มีข้อเสนอเข้ามาจากหลายๆประเทศ ในหลายๆรัฐบาลเพื่อขอเข้ามาขุด

คอคอดกระ แต่ก็ต้องล้มแผนออกไปทั้งหมด ด้วยเหตุผลอะไรคงไม่อาจบอกได้ว่า

จริงๆแล้วล้มไปเพราะอะไร


    จนมาปี 2557 นี้มีข่าวที่จีนสนใจลงทุนขุดคลอง 'คอคอดกระ' จีนสนใจลงทุนขุด

คลองตัดภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามันด้วยกัน

(เหตุผลน่าจะเป็นการขยายอำนาจของจีนที่มีทางออกแค่ทางทะเลจีนใต้ ส่วนทาง

มหาสมุทรอินเดียนั้นจีนไม่สามารถทำได้) ติดทั้งอินเดียและเมียนมาร์มาดูกันว่า

คอคอดกระ แห่งนี้จะได้ขุดหรือไม่อย่างไรประการใด นั่นละฮ่ะ ทั่นผู้ชม ถถถถ+

เอาเป็นว่าถ้าขุดในยุคนี้ยังจะคุ้มอยู่อีกไหมเพราะมีทั้ง ท่าเรืน้ำลึกทวายอยู่และค่า

ดำเนินการ สภาพการ ต่อต้านว่าเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูครับ






จิ๋นซีฮ่องเต้ (ตายเพราะอยากอมตะ)




จิ๋นซีฮ่องเต้ (ตายเพราะอยากอมตะ)



   จิ๋นซีฮ่องเต้ แห่งแคว้นฉินทุกคนคงจะพอรู้กันว่า พระองค์นั้นมีความสามารถขนาดไหน

เป็นจักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนสามารถรวบรวมแคว้นเล็กแคว้นน้อยเข้ามารวมกัน

เป็นปึกแผ่น จิ๋นซีฮ่องเต้ นั้นพระองค์ทรงผนวกดินแดนจีนสำเร็จในปีที่ 221 ก่อนคริสตกาล

และทรงสถาปนาราชวงศ์ฉินเมื่อปีที่ 220  ก่อนคริสตกาล ทำให้สิ้นสุดยุค ยุครณรัฐ

     เก่งกาจฉกาจฉกรรณ์ไหมละครับ เป็นคนริเริ่มสร้างกำแพงเมืองจีน*จนได้รับฉายา

ทรราชกันมาแล้ว และยังทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกแห่งประวัติศาสตร์จีน*

 ตำแหน่ง "หฺวังตี้" ที่แผ่นดินจีนจะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือฮ่องเต้สืบต่อกันไปอีก นับพันปี

อย่างราชวงศ์ถัง* ราชวงศ์หมิง หรือฮั่น ชิง อะไรก็แล้วแต่

จิ๋นซีฮ่องเต้


      แต่ตามที่เราบอกนั่นแหละครับพระองค์ทรงเก่งกาจและอยากจะมีชีวติอยู่ได้นานๆ

ง่ายๆคือแสวงหาความเป็นอมตะนั่นเอง คือไม่อยากจะตาย อยากอยู่รักษาอำนาจเถลิง

ความยิ่งใหญ่ที่ตัวเองสร้างและทำต่อๆไปไม่รู้จบ ประมาณนั้น ขนาดโดนลอบสังหาร

โดนหักหลังต่างๆนานา ก็ยังไม่สามารถทำอะไร จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้เลยแม้แต่น้อย


  จิ๋นซีฮ่องเต้ นั้นมีความกลัวอย่างยิ่งเรื่องนึง กลัวอะไรนั่นหรือครับกลัวตายไง

จากหนังสือที่ผมอ่านท่านเก่งและโหดเหี้ยม แลดูไม่กลัวอะไรแต่สิ่งที่หลายๆคนกลัวและ

จิ๋นซีฮ่องเต้ เองก็กลัวคือกลัวตายนั่นแหละ


จิ๋นซีฮ่องเต้ ตามหาสิ่งที่จะทำให้ตัวเองเป็นอมตะ อย่างน้ำอมฤตถึงขนาดส่งคนออก

ไปเสาะหาตามภูเขาในตำนาน ภูเขาเปงไล ที่เป็นที่อยู่ของเหล่าเซียน เชื่อว่ามียาวิเศษ

น้ำอมฤตที่ทำให้เป็นอมตะคนที่ส่งลงเรือไปหาก็ไม่กลับมาซักคนอะครับ ไม่รู้ว่าเรือแตก

จมน้ำตายกลางทาง หรือหาไม่เจอเลยไม่กลับไปดีกว่าโดนโดนตัดหัว หรือไม่รู้ว่าหาไม่

เจอแล้วไม่อยากกลับ ถือซะว่าหนีไปให้พ้นๆเสียดีมั้ยฮ่าๆ


    ด้วยความที่อยากเป็นอมตะไม่มีวันตาย อั๊วะจะเนเวอร์ดาย นะเฟ้ยจึงเป็นที่มาของ

การสวรรคตของพระองค์ซะอย่างนั้น โดนลอบฆ่าลอบสังหารกี่ครั้งก็ไม่เห็นจะทำอะไร

พระองค์ได้จะมาสิ้นพระชนม์ชีพอย่างไรกัน ก็เพราะความไม่อยากตายอยากจะเป็นอมตะ

นั่นแหละครับ ที่ทำให้พระองค์สวรรคตไป คือประมาณว่าแกให้หมอหลวงหรืออาจจะเป็น

แนวหมอผี นักเล่นแร่แปรธาตุทำนองนี้แหละปรุงยาอายุวัฒนะ (ชื่อเหมือนในหนังจีน)

ขึ้นมาแล้วพระองค์ก็ทรงเสวยเข้าไป เพราะเชื่อว่าจะต่ออายุหรือทำให้พระองค์เป็น

อมตะก็แล้วแต่กลับกลายเป็นว่าพระองค์สวรรคซะอย่างนั้นตามในหนังสือที่อ่านเขาว่า

ตอนนั้นพระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองในวันที่ 10 กันยายน 210 ก่อนคริสตกาล

พระองค์สวรรคตเพราะ เสวยยาเม็ดปรอท (โลหะเหลว) มากเกินไปทำให้  พระองค์

ตายอย่างปัจจุบันทันด่วนแบบไม่ปรึกษาใครเลย

(จากที่อยากจะอมตะ กลับตายง่ายๆซะงั้น)


หมอคนนั้คงไม่มีชีวิตรอดเหมือนกัน ตามในหนังสือบอกมาว่า คงได้ไปอยู่เป็นเพื่อน

จิ๋นซีฮ่องเต้ แน่นอนทีนี้วุ่นละครับ เสด็จประพาสหัวเมืองแต่องค์ฮ่องเต้ ผู้เป็นจักรพรรดิ

ของแผ่นดินดันขึ้นสวรรค์ไปซะแล้วจะทำยังไง อำมาตย์ที่ตามเสด็จก็แก้ปัญหากันความ

วุ่นวายเฉพาะหน้า เพื่อซ่อนปิดข่าวการสวรรคตของพระองค์ให้เป็นความลับ บ้านเมือง

จะได้ไม่วุ่นวาย เอาให้แบบว่าข้าราชบริพาลที่ตามเสด็จไปด้วยก็ไม่รู้เลย


             - คือท่าน อำมาตย์ผู้นั้นจัดการซื้อปลาสดมาด้วยเอามาไว้ในขบวนเสด็จ

นั่นแหละ ให้อยู่นำหน้าและตามหลังราชรถของ จิ๋นซีฮ่องเต้แล้วปิดม่านบังราชรถกันไม่

ให้ใครเห็นพระศพที่เน่าเปื่อยเหม็นออกมา เพราะปลาสดเมื่อผ่านอากาศร้อนๆหลายวัน

เข้าก็เหม็นเน่า คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเน่าจากพระศพ เพื่อทำให้ไม่มีใครผิดสังเกตุ -


ท่านอำมาตย์ผู้นั้นตามหนังสือบอกก็ผลุบๆ โผล่ๆหน้าเข้าไปในราชรถของ จิ๋นซีฮ่องเต้

ที่คงทั้งเหม็นและดูไม่ได้อาจจะเน่าเปื่อย ตามอากาศและเวลา (สงสารท่านอำมาตย์จัง

คงต้องทนน่าดูเชียว) ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียว คือผลุบเข้าผลุบออกอยู่แบบนั้นทุกวันนะ

ตามเขาว่ามาแต่ไม่รู้ว่าวันละกี่รอบ ไอหย๊าาา คือทำเหมือนไปปรึกษาฮ่องเต้ พูดคุยกัน

ตลอดเวลา 2 เดือน (แม่เจ้า 2 เดือน ผมนี่อะเหื้อเลย) น่าสงสารและนับถือน้ำใจยิ่งนัก

จิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงสวรรคตในวันที่ 10 กันยายน 210 ปีก่อนคริสตกาล













สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง





สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง


      เรื่องไทยรบกับพม่า*ในสมัยของพระเจ้าปดุงของพม่า ราชวงศ์คองบอง* ตรงกับ

ยุคของมหาราชกษัตริย์ของไทยอย่าง รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

จุฬาโลก ที่พม่ายกมาตีไทย ถึง 9 ทัพ และทั้ง 9 ทัพนั้นต้องถอยทัพกลับไปแพ้ให้

แก่ไทยจะด้วยยุทธวิธีไหนเพราะอะไร เราพอจะบอกได้ว่ามันมีหลายสาเหตุที่มาจาก

พม่าและบางสาเหตุทางไทยที่ทำให้สงคราม 9 ทัพครั้งนี้จบลงด้วยการที่พม่า

ถอยทัพไป ทั้งเรื่องการส่งเสบียงการเดินทัพที่ลำบาก พม่าโดนตีตัดเสบียงอาหาร

และรวมถึงการส่งกำลังบำรุงที่ทำได้ยากเพราะไม่ได้มีการเสริมเสบียงจากในเขตไทย

เนื่องจากไทยใช้วิธีรบแบบใหม่ ต้องบอกว่าสยามแต่ไทยง่ายกว่าเรียกไทยละกัน

วิธีรบแบบใหม่นี้คือออกไปจัดการข้าศึกตั้งแต่เนิ่นที่ชายแดนไม่ยอมให้เข้ามาตั้งคู

ค่าย หรือตั้งตัวในแดนของตัวเองได้ทำให้พม่านั้นยากลำบากมากในการเดิทัพและ

โดนตอดเล็กตอดน้อยตลอดเวลา

              พระเจ้าปดุงเองนั้นหวังจะยกเอากำลังใหญ่หลวงทุ่มเข้ามาตีไทยเพื่อให้

ไม่มีทางรอดสู้ได้เลย แต่กลายเป็นจุดบอดคือ ยกมา 9 ทัพ 5 ทางมันมากเกินไป

ทำให้การส่งเสบียงบำรุงกำลังพลนั้นทำได้ยากที่จะส่งไปให้หมดทุกทิศทาง และ

การเดินเข้ามาหลายทางของพม่าทำให้เมื่อตรงไหนพลาดไปก็ทำให้อีกทัพนึงต้อง

ชะงัด มาไม่พร้อมกันไปต่อไม่ได้ นั่นเป็นสาเหตุที่พม่าแพ้ในสงคราม 9 ทัพ

(ในส่วนของพม่า)  ส่วนที่พม่าแพ้ทางไทยคือ ไทยจัดกองทัพเข้าไปรองรับทางที่

พม่าจะตีดั่งจะเห็นได้จาก กองทัพที่ 2 ยังไม่ได้ทำไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ต้องกลับบ้าน

ไปแล้ว เพราะโดนตีดักจากทางยากบีบแคบ โดยไทยได้ตั้งทัพดัก ไว้ 3 ทัพ และ

อีก 1ทัพหนุน คือ


ทัพที่ 1 กรมพระราชวังหลัง มีกำลังพล 15,000 ไปคอนสกัดกั้นที่นครสวรรค์

คอยจัดการทัพจากทางเหนือคือทัพที่ 3 ของเจ้าเมืองตองอู  เพื่อช่วยเวลาที่

ทัพใหญ่สู้กันที่กาญจนบุรีกันทัพทางเหนือมาบรรจบ


ทัพที่ 2 มีกำลังพล 3 หมื่น ให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จขึ้นมาตั้งทัพที่เมือง

กาญจนบุรี(เก่า) คอยดักทัพหลวงของพระเจ้าปดุงเอาไว้


ทัพที่ 3 พระยาธรรมมา(บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช นำพล 5พัน ไปตั้งรักษา

ที่ราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ 2 ของกรมพระราชวังบวรฯและค่อยต่อสู้

ข้าศึกที่จะยกมาทางใต้หรือทางเมืองทวาย แต่ทัพนี้ประมาท ไม่ได้จัดกองลาด

ตระเวนออกไปสืบข่าวข้าศึก จึงไม่ทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี

ถึง 3 ค่าย เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ) มีชัยชนะ

ที่ทุ่งลาดหญ้าแล้ว จึงมีรับสั่งให้พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร

คุมกองทัพลงมาทางบก จึงทราบว่ามีกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่ที่นอกเขางู จึงยก

กองทัพเข้าตีค่ายพม่าจนพม่าแตกพ่ายไป และทั้ง 2 ท่านได้ยกทัพลงใต้ไปทาง

ชุมพร เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท มาถึงราชบุรีได้ทรงทราบว่าทั้ง

เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด)และพระยายมราช ประมาทต่อศัตรู จึงมีรับสั่งให้

ขังเอาไว้ที่ราชบุรี รอนำกลับไปประหารที่กรุงเทพฯ (กรุงรัตนโกสินทร์ ) แต่ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นว่า

แม่ทัพทั้งสองเคยมีความดีความชอบมาก่อน จึงมีสาสน์ตอบขอชีวิตไว้ แต่ก็

ทรงโปรดให้ลงอาญาทำโทษตามกฏพระอัยการศึก กรมพระราชวังบวรฯ จึง

ลงพระราชอาญาให้โกนศีรษะแม่ทัพทั้งสอง เป็นสามแฉก แล้วแห่ประจานรอบค่าย

ถอดยศและฐานันดรศักดิ์ นี่คือฝั่งไทย


และเหตุผลที่ว่าทำไมพม่าจึงแพ้กลับไป


คราวนี้มาดูกันครับว่าทั้ง 9 ทัพของพม่านั้น มีใครมาทางไหนทำหน้าที่อะไร จะต้อง

ไปตีที่ไหนบ้าง แล้วโดนไทยเราสวนกลับอย่างไรมาดูกัน



1. ทัพที่ 1 (ทัพที่หนึ่ง) : หมายจะลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทยเรา

โดยกะจะตีเมืองชุมพรลงไปสงขลาโดยใช้ทัพบกและ ทัพเรือนั้นก็จะตีตามแนวชาย

ฝั่งทะเลตะวันตกจากเมืองตะกั่วป่า (อำเภอของจังหวัดพังงาในปัจจุบัน) ไล่ยาวลง

ไปถึงเมืองถลาง (ภูเก็ต) มีกำลังพลราว 1 หมื่น เรือรบอีก 15 ลำนำมาโดย

- แมงยี แมงข่องกยอ -

แต่กระทำการผิดพลาดเนื่องจากพระะเจ้าปดุงต้องการให้ทัพนี้มารวบรวมเสบียงให้

ทัพหลวงที่จะยกจากเมาะตะมะลงมาชุมพรด้วย แต่พอทัพหลวงยกลงมากลับไม่มี

เสบียงที่เพียงพอทำให้ พระเจ้าปดุงทรงพิโรธ ประหาร แมงยี แมงข่องกยอ แล้ว

ให้ - เกงหวุ่นแมงยี มหาสีหะสุระอัครมหาเสนาบดี - มาคุมทัพที่ 1แทน


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้ยกลงมาโดยเกงหวุ่นแมงยีตีได้ เมืองกระบุรี

ระนอง ชุมพร ไชยา ส่วนทัพเรือให้ยี่หวุ่นยกไปตีเมืองถลาง เก็บได้เมืองรายทาง

อย่างตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง และข้ามเข้าไปตีเมืองถลาง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์

สร้างวีระสตรีของเมืองถลาง เนื่องจากพระยาถลางพึ่งจะถึงแก่อนิจกรรมลงไปยังไม่มี

ผู้ใดขึ้นรักษาเมืองถลาง คุณหญิงจันทร์ ภรรยาของพระยาถลาง และคุณหญิงมุก

น้องสาวของคุณหญิงจันทร์ ช่วยกันรวบรวมไพร่พลรักษาเมืองถลางเอาไว้อย่าง

เข้มแข็งกว่า 1 เดือนพม่าไม่สามารถตีหักเข้ามาเอาเมืองถลางได้จึงต้องเลิกทัพ

กลับพม่าไป ส่วนทางบกที่เกงหมุ่นแมงยียกลงไปถึงนครศรีธรรมราชนั้น ลงล่วงเข้า

ไปจะตีพัทลุงและสงขลาด้วย เจ้าเมืองพัทลุงพระยาแก้วโกรพดูท่าไม่สามารถจะสู้

ได้จึงหนีไปพร้อมพรรคพวก แต่มีพระภิกษุรูปนึงเป้นที่เคารพ เลื่อมใสของชาวบ้าน

มีคาถาอาคม ได้ทำของขลัง อย่างตระกรุด ผ้าประเจียด แจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ที่มารวมพลกันเพื่อต่อสู้พม่านับพัน รบกันที่ไชยา พม่ายังไม่ทันได้ตั้งค่ายพักฝ่าย

ชาวบ้านก็ตั้งกำลังล้อมพม่าไว้ (เป็นทัพหน้าของเกงหวุ่นแมงยีอีกที) ฝ่ายไทยนำ

ทัพเข้าตะลุมบอนพม่าแตกหนีไป ทางเกงหวุ่นแมงยีรู้ว่าทัพหน้าของตนแตกพ่าย

มา ก็รีบยกพลหนีกลับพม่าไป



2. กองทัพที่ 2 (ทัพที่สอง) : ทัพที่ 2 นี้จะลงมาตีหัวเมืองไทยใน

ฝั่งตะวันตก อย่าง ราชบุรี เพชรบุรี และจะลงไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ที่เมืองชุมพร

ยกมามีกำลังพล 1 หมื่น เดินทางเข้ามาทางด่านบ้องตี้ นำโดย

- แม่ทัพอนอกแฝกคิดหวุ่น -


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้รวมกันที่ทวาย แล้วยกมาตีที่ด่านบ้องตี้ซึ่งเป็น

ทางภูเขายากลำบากทุรกันดาลมาก ได้เข้าสู้รบกับฝ่ายไทยและแตกพ่ายไปตาม

ระเบียบ



3. กองทัพที่ 3 (ทัพที่สาม) : ทัพที่ 3 นี้ยกมาจากเมืองเชียงแสน

นำโดย เจ้าเมืองตองอู หวุ่นคยีสะโดะศีรีมหาอุจจะนะ ยกกำลังพลมา 3 หมื่น

เข้ามาทางเมืองเชียงแสนหมายจะลงมาตีนครลำปางและหัวเมืองแถวแม่น้ำแควใหญ่

และลำน้ำยม เรียงมาตั้งแต่ สวรรคโลก (อำเภอของจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) ลงมา

สุโขทัยเพื่อจะให้เข้ามารวมบรรจบพอกับกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้ยกพ่านเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองร้างล่วงเข้าไปเขต

ลำปาง หมายจะตีเข้าลำปางแต่พระยากาวิละ รักษาเมืองอย่างงเข้มแข็ง จึงสามารถ

รักษาเมืองเอาไว้ได้แต่หัวเมืองอื่นทางเหนือรวมถึง สวรรคโลกนั้นไม่สามารถต้านทัพ

ของพม่าได้แตกพ่ายเสียหมด พม่าจึงตีกวาดเข้ามาได้ถึงพิษณุโลก ทัพนี้ยกลงเข้า

ไทยได้ มาเจอกับทัพของไทยที่สกัดอยู่ เนมะโยสีหปติ แม่ทัพฝ่ายพม่าจึงตั้งค่ายอยู่

ที่ปากพิง พิษณุโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จยกทัพหลวง

3 หมื่น ไปประทับที่เมืองอินบุรี แล้วมีรับสั่งให้ กรมพระราชวังหลังยหทัพตามเข้ามา

สมทบกับพระมหาเสนา เพื่อเข้าตีค่ายพม่าที่ปากพิง ไทยเข้าตีพม่าที่ปากพิงตั้งแต่

เช้าจรดเย็นล่วงไปถึงค่ำก็สามารถตีทัพพม่าที่ปากพิงแตกหมดทุกค่าย ศพพม่าลอย

เกลื่อนแม่น้ำลำคลองเพราะหนีตายไปทางน้ำแต่โดนไทยตามฆ่า นอนลอยเกือบพันศพ

จนน้ำในแม่น้ำลำคลองไม่สามารถนำมาดื่มกินได้


        ฝ่ายกองทัพเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา ยกมาถึงนครลำปางเห็นทัพพม่าของ

เจ้าเมืองตองอูล้อม อยู่จึงเข้าตีค่ายพม่า ฝ่ายพระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปางเห็นดังนั้น

จึงยกทัพออกมาตีกระหนาบพม่าอีกทาง ทำให้ทัพเจ้าเมืองตองอูแตกพ่ายหนีกลับเข้า

เชียงแสนไป หมดสิ้น



4. กองทัพที่ 4 (ทัพที่สี่) : ทัพที่ 4 นี้มีกำลังพลประมาณ 1หมื่นนิดๆ

(11,000 คน) ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นทัพหน้าเพื่อจะเข้ามาตีกรุงเทพฯ

โดยยกกองทัพลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อจะเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์


   -- ผลการรบ --  ยกเข้ามาทางเมืองไทรโยค ด่านกรามช้าง มาหยุดอยู่

ที่ชายทุ่งลาดหญ้าตั้งค่ายรอ และทัพที่ 5 ของเมียนเมหวุ่นก็ยกเข้ามาหยุดพร้อมกัน

เจอกับทัพของ กรมพระราชวังบวรฯ ทั้ง 2 ทัพสู้กันด้วยปืนใหญ่ ต่อมาพม่าได้หลง

อุบายกรมพระราชวงบวรฯ ด้วยพระองค์ให้ทหารออกจากค่ายในเวลากลางคืนและ

เข้ามาเมื่อตอนเช้าถือธงทิวเข้ามา พม่าอยู่ที่สูงเห้นเหมือนไทยกำลังเสริมกำลัง

อย่างหนักอยู่เรื่อยๆตลอด ลดทอดกำลังใจทัพหม่าลง เมื่อถึงจังหวะเหมาะมือทัพไทย

จึงเข้าตีพม่า พม่าทั้งกองทัพที่ 4 และ 5 แตกพ่ายเตลิดไปหมด



5. กองทัพที่ 5 (ทัพที่ห้า) : ทัพที่ 5 นี้มีเพียง 5 พันนำโดย

เมียนเมหวุ่น   มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเพื่อเป็นกองหนุนให้ทัพหน้า (ทัพที่ 4)


   -- ผลการรบ --  สมรภูมิเดียวกับกองทัพที่ 4 ของพม่าโดนทัพของกรม

พระราชวังบวรฯตีแตกไปพร้อมกัน ทัพหน้าของพระเจ้าปดุงที่ง 4 และ 5 แตกพ่ายหมด



6. กองทัพที่ 6 (ทัพที่หก) : ทัพนี้ให้ราชบุตรที่ 2 ตะแคงกามะ 

(ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพนำกำลังพล 12,000 มาตั้งคอยที่เมาะตามะเป็นทัพหน้าที่ 1

ของกองทัพหลวงจะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เพื่อเข้าตีกรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  อยู่ในส่วนทัพหน้าของพระเจ้าปดุง เมื่อทัพหน้าที่ 4 และ

5 โดนตีแตก และขัดสนในเสบียงอาหารพระเจ้าปดุงจึงสั่งเลิกทัพกลับพม่า



7. กองทัพที่ 7 (ทัพที่เจ็ด) : ทัพที่ 7 ให้ราชบุตรที่ 3 ตะแคงจักกุ 

(สะโดะมันซอ) นำทัพเป็นแม่ทัพยกพลมา 11,000 มาตั้งทัพที่เมาะตะมะเช่นกันเพื่อ

เป็นทัพหน้าที่ 2 ของกองทัพหลวง


   -- ผลการรบ --  อยู่ในส่วนทัพหน้าของพระเจ้าปดุง เมื่อทัพหน้าที่ 4 และ 5

โดนตีแตก และขัดสนในเสบียงอาหารพระเจ้าปดุงจึงสั่งเลิกทัพกลับพม่า



8. กองทัพที่ 8 (ทัพที่แปด) : ทัพหลวง ของพระเจ้าปดุงเป็นจอมพล

ยกมาเอง เสด็จลงมาตั้งทัพที่เมืองเมาะตะมะ โดยยกกำลังพลมาทั้งสิ้น 5 หมื่น


   -- ผลการรบ --  เมื่อทัพหน้าของพระองค์ ทั้งทัพที่ 4 และ 5 นำโดย

เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง และ เมียนเมหวุ่นแตกพ่าย ประกอบกับเสบียงอาหาร

เริ่มขัดสนจากการเตรียมทัพที่ไม่พร้อมและมาหลายทางเกินทำให้พนะองค์ตัดสินใจ

ยกทัพกลับพม่า



9. กองทัพที่ 9 (ทัพที่เก้า) : ทัพที่ 9 ถือกำลังพล 5 พัน นำมาโดย

จอข่องนรทา  เข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก เพื่อให้เข้ามาตีหัวเมือง

เหนือไล่ตั้งแต่เมืองตาก กำแพงเพชร และลงมาบรรจบกับทัพหลวงของพระเจ้าปดุง

ที่กรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้แม้มาน้อยยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเข้าตีเมือง

ตากเมืองตากยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีไม่สู้ด้วย พม่าจึงนำทัพไปตั้งที่บ้านระแหง แต่

หลังจากทราบข่าวว่ากองทัพพม่าที่ปากพิงแตกพ่ายหมดก็ถอนทัพกลับไปทางด่าน

แม่ละเมา


ครบถ้วนทั้ง 9 ทัพที่ยกมาและผลการรบที่พม่ารบกับไทย ในประวัติศาสตร์ทั้งไทย 

แลพม่ากันเลยครับ วันหน้าถ้ามีบทความหรือข้อมูลอะไรใหม่ๆ ความรู้รอบตัว หรือ

เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จะมาอัพเดทกันอีกจ้า






A.D , C.E , B.E และ B.C คืออะไร ย่อมากจากอะไร




A.D , C.E , B.E และ B.C คืออะไร ย่อมากจากอะไร


   เคยเจอใช่ไหมครับเวลาค้นหาข้อมูลเราจะเจอตัวย่อที่เกี่ยวกับปีอะไรทำนองนี้โดย

เฉพาะในภาษาอังกฤษ เวลาค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะในวิกิ ภาษาอังกฤษนี่เจอบ่อยมาก

ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในประวัติศาสตร์ซะมาก อย่างเช่น อ่านเรื่องของราชวงศ์หมิง*

ราชวงศ์ถัง หรืออาณาจักรไบเซนไทน์* เวลาเอามาเปรียบเทียบกับเนื้อหาของไทยนั่น

เพื่อความถูกต้องเราก็เอามาดูกันทั้ง 2 ภาษาบางทีตัวย่อพวกนี้ก็ทำให้งง วันนี้เราจะ

มาดูว่ามันย่อมาจากอะไรและหมายความว่าอย่างไร เอาแบบง่ายๆครับไม่ยืดยาว

(เพราะขี้เกียจ) ฮ่าๆๆล้อเล่น



A.D. ย่อมาจากคำว่า anno Domini ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่า in the year of 

our Lord หรือ in the year of Christian era since the birth of Christ  / Nostri

Iesu Christi ซึ่งแปลคำต่อคำได้ว่า ปีของพระผู้เป็นเจ้าเยซู คริสต์ หรือ ปีที่พระเยซู

คริสต์ได้ประสูติขึ้นมา สั้นๆเลยคือ คริสต์ศักราช นั่นเอง ปีนี้ก็ ปี 2014 A.D



B.C. ย่อมาจากคำว่า Before Christ // Before (the birth of) Christ ซึ่งแปลว่า

ก่อนพระเยซูจะประสูติ เช่นกำแพงเมืองจีน*ถูกสร้างโดยราชวงศ์จิ้นในราวๆ 206 B.C.

หรือ 206 ปีก่อนคริสตศักราช คือ 206 ปีก่อนพระเยซูจะประสูติ สั้นๆเลยคือ ก่อน

คริสตกาล นั่นเอง



C.E. ย่อมาจากคำว่า Christian Era แปลว่าศักราชของชาวคริสต์ คือความหมาย

เดียวกับ A.D. นั่นแหละครับ



B.E. ย่อมาจากคำว่า Buddhist Era ศักราชของชาวพุทธ หรือพุทธศักราช นั่นเอง

จะนับจากการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ไทยเราก็ใช้พุทธศักราชหวังว่าเพื่อนๆ

ผู้อ่านทุกท่านจะเป็นประโยชน์กับความรู้รอบตัว*ที่เรานำเสนอไปนะครับ


* ถ้าอยากจะหักลบกันระหว่าง พทธศักราชกับคริสตศักราช พระพุทธเจ้านั้นทรงเสด็จ

ปรินิพพานก่อนพระเยซูประสูติ 543 ปี ก็เอาพุทธศักราชปีนั้น ลบกับ 543 ก็จะได้ปี

คริสตศักราชนะครับผม เช่น ปีนี้ 2557 เราก็เอา 2557 - 543 = 2014 พอดีเลยครับ

จำง่ายๆครับ 5 4 3 ไม่ซับซ้อน










ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น




ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น


ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หน้านี้เป็นหมวดของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เราจะได้นำรวบรวมไว้ทั้ง

เหตุการณ์เรื่องราว ที่เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ในประวัติศาสตร์ที่เป็นอดีตและเรื่องราวที่น่าสนใจ

มาให้ผู้อ่านได้ลองอ่านหรือเรื่องราวที่คิดว่าน่าจะเอามาแนะนำที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

มาให้ ท่านผู้อ่านได้ติดตามกันครับ ได้ทั้ง ความรู้รอบตัว เพราะประวัติศาสตร์เรื่องราวในอดีต

ของญี่ปุ่นนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องเลยทีเดียว

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น









8.  : 


9.  : 


10.  : 


11.  : 


12.  : 


13.  : 


14.  : 


15.  : 


16.  : 


17.  : 


18.  : 


19.  : 


20.  : 


>>> หน้าถัดไป

ถ้ามีบทความเกิน 20  จะขึ้นบรรทัดใหม่ในหมวดหมู่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนี้ ก็จะขึ้นหน้าใหม่




โชกุน คืออะไร




โชกุน คืออะไร


  โชกุน (shogun โชงุง ) เป็นชื่อเรียกตำแหน่งทางการทหารของญี่ปุ่นสมัยโบราณ  

คำว่าโชกุนเป็นคำย่อของคำว่า เซอิไทโชกุน ( sei-i taishogun) หรือแม่ทัพปราบแดน

เถื่อน รัฐบาลของโชกุนมีชื่อเรียกว่าบาคุฟุ ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการบริหารประเทศ

ที่มีไดเมียวแต่ละแคว้นปกครองตนเองคล้ายๆรวมตัวกันอยู่ใต้อำนาจโชกุนในรูปแบบ

สมาพันธรัฐ ซะมากกว่าราชอาณาจักร ซึ่งจริงๆญี่ปุ่นก็มีสมเด็จพระจักรพรรดิแต่เป็น

เหมือนสมมติเทพเป็นโอรสของเทพเจ้าเป็นสัญลักษณ์ความเคารพของผู้คนเสียมาก

กว่าไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมายจนถึงช่วงปฏิรูปเมจินั่นเอง 

โตกุกาวะ อิเอยาสุ

    อำนาจของโชกุนในยุคแรกนั้นเป็นเสมือนผู้มีอำนาจในด้านการทหารการสงคราม

ซึ่งเป็นอำนาจชั่วคราวเพราะเป็นตำแหน่งที่ถูกส่งไปปราบคนเถื่อนไปเพื่อทำสงคราม

แต่หลังจาก มินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะ ในช่วงปี ค.ศ.1192 ได้ตั้งรัฐบาลปาคุฟุขึ้น

ซึ่งกลายเป็นรัฐบาลทหารนั่นแหละครับ ยึดอำนาจมาปกครองประเทศเสียเองเลย

ใช้กำลังและพวกที่นอบน้อมต่อตน ในช่วงแรกหรือบางช่วงก็ได้รับการแต่งตั้งพอเป็น

พิธีจากทางจักรพรรดิ ซึ่งเป็นการแต่งตั้งเพียงในนามเท่านั้นอำนาจในการสืบทอดหรือ

ตัวโชกุนรุ่นต่อๆมาที่สืบต่อกันก็ไม่ได้อยู่ที่จักรพรรดิหรอก อีกนัยนึงคือไดเมียวซึ่งเป็น

เจ้าผู้ครองแคว้นครองเมืองต่างๆบนเกาะของประเทศญี่ปุ่นทั้งหลายแหละครับ ที่จะขึ้น

เป็นโชกุนอยู่ที่ว่าใครมาจากตระกูลไหนและมีอำนาจยอมให้ผู้อื่นสยบมากเพียงใด 

ไดเมียวที่มีชื่อเสียงแต่มาจากตระกูลต่ำ อย่าง โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ  ก็ขึ้นเป็นโชกุน

ไม่ได้แต่ยังมีความสามารถเชิดคนอื่นได้และกลายเป็นไดเมียวที่มีอำนาจมากกว่า

โชกุน 


   ถ้าจะให้เรียกแบบเราๆก็นอมินี ดีๆ นั่นเอง (แต่สุดท้ายก็เป็น คัมปะกุ หรือผู้สำเร็จ

ราชการแทนจักรพรรดิ)  โชกุนแต่ละคนที่ขึ้นมาก็ต้องปกครองและผ่านสงครามกัน

มาทั้งสิ้นหรือไม่ก็ต้องมีเสียงสนับสนุนจากไดเมียวอื่นๆ ซึ่งประกอบรวมตัวกันเรียกว่า

พันธมิตรแบบ ชินปังที่ปกครองโดยไดเมียวซึ่งเป็นเครือญาติหรือสาขาย่อยของโชกุน 

รวมไปถึง ฟุไดไดเมียว เป็นกลุ่มผู้จงรักภักดีต่อโชกุนในระดับปานกลาง โดยจะเป็น

กลุ่มตระกูลผู้รับใช้มาเก่าก่อนหรือเข้ามาก่อนสงคราม (สงครามในที่นี้ก็คือสงคราม

เพื่ออย่างชิงความเป็นใหญ่ อย่าง สงครามเซกิฮาระ ) อีกพวกคือโทซะมะไดเมียว

ก็คือแคว้นอื่นๆจะให้ปกครองเมืองไกลๆจากฟุไดที่ไม่ใช่พวกเดียวกันหรือเข้ามารวม

ตัวกับรัฐบาลบาคุฟุทีหลัง หรือแพ้สงครามจำยอมเข้าร่วม เจ้าเมืองไดเมียวเหล่านี้

จะต้องเข้ามาอยู่ในเอโดะ (คล้ายๆตัวประกัน ปีเว้นปี โดยมีคะโรคอยดูแลแคว้นให้ใน

ยามที่ตนต้องเข้ามาอยู่ในเอโดะ) มีสิทธิมีเสียงน้อยกว่าพวกฟุไดไดเมียวนั้นทำให้พวก

โทซะมะนั้นต้องการล้มบาคุฟุเพื่อสิทธิและเสียงที่เท่าเทียมกันและถวายคืนอำนาจแก่

องจักรพรรดิเป็นที่มาของ ปฏิรูปเมจิในช่วงท้ายของโชกุนตระกูลโตกุกาวะ ซึ่งเป็น

โชกุนตระกูลสุดท้ายของญี่ปุ่น โชกุนโดยเนื้อแท้ก็คือเหมือนนายกรัฐมนตรีควบผู้บัญชา

การทหารสูงสุดในตำแหน่งเดียวในยุคสมัยนั้นทำการปกครองใช้อำนาจของตนอย่าง

เต็มที่สืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของตนไม่ทางตรงก็ต้องมีเชื่อสายสาขาย่อยมารับ

ช่วงกันต่อจนกว่าจะมีตระกูลใหม่มีอำนาจมากกว่าหรือการล้มล้างหายไปของโชกุน

ตระกูลนั้นโดยมีผู้อื่นที่มีอำนาจกว่าขึ้นแทน

โตกุกาวะ สึนาโยชิ

   ตำแหน่งโชกุนนั้น จะสืบต่อกันทาสายเลือดครับ จนกระทั่งอำนาจในสายตระกูล

เริ่มตกลง ก็จะเข้าช่วงแย่งชิงอำนาจกันใหม่เพื่อขึ้นเป็นใหญ่

 โชกุนคนสุดท้าย
โชกุนโตกุกาวะ โยชิโนบุ โชกุนคนสุดท้ายของญี่ปุ่น

   โชกุนคือตำแหน่งผู้อำนาจสูงที่สุด เนื่องจากองค์พระจักรพรรดิ เป็นตำแหน่งเชิง

สัญลักษณ์เท่านั้นเองโชกุนคนสุดท้ายก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ 

โตกุกาวะ โยชิโนบุ