แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ไทย แสดงบทความทั้งหมด

โภคาภิเษก คือ




โภคาภิเษก คือ 

    ผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่ง รู้ราชธรรมขึ้นเป็นกษัตริย์ ผู้ที่มีชาติตระกูลดี อยู่ในธรรมบริสุทธิ์

(เป็นคนดีนั่นเอง) มียศศักดิ์เงินทอง เข้าขั้นมหาเศรษฐี บริวารและทรัพย์สมบัติอันรุ่งเรือง

สมบูรณ์พร้อม ที่เหมาะสมแก่การขึ้เนเป็นกษัตริย์สมควรที่จะเป็นสมเด็จพระมหากษัตริย์

อันจะเป็นเจ้าพิภพปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลาย  ซึ่งจะช่วยให้ราษฎรได้รับ

ประโยชน์มากมายจากการ โภคาภิเษก และต้องเป็นคนที่รู้จักราชธรรม ตราชูธรรม

ทศกุศล เช่น ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม คือ ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่

พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง

ดังนี้


1. ทาน การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์


2. ศีล  มีคสามประพฤติอันดีงามไม่ให้มีความเสื่อมเสีย


3. ปริจจาคะ การบริจาค คือ เสียสละความสุข เพื่อประชาชนและบ้านเมือง


4. อาชชวะ  ซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต


5. มัททวะ มีความอ่อนโยน   มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์

งามสง่าเรียบร้อย


6. ตปะ   ยับยั้งอารมณ์ไม่มัวเมาลุ่มหลงกิเลสตัณหาไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นใน

ความสุขสำราญและความปรนเปรอ


7. อักโกธะ  ไม่โมโก โกรธ กริ้วกราด ระงับความขุ่นเคืองในใจได้


8. อวิหิงสา  ไม่เบียดเบียน กดขี่ ขูดรีด ราษฎร


9. ขันติ มีควสามอดทน อดกลั้น ต่อความยากลำบากทั้งทางกายและใจ เช่น

การทำงานหนัก การโดนดูถูกเหยียดหยามเสียดสี


10. อวิโรธนะ  วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม มีควมยุติธรรม เที่ยงธรรม

ไม่เอนเอียงหวั่นไหวต่อคำพูดและการกระทำ






อินทราภิเษก คือ




อินทราภิเษก คือ 

การให้เทวดารับรองว่าเป็นกษัตริย์  บางทีก็ใช้คำว่าเทวาภิษก  ซึ่งแยกได้ 3 ลักษณะคือ


สมเด็จอมรินทราธิราชเอาเครื่องปัญจกกุธภัณฑ์ ทั้งห้ามาถวายเมื่อจะได้ราชสมบัติ

เสี่ยงทายบุษยพระพิชัยราชรถมาจรดฝ่าพระบาทด้วยฤทธิอำนาจวาสนาบุญนั้น

เหาะเหินมาโดยนพดลอากาศมีฉัตรทิพย์โอภาสมากางกั้น


อินทราภิเษก คือพระราชพิธีเกี่ยวกับความเป็นพระจักรพรรดิราช  เพื่อสถาปนา

พระอินทร์ให้กลับคืนอีกครั้งเป็นพระราชาแห่งทวยเทพเหนือจอมเขาพระสุเมรุ

ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีอภิเษกพระจักรพรรดิราชให้ปกครองโลก เสมือนเทพ

กลับมาครอง เป็นการเปรียบเหมือนได้รับการยอมรับจากเทพ ซึ่งแน่นอนแตกต่าง

จากคำว่าปราบดาภิเษกที่ต้องผ่านการสู้รบ อย่างห้าวหาญเพื่อขึ้นอำนาจ


พระราชพิธีอินทราภิเษกเป็นงานใหญ่ของยุคอยุธยา นั้นต้องมีการละเล่นโรงมหรสพ

นับเดือน และมีพิธีสำคัญได้แก่


1. ตั้งเขาพระสุเมรุเป็นสัญลักษณ์พระอินทร์


2. ตั้งเขาไกรลาสเป็นสัญลักษณ์พระอีศวร (พระศิวะ)


3. ที่ตีนเขาพระสุเมรุ สร้างรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์


4. เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เรียกว่าเป็นการกวนเกษียรสมุทร


กวนเกษียรสมุทรตามคติฮินดูในศาสนาพราหมณ์ เพื่อสถาปนาพระอินทร์ให้กลับคืน

อีกครั้งเป็นพระราชาแห่งทวยเทพเหนือจอมเขาพระสุเมรุหลังจากกวนเกษียรสมุทร

ถือได้เป็นสัญลักษณ์ของพิธีอภิเษกพระจักรพรรดิราชให้ปกครองโลก





ปราบดาภิเษก คืออะไร




ปราบดาภิเษก คืออะไร

 ปราบดาภิเษก คือ การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ ที่ได้มาด้วยเลือด บังลังค์เลือด

(อาจจะดูแรงไปแต่ในความหมายคือ) พระราชพิธีอภิเษกของพระเจ้าแผ่นดินที่ได้

อำนาจมาจากการรบชนะข้าศึก ใช้กำลังอำนาจในการรบพุ่ง ได้บ้านเมืองหรือ

สามารถจัดการกับผู้ต่อต้านผู้ที่ขัดตนเองจนสามารถขึ้นครองความเป็นใหญ่ได้และ

มีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรูทั้งปวง  ซึ่งต่างจากการราชาภิเษก ที่เป็นการเชิดชูขึ้นโดย

การแต่งตั้งตามสายเลือดหรือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การปราบดาภิเษกนั้น

อาจจะหมายถึง การที่จะต้องปราบกบฏก่อนครองราชย์ นั่นเรียกได้ว่าการครองราชย์

ที่ผ่านการปราบอริราชศัตรูมาแล้วเช่นกัน ซึ่งนับส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาหารรบแย่ง

ชิงดินแดน การเปลี่ยนราชวงศ์ ปฐมกษัตริย์ที่รบพุ่งชิงดินแดน หรือการแย่งอำนาจ

กันของชนชั้นปกครองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงพระมหากษัตริย์ ผู้ชนะได้ขึ้นครองราชย์

จนเรียกว่าการ ปราบดาภิเษก





กษัตริย์พม่าที่ชนะไทย





กษัตริย์พม่าที่ชนะไทย

   กษัตริย์พม่าที่ชนะไทย ในที่นี้หมายถึงที่สามารถตีไทยจนพ่ายแพ้ไปได้ในอดีตอย่าง

เสียกรุง ครั้งที่ 1 และ 2นะครับ นั้นหมายความว่าจะมี 2 พระองค์ที่สามารถทำสำเร็จในการตี

กรุงศรีแตก ต่อไปอาจไปตี กสิกร เอ้ยไม่ใช่ละ กษัตริย์พม่าที่รบไทย* นั้นมีอยู่หลาย

พระองค์เลยครับ ตามลิ้งตัวหนาที่มีดอกจัน ไปเลยส่วนสาเหตุของการเสียกรุงนั้น

ตามนี้ >>> สาเหตุของการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (มีตอนที่ 2 นะครับอ่านไปโลด)


ส่วน กษัตริย์ของพม่าทั้ง 2 พระองค์ที่ทำให้อยุธยาเสียเอกราชนั้นคือ พระเจ้าบุเรงนอง

และ พระเจ้ามังระ



1. พระเจ้าบุเรงนอง หรือที่เรียกกันว่า ผู้ชนะสิบทิศเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ 1 ใน

3 กษัตริย์พม่า* เลยทีเดียว โดยปราบทั้งอาณาจักรอยุธยา ล้านนา ล้านช้าง มณีปุระ

ไทใหญ่ และดินแดนใหญ่น้อยมากมายรวมพม่าเป็นปึกแผ่น พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่า

เป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่เก่งกาจมีความสามารถในการสงครามและการ

ปกครองอย่างดี โดยผู้ที่มาช่วยอยุธยาปลดแอกกู้เอกราชกลับมาได้นั้นคือ สมเด็จ

พระนเรศวรมหาราช นั่นเองซึ่งในสมัยของพระเจ้าบุเรงนองนั้น พระองค์คือองค์ดำที่โดน

พาไปเป็นตัวประกันที่หงสาด้วย


2. พระเจ้ามังระ ในครั้งที่ 2นี้ถึงกับโค่นล้มอาณาจักรอยุธยาไม่ให้สามารถกลับมาตั้ง

เป็นราชธานีได้อีก ต่อไปซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ โดยพระเจ้ามังระ ให้ทั้งเนเมียวสีบดี

 กับมังมหานรธา เป็นแม่ทัพฝั่งพม่า เข้ามาตีอยุธยา และยังมีเหตุการณ์ของ บ้านบางระจัน

เกิดขึ้นด้วยเป็นการดำเนินการสงครามที่พม่าเตรียมตัวมาอย่างดีทุกด้าน + กับแก้เกมส์ของ

ทางฝั่งอยุธยาที่ใช้วิธีป้องกันในกำแพงเมืองมาอย่างดีมากจนทำให้สามารถเอาชนะอยุธยา

ตีเมืองแตกไปได้ อ่านได้ที่ >>> Timeline การเสียกรุงครั้งที่ 2 : พระเจ้ามังระตีกรุง*

ผู้ที่มากอบกู้บ้านเมืองในประวัติศาสตร์ไทย*อีกครั้งคือ พระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง ปราบ

เหล่าก๊กต่างๆที่ตั้งตนเป็นใหญ่และตั้งเมืองหลวงคือกรุงธนบุรีขึ้นมา ด้วยโชคดีที่ขณะนั้น

พม่าติดศึกกับจีนทำให้ทำการง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย






สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง





สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง


      เรื่องไทยรบกับพม่า*ในสมัยของพระเจ้าปดุงของพม่า ราชวงศ์คองบอง* ตรงกับ

ยุคของมหาราชกษัตริย์ของไทยอย่าง รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

จุฬาโลก ที่พม่ายกมาตีไทย ถึง 9 ทัพ และทั้ง 9 ทัพนั้นต้องถอยทัพกลับไปแพ้ให้

แก่ไทยจะด้วยยุทธวิธีไหนเพราะอะไร เราพอจะบอกได้ว่ามันมีหลายสาเหตุที่มาจาก

พม่าและบางสาเหตุทางไทยที่ทำให้สงคราม 9 ทัพครั้งนี้จบลงด้วยการที่พม่า

ถอยทัพไป ทั้งเรื่องการส่งเสบียงการเดินทัพที่ลำบาก พม่าโดนตีตัดเสบียงอาหาร

และรวมถึงการส่งกำลังบำรุงที่ทำได้ยากเพราะไม่ได้มีการเสริมเสบียงจากในเขตไทย

เนื่องจากไทยใช้วิธีรบแบบใหม่ ต้องบอกว่าสยามแต่ไทยง่ายกว่าเรียกไทยละกัน

วิธีรบแบบใหม่นี้คือออกไปจัดการข้าศึกตั้งแต่เนิ่นที่ชายแดนไม่ยอมให้เข้ามาตั้งคู

ค่าย หรือตั้งตัวในแดนของตัวเองได้ทำให้พม่านั้นยากลำบากมากในการเดิทัพและ

โดนตอดเล็กตอดน้อยตลอดเวลา

              พระเจ้าปดุงเองนั้นหวังจะยกเอากำลังใหญ่หลวงทุ่มเข้ามาตีไทยเพื่อให้

ไม่มีทางรอดสู้ได้เลย แต่กลายเป็นจุดบอดคือ ยกมา 9 ทัพ 5 ทางมันมากเกินไป

ทำให้การส่งเสบียงบำรุงกำลังพลนั้นทำได้ยากที่จะส่งไปให้หมดทุกทิศทาง และ

การเดินเข้ามาหลายทางของพม่าทำให้เมื่อตรงไหนพลาดไปก็ทำให้อีกทัพนึงต้อง

ชะงัด มาไม่พร้อมกันไปต่อไม่ได้ นั่นเป็นสาเหตุที่พม่าแพ้ในสงคราม 9 ทัพ

(ในส่วนของพม่า)  ส่วนที่พม่าแพ้ทางไทยคือ ไทยจัดกองทัพเข้าไปรองรับทางที่

พม่าจะตีดั่งจะเห็นได้จาก กองทัพที่ 2 ยังไม่ได้ทำไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ต้องกลับบ้าน

ไปแล้ว เพราะโดนตีดักจากทางยากบีบแคบ โดยไทยได้ตั้งทัพดัก ไว้ 3 ทัพ และ

อีก 1ทัพหนุน คือ


ทัพที่ 1 กรมพระราชวังหลัง มีกำลังพล 15,000 ไปคอนสกัดกั้นที่นครสวรรค์

คอยจัดการทัพจากทางเหนือคือทัพที่ 3 ของเจ้าเมืองตองอู  เพื่อช่วยเวลาที่

ทัพใหญ่สู้กันที่กาญจนบุรีกันทัพทางเหนือมาบรรจบ


ทัพที่ 2 มีกำลังพล 3 หมื่น ให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จขึ้นมาตั้งทัพที่เมือง

กาญจนบุรี(เก่า) คอยดักทัพหลวงของพระเจ้าปดุงเอาไว้


ทัพที่ 3 พระยาธรรมมา(บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช นำพล 5พัน ไปตั้งรักษา

ที่ราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ 2 ของกรมพระราชวังบวรฯและค่อยต่อสู้

ข้าศึกที่จะยกมาทางใต้หรือทางเมืองทวาย แต่ทัพนี้ประมาท ไม่ได้จัดกองลาด

ตระเวนออกไปสืบข่าวข้าศึก จึงไม่ทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี

ถึง 3 ค่าย เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ) มีชัยชนะ

ที่ทุ่งลาดหญ้าแล้ว จึงมีรับสั่งให้พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร

คุมกองทัพลงมาทางบก จึงทราบว่ามีกองทัพพม่าตั้งค่ายอยู่ที่นอกเขางู จึงยก

กองทัพเข้าตีค่ายพม่าจนพม่าแตกพ่ายไป และทั้ง 2 ท่านได้ยกทัพลงใต้ไปทาง

ชุมพร เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท มาถึงราชบุรีได้ทรงทราบว่าทั้ง

เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์(บุญรอด)และพระยายมราช ประมาทต่อศัตรู จึงมีรับสั่งให้

ขังเอาไว้ที่ราชบุรี รอนำกลับไปประหารที่กรุงเทพฯ (กรุงรัตนโกสินทร์ ) แต่ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นว่า

แม่ทัพทั้งสองเคยมีความดีความชอบมาก่อน จึงมีสาสน์ตอบขอชีวิตไว้ แต่ก็

ทรงโปรดให้ลงอาญาทำโทษตามกฏพระอัยการศึก กรมพระราชวังบวรฯ จึง

ลงพระราชอาญาให้โกนศีรษะแม่ทัพทั้งสอง เป็นสามแฉก แล้วแห่ประจานรอบค่าย

ถอดยศและฐานันดรศักดิ์ นี่คือฝั่งไทย


และเหตุผลที่ว่าทำไมพม่าจึงแพ้กลับไป


คราวนี้มาดูกันครับว่าทั้ง 9 ทัพของพม่านั้น มีใครมาทางไหนทำหน้าที่อะไร จะต้อง

ไปตีที่ไหนบ้าง แล้วโดนไทยเราสวนกลับอย่างไรมาดูกัน



1. ทัพที่ 1 (ทัพที่หนึ่ง) : หมายจะลงมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทยเรา

โดยกะจะตีเมืองชุมพรลงไปสงขลาโดยใช้ทัพบกและ ทัพเรือนั้นก็จะตีตามแนวชาย

ฝั่งทะเลตะวันตกจากเมืองตะกั่วป่า (อำเภอของจังหวัดพังงาในปัจจุบัน) ไล่ยาวลง

ไปถึงเมืองถลาง (ภูเก็ต) มีกำลังพลราว 1 หมื่น เรือรบอีก 15 ลำนำมาโดย

- แมงยี แมงข่องกยอ -

แต่กระทำการผิดพลาดเนื่องจากพระะเจ้าปดุงต้องการให้ทัพนี้มารวบรวมเสบียงให้

ทัพหลวงที่จะยกจากเมาะตะมะลงมาชุมพรด้วย แต่พอทัพหลวงยกลงมากลับไม่มี

เสบียงที่เพียงพอทำให้ พระเจ้าปดุงทรงพิโรธ ประหาร แมงยี แมงข่องกยอ แล้ว

ให้ - เกงหวุ่นแมงยี มหาสีหะสุระอัครมหาเสนาบดี - มาคุมทัพที่ 1แทน


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้ยกลงมาโดยเกงหวุ่นแมงยีตีได้ เมืองกระบุรี

ระนอง ชุมพร ไชยา ส่วนทัพเรือให้ยี่หวุ่นยกไปตีเมืองถลาง เก็บได้เมืองรายทาง

อย่างตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง และข้ามเข้าไปตีเมืองถลาง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์

สร้างวีระสตรีของเมืองถลาง เนื่องจากพระยาถลางพึ่งจะถึงแก่อนิจกรรมลงไปยังไม่มี

ผู้ใดขึ้นรักษาเมืองถลาง คุณหญิงจันทร์ ภรรยาของพระยาถลาง และคุณหญิงมุก

น้องสาวของคุณหญิงจันทร์ ช่วยกันรวบรวมไพร่พลรักษาเมืองถลางเอาไว้อย่าง

เข้มแข็งกว่า 1 เดือนพม่าไม่สามารถตีหักเข้ามาเอาเมืองถลางได้จึงต้องเลิกทัพ

กลับพม่าไป ส่วนทางบกที่เกงหมุ่นแมงยียกลงไปถึงนครศรีธรรมราชนั้น ลงล่วงเข้า

ไปจะตีพัทลุงและสงขลาด้วย เจ้าเมืองพัทลุงพระยาแก้วโกรพดูท่าไม่สามารถจะสู้

ได้จึงหนีไปพร้อมพรรคพวก แต่มีพระภิกษุรูปนึงเป้นที่เคารพ เลื่อมใสของชาวบ้าน

มีคาถาอาคม ได้ทำของขลัง อย่างตระกรุด ผ้าประเจียด แจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ที่มารวมพลกันเพื่อต่อสู้พม่านับพัน รบกันที่ไชยา พม่ายังไม่ทันได้ตั้งค่ายพักฝ่าย

ชาวบ้านก็ตั้งกำลังล้อมพม่าไว้ (เป็นทัพหน้าของเกงหวุ่นแมงยีอีกที) ฝ่ายไทยนำ

ทัพเข้าตะลุมบอนพม่าแตกหนีไป ทางเกงหวุ่นแมงยีรู้ว่าทัพหน้าของตนแตกพ่าย

มา ก็รีบยกพลหนีกลับพม่าไป



2. กองทัพที่ 2 (ทัพที่สอง) : ทัพที่ 2 นี้จะลงมาตีหัวเมืองไทยใน

ฝั่งตะวันตก อย่าง ราชบุรี เพชรบุรี และจะลงไปบรรจบกับกองทัพที่ 1 ที่เมืองชุมพร

ยกมามีกำลังพล 1 หมื่น เดินทางเข้ามาทางด่านบ้องตี้ นำโดย

- แม่ทัพอนอกแฝกคิดหวุ่น -


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้รวมกันที่ทวาย แล้วยกมาตีที่ด่านบ้องตี้ซึ่งเป็น

ทางภูเขายากลำบากทุรกันดาลมาก ได้เข้าสู้รบกับฝ่ายไทยและแตกพ่ายไปตาม

ระเบียบ



3. กองทัพที่ 3 (ทัพที่สาม) : ทัพที่ 3 นี้ยกมาจากเมืองเชียงแสน

นำโดย เจ้าเมืองตองอู หวุ่นคยีสะโดะศีรีมหาอุจจะนะ ยกกำลังพลมา 3 หมื่น

เข้ามาทางเมืองเชียงแสนหมายจะลงมาตีนครลำปางและหัวเมืองแถวแม่น้ำแควใหญ่

และลำน้ำยม เรียงมาตั้งแต่ สวรรคโลก (อำเภอของจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) ลงมา

สุโขทัยเพื่อจะให้เข้ามารวมบรรจบพอกับกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้ยกพ่านเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองร้างล่วงเข้าไปเขต

ลำปาง หมายจะตีเข้าลำปางแต่พระยากาวิละ รักษาเมืองอย่างงเข้มแข็ง จึงสามารถ

รักษาเมืองเอาไว้ได้แต่หัวเมืองอื่นทางเหนือรวมถึง สวรรคโลกนั้นไม่สามารถต้านทัพ

ของพม่าได้แตกพ่ายเสียหมด พม่าจึงตีกวาดเข้ามาได้ถึงพิษณุโลก ทัพนี้ยกลงเข้า

ไทยได้ มาเจอกับทัพของไทยที่สกัดอยู่ เนมะโยสีหปติ แม่ทัพฝ่ายพม่าจึงตั้งค่ายอยู่

ที่ปากพิง พิษณุโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จยกทัพหลวง

3 หมื่น ไปประทับที่เมืองอินบุรี แล้วมีรับสั่งให้ กรมพระราชวังหลังยหทัพตามเข้ามา

สมทบกับพระมหาเสนา เพื่อเข้าตีค่ายพม่าที่ปากพิง ไทยเข้าตีพม่าที่ปากพิงตั้งแต่

เช้าจรดเย็นล่วงไปถึงค่ำก็สามารถตีทัพพม่าที่ปากพิงแตกหมดทุกค่าย ศพพม่าลอย

เกลื่อนแม่น้ำลำคลองเพราะหนีตายไปทางน้ำแต่โดนไทยตามฆ่า นอนลอยเกือบพันศพ

จนน้ำในแม่น้ำลำคลองไม่สามารถนำมาดื่มกินได้


        ฝ่ายกองทัพเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา ยกมาถึงนครลำปางเห็นทัพพม่าของ

เจ้าเมืองตองอูล้อม อยู่จึงเข้าตีค่ายพม่า ฝ่ายพระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปางเห็นดังนั้น

จึงยกทัพออกมาตีกระหนาบพม่าอีกทาง ทำให้ทัพเจ้าเมืองตองอูแตกพ่ายหนีกลับเข้า

เชียงแสนไป หมดสิ้น



4. กองทัพที่ 4 (ทัพที่สี่) : ทัพที่ 4 นี้มีกำลังพลประมาณ 1หมื่นนิดๆ

(11,000 คน) ให้ เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง เป็นทัพหน้าเพื่อจะเข้ามาตีกรุงเทพฯ

โดยยกกองทัพลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เพื่อจะเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์


   -- ผลการรบ --  ยกเข้ามาทางเมืองไทรโยค ด่านกรามช้าง มาหยุดอยู่

ที่ชายทุ่งลาดหญ้าตั้งค่ายรอ และทัพที่ 5 ของเมียนเมหวุ่นก็ยกเข้ามาหยุดพร้อมกัน

เจอกับทัพของ กรมพระราชวังบวรฯ ทั้ง 2 ทัพสู้กันด้วยปืนใหญ่ ต่อมาพม่าได้หลง

อุบายกรมพระราชวงบวรฯ ด้วยพระองค์ให้ทหารออกจากค่ายในเวลากลางคืนและ

เข้ามาเมื่อตอนเช้าถือธงทิวเข้ามา พม่าอยู่ที่สูงเห้นเหมือนไทยกำลังเสริมกำลัง

อย่างหนักอยู่เรื่อยๆตลอด ลดทอดกำลังใจทัพหม่าลง เมื่อถึงจังหวะเหมาะมือทัพไทย

จึงเข้าตีพม่า พม่าทั้งกองทัพที่ 4 และ 5 แตกพ่ายเตลิดไปหมด



5. กองทัพที่ 5 (ทัพที่ห้า) : ทัพที่ 5 นี้มีเพียง 5 พันนำโดย

เมียนเมหวุ่น   มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเพื่อเป็นกองหนุนให้ทัพหน้า (ทัพที่ 4)


   -- ผลการรบ --  สมรภูมิเดียวกับกองทัพที่ 4 ของพม่าโดนทัพของกรม

พระราชวังบวรฯตีแตกไปพร้อมกัน ทัพหน้าของพระเจ้าปดุงที่ง 4 และ 5 แตกพ่ายหมด



6. กองทัพที่ 6 (ทัพที่หก) : ทัพนี้ให้ราชบุตรที่ 2 ตะแคงกามะ 

(ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพนำกำลังพล 12,000 มาตั้งคอยที่เมาะตามะเป็นทัพหน้าที่ 1

ของกองทัพหลวงจะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เพื่อเข้าตีกรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  อยู่ในส่วนทัพหน้าของพระเจ้าปดุง เมื่อทัพหน้าที่ 4 และ

5 โดนตีแตก และขัดสนในเสบียงอาหารพระเจ้าปดุงจึงสั่งเลิกทัพกลับพม่า



7. กองทัพที่ 7 (ทัพที่เจ็ด) : ทัพที่ 7 ให้ราชบุตรที่ 3 ตะแคงจักกุ 

(สะโดะมันซอ) นำทัพเป็นแม่ทัพยกพลมา 11,000 มาตั้งทัพที่เมาะตะมะเช่นกันเพื่อ

เป็นทัพหน้าที่ 2 ของกองทัพหลวง


   -- ผลการรบ --  อยู่ในส่วนทัพหน้าของพระเจ้าปดุง เมื่อทัพหน้าที่ 4 และ 5

โดนตีแตก และขัดสนในเสบียงอาหารพระเจ้าปดุงจึงสั่งเลิกทัพกลับพม่า



8. กองทัพที่ 8 (ทัพที่แปด) : ทัพหลวง ของพระเจ้าปดุงเป็นจอมพล

ยกมาเอง เสด็จลงมาตั้งทัพที่เมืองเมาะตะมะ โดยยกกำลังพลมาทั้งสิ้น 5 หมื่น


   -- ผลการรบ --  เมื่อทัพหน้าของพระองค์ ทั้งทัพที่ 4 และ 5 นำโดย

เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่อง และ เมียนเมหวุ่นแตกพ่าย ประกอบกับเสบียงอาหาร

เริ่มขัดสนจากการเตรียมทัพที่ไม่พร้อมและมาหลายทางเกินทำให้พนะองค์ตัดสินใจ

ยกทัพกลับพม่า



9. กองทัพที่ 9 (ทัพที่เก้า) : ทัพที่ 9 ถือกำลังพล 5 พัน นำมาโดย

จอข่องนรทา  เข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก เพื่อให้เข้ามาตีหัวเมือง

เหนือไล่ตั้งแต่เมืองตาก กำแพงเพชร และลงมาบรรจบกับทัพหลวงของพระเจ้าปดุง

ที่กรุงเทพฯ


   -- ผลการรบ --  ทัพนี้แม้มาน้อยยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเข้าตีเมือง

ตากเมืองตากยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีไม่สู้ด้วย พม่าจึงนำทัพไปตั้งที่บ้านระแหง แต่

หลังจากทราบข่าวว่ากองทัพพม่าที่ปากพิงแตกพ่ายหมดก็ถอนทัพกลับไปทางด่าน

แม่ละเมา


ครบถ้วนทั้ง 9 ทัพที่ยกมาและผลการรบที่พม่ารบกับไทย ในประวัติศาสตร์ทั้งไทย 

แลพม่ากันเลยครับ วันหน้าถ้ามีบทความหรือข้อมูลอะไรใหม่ๆ ความรู้รอบตัว หรือ

เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จะมาอัพเดทกันอีกจ้า






การเลิกทาสไพร่ในรัชกาลที่ 5 ดียังไง




การเลิกทาสไพร่ในรัชกาลที่ 5

  การเลิกทาสในสมัยของรัชกาลที่ 5 พระมหากษัตริย์ไทย* ซึ่งมีเหตุการทางหน้า

ประวัติศาสตร์ไทย* มากมายในสมัยนี้ อย่างเช่น การเสียดินแดน* การเลิกทาส

การพัฒนาประเทศให้ก้าวทันตะวันตกการสเด็จประพาสยุโรปของเจ้านายราชวงศ์

จักรี การปรับปรุงระบอบการปกครอง รวมไปถึงการตั้งกองทัพแบบตะวันตกครั้งแรก

การกระจายอำนาจจากขุนนางและหัวเมืองเพื่อป้องกันเหตุ แต่สิ่งสำคัญที่เป็นสิ่งที่

ได้รับการยกย่องจารึกไว้เรื่องนึงไม่แพ้เรื่องอื่นคือการเลิกทาส วันนี้เราเลยจะมาดู

กันว่าการเลิกทาสและไพร่นั้นมีผลดีอย่างไรกับสังคมไทยในสมัยนั้นบ้าง


ผลดีของการเลิกทาสและไพร่


1. เกิดความเป็นธรรม ในสังคม สถานะทางสังคมแม้ยังดูเหมือนคนละชั้นแต่โดย

สถานะแล้วคุณค่าความเป็นคนนั้นเท่ากัน พลเมืองทุกคนมีฐานะเท่ากันหมด ไม่ต้อง

เป็นไพร่สังกัดนาย



2. สามารถเกณฑ์ชายเข้ารับราชการเป็นทหารหลวงได้มากขึ้นเพราะก่อนนี้ทาสไพร่

นั้นอยู่ในสังกัดมูลนายเสียมากทำให้  ทำให้กำลังคนจำนวนมากไปอยู่ในสังกัดมูลนาย

ทำให้ส่วนกลางเหลือให้เกณฑ์มาเป็นทหารประจำการมีน้อยทหารของประเทศต้อง

พึ่งอิทธิพลพวกนี้เยอะพอเลิกทาส สามารถจัดการกองทหารแบบตะวันตกไว้ป้องกัน

ประเทศได้ ระบบไพร่สังกัดมูลนาย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตั้งกองทัพสมัยใหม่ จึง

เป็นผลดีของการเลิกทาส



3. ลดอำนาจหัวเมืองและบรรดาผู้มีอิทธิพล มากขึ้นเพราะมีไพร่ทาสในครอบครอง

น้อยลงจะทำการอะไรก็ลำบากมากขึ้น อันจะส่งผลต่อความวุ่นวายในบ้านเมืองได้

เพื่อเป็นการควบคุมพระราชอาณาจักรได้เป็นปกติที่สุด



4. เงินรายได้ของประเทศในระบบศักดินามักกระจายอยู่ในระบบขุนนางและมูลนาย

ซะส่วนใหญ่ทำให้รายได้ตกไปอยู่ในท้องพระคลังน้อยมาก เมื่อจัดการเลิกทาส

ปฏิรูปการปกครองแล้วจัดระเบียบใหม่ทำให้ประเทศสามารถเก็บรายได้เข้ามาใน

ท้องพระคลังนำมาพัฒนาประเทศได้มากขึ้นหลายเท่าตัว เป็นการรวบรวมเงินรายได้

ของแผ่นดินจากที่ต้องไปอยู่ที่ขุนนางให้กลับมาอยู่ในท้องพระคลังเพราะมีเหตุที่ต้อง

ใช้เงินถุงแดง* เอามาประคับประคองในตอนที่ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝรั่งเศส

เงินในท้องพระคลังแทบไม่เหลือเลย



5. เพื่อเป็นการป้องกันภัยคุกคามของชาติตะวันตก ที่จะมองว่าประเทศเราล้าหลัง

ยังมีระบบนี้อยู่เพราะมันแสดงถึงความเท่าเทียมกันในบ้านเมืองไม่มี จึงต้องปรับ

เปลี่ยนสภาพสังคมเสียใหม่ให้ทันเขา ไม่อยากถูกชาติอื่นดูถูกว่าเรายังเป็นบ้านป่า

เมืองเถื่อน ที่เขาจะได้มายึดเอาไปง่ายๆทุกวันนี้เราอยู่กันอย่างมี อิสระสิทธิเสรีภาพ

ไม่ต้องเป็นทาส ไพร่แก่ใครมีแผ่นดินอยู่มีภาษาใช้มีทุกอย่างที่คนทุกคนจะสามารถ

ไขว่คว้าไม่ถูกจำกัดสิ่งใด จงตอบแทนประเทศชาติและทำตัวให้เป็นคนดี






8 มหาราชกษัตริย์ไทย




8 มหาราชกษัตริย์ไทย

  มหาราชกษัตริย์ไทย ราชวงศ์ไทย ประวัติศาสตร์ไทยพระกษัตริย์ไทย ตั้งแต่

สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี รวมไปถึง กรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันมีพระองค์ใดกันบ้าง

หลังจากที่เราเคนพูดถึง มหาราชกษัตริย์พม่า ซึ่งพูดเกี่ยวกับ 3 กษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่

ซึ่งถูกนับเป็นมหาราชมาบทความนี้เราจะมาเรียงพระมหาราชของไทยเราบ้างว่าทั้ง 8

พระองค์คือพระองค์ใดกันบ้าง

รูปสมเด็จพระนเรศวรในตอนที่บุกเข้าหงสา

มหาราชกษัตริย์ไทย


1. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  : พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์พระร่วง

แห่งราชอาณาจักรสุโขทัย เสวยราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822 ถึงประมาณ พ.ศ. 1841

ทรงสู้รบปกป้องขยายดินแดนทรงรวบรวมอาณาจักรไทยจนเป็นปึกแผ่นกว้างขวาง

และรวมไปถึงทรงประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้ชาติไทยได้สะสมความรู้ทางศิลปะ

วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ สืบทอดกันมากว่าเจ็ดร้อยปี ทรงนำพุทธศาสนาเข้ามา

ในอาณาจักรอีกด้วย


2. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  : มีพระนามเดิมว่า พระองค์ดำ กอบกู้เอกราช

ให้แก่อยุธยาหลังจากที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ทำสงครามยุทธหัตถีสร้างชื่อ

ระบือไกลสู้รบปกป้องขยายดินแดนทรงรวบรวมอาณาจักรให้กว้างไกลสร้างความมั่นคง

ให้แก่อาณาจักร เป็นคนที่พม่าเกรงกลัวเป็นอย่างมากจนหลังจากพระองค์ทรงชนช้าง

กระทำยุทธหัตถีเอาชนะพระมหาอุปราชาได้ พม่าก็ไม่กล้ามาบุกไทยอีกเลยเป็นเวลา

นาน


3. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  : พระมหากษัตริย์ของอยุธยา ทรงพระปรีชา

สามารถอย่างยิ่ง ทรงสร้างความรุ่งเรือง สามารถพิชิตเชียงใหม่และหลายๆหัวเมือง

ของพม่าทางด้านการค้าขายเศรษฐกิจ รวมถึงการคบค้าสมาคมกับต่างขาติทรงพระ

ปรีชาในด้านกวี และทรงส่งเสริมการกวี  ซึ่งถือเป็นยุคทองแห่งวรรณคดีไทยมีการ

เจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติ อย่างฝรั่งเศส และพระองค์ยังได้นำวิทยาการสมัย

ใหม่ในยุโรปเข้ามาใหสยามมากมายเช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ

รวมทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้างน้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปา

ภายในพระราชวังอีกด้วย


4. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  : เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัย

อาณาจักรธนบุรี ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

รวบรวมแผ่นดินจาก ชุมนุมหรือกลุ่มต่างๆที่แตกออกมาจากอาณาจักรเดิมให้กลับมา

เป็นปึกแผ่นมั่นคง


5. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  : ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์

จักรี ทรงทำศึกกับพม่าหลายครั้งเพื่อปกป้องแผ่นดินทรงวางรากฐานการปกครองและ

การป้องกันอาณาจักรเอาไว้อย่างมั่นคง ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีที่เข้มแข็ง

ได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่างๆ มากมาย มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ

มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี ศึกกับพม่าที่เป็นที่รู้จักดีในสมัยของ

พระองค์คือ สงคราม 9 ทัพ


6. สมเด็จพระปิยะมหาราช  : รัชกาลที่ 5 ทรงบริการพัฒนาประเทศไปในหลายๆ

ด้านทั้งเรื่องการปกครอง การรถไฟการไปรษณีย์ การไฟฟ้าและการประปาขึ้นเป็นครั้ง

แรก การเลิกทาส รวมทั้งการปกป้องประเทศ ยอมเสียดินแดนส่วนน้อย เพื่อรักษา

เอกราชของประเทศไว้ซึ่งอยู่ในช่วงยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ทรงการปฏิรูป

การปกครองให้ทัดเทียมเพื่อจะได้ไม่ล้าหลังชาติตะวันตก เป็นที่รักของประชาชน ผู้คน

มักออกพระนามว่า "ปิยมหาราช" แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และว่า

"พระพุทธเจ้าหลวง"


7. สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า  : พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ทรงพระราชอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการ

เมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญ

ที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ทรงสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ

วชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันขึ้น องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง

สหประชาชาติ (UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า

เจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่

ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี  ทรงตั้งกรมรถไฟหลวง ทรงตั้งกรมมหรสพ เพื่อ

ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทยทรงส่งทหารเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าร่วมกับ

ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรและชนะสงครามทำให้ประเทศไทยมีอำนาจในการเจรจา

เรื่องราวระหว่างประเทศได้มากขึ้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวชิรพยาบาลและ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทรงจัดตั้งกองเสือป่า  รวมถึงเมืองจำลอง "ดุสิตธานี" ซึ่ง

ปกครองในประบอบประชาธิปไตยไว้อีกด้วย


8. สมเด็จพระภัทรมหาราช  : พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทรงมีพระปรีชาสามารถ

รอบด้าน ทรงแก้ปัญหาทุกข์ยากของราษฎร ทรงปัดเป่าทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนใน

เขตทุรกันดาร  ทรงตั้งโครงการเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ มากมาย ฝนเทียม ด้านการเกษตร

การชลประทาน การสาธารณสุข และอื่นๆอีกมากมาย  และมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือ

ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลกพระองค์นึง




ประวัติศาสตร์






ประวัติศาสตร์



  ประวัติศาสตร์  รวมเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบเดิมกับหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ในหน้านี้จะรวมประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องทั่วโลกเพื่อนบ้านเราด้วยเรื่องราวที่

ผ่านมา ที่เป็นประวัติศาสตร์ เพื่อเอาไว้เป็นความรู้รอบตัว ให้ท่านผู้อ่านได้นำไป

ใช้เป็นประโยชน์หาความรู้ใส่ตัวกันครับ สำหรับหน้า ประวัติศาสตร์ นี้ก็จะอัพเดท

เรื่อยๆ ตามโอกาศและวาระ (ถ้าผู้เขียนว่างด้วยเช่นกัน ^_^ )

















20.  

>>> หน้าถัดไป 

ประวัติศาสตร์ ถ้าหน้านึงมีเกิน 20 บทความผมจะคัดไปไว้อีกหน้านึงนะครับ

เพื่อความเป็นนนระเบียบและไม่ยาวจนเกินไปสำหรับในหน้าประวัติศาสตร์








ประวัติศาสตร์ไทย






ประวัติศาสตร์ไทย



    ประวัติศาสตร์ไทย  ในหน้านี้จะอยู่ในหมวด " คลังความรู้ " นะครับ จะว่าด้วย

เรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ และจะเอา

เรื่องที่เกี่ยบกับ พระมหากษัตริย์ไทยมาไว้ในหมวด ประวัติศาสตร์ไทย นี้ด้วย

เช่นกับครับเพราะค่อนข้างจะสัมพันธ์ในเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยเช่นกันจะได้

ให้ผู้อ่านได้รับ สาระ ความรู้รอบตัว ในเรื่องประวัติศาสตร์ไทย กันแบบครอบคลุม

และทางบล็อกมีเวลาก็จะเขียนบทความมาลงไว้อย่างสม่ำเสมอเช่นกันครับ


1. พระมหากษัตริย์สมัย สุโขทัย - กรุงรัตนโกสินทร์

2. พระมหากษัตริย์อยุธยาที่ครองราชย์นานที่สุด

3. กษัตริย์อยุธยามีกี่ราชวงศ์ 

4. โอกุสต์ ปาวี ผู้พรากดินแดนไทย

5. สนธิสัญญาเบาว์ริง (สาระสำคัญ)

6. เจ้าอนุวงศ์ วีรบุรุษ หรือ กบฏ

7. เงินถุงแดง คืออะไร

8. วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112

9. อานามสยามยุทธ

10. การปราบฮ่อ

11. ไทยเสียดินแดน

12. ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม

13. บรมราชาภิเษก

14. กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย

15. ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง

16. Timeline การเสียกรุงครั้งที่ 2 : พระเจ้ามังระตีกรุง

17. สาเหตุของการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

18. การเลิกทาสไพร่ในรัชกาลที่ 5 ดียังไง

19. เพราะเหตุใดจีนจึงช่วยไทยตอนเวียดนามบุก

20. 8 มหาราชกษัตริย์ไทย

21. การเลิกทาสไพร่ในรัชกาลที่ 5 ดียังไง

22. เพราะเหตุใดจีนจึงช่วยไทยตอนเวียดนามบุก (สงครามสั่งสอน)

23. สงคราม 9 ทัพ ทั้ง 9 ทัพมีไรมาทางไหนบ้าง

>>> หน้าถัดไป

ถ้ามากเกินกว่า 23 บทความเราจะต่อไปที่หน้า 2 แทนนะครับเพื่อไม่ให้มันยาวจน

เกินไปและได้ดูเป็นระเบียบ มากยิ่งขึ่น (แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง 20 บทความที ฮ่าๆๆ)







ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2






ไทยเสียดินแดน




  ไทยเสียดินแดนให้ชาติประเทศใดบ้าง หลังจากหน้าแรกเรื่องการเสียดินแดน 

คือ " ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1 "  หน้านี้เป้นหน้าที่ 2 ต่อจากการเสีย

ดินแดน ให้อังกฤษและพม่า มาหน้านี้จะพูดถึงการเสียดินแดนให้ ฝรั่งเศส และ

ญวน (เวียดนาม) เอาไว้เป็นความรู้รอบตัว ครับ


3. ฝรั่งเศส 

- เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ : เขมรได้แอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้

ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนที่เสียไปให้ญวณ ให้กลับมาอยู่กับฝรั่งเศสจึงได้ส่งกองเรือ

เข้ามาประชิดเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อข่มขุ่ทางฝ่ายสยามหลายครั้งทางไทย

เห็นว่าไม่มีทางจะต่อสู้กับฝรั่งเศสได้ จึงต้องยอมไปเขมรอีกครั้งและมาช่วย

คุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยาม

- สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : ฝรั่งเศสอ้างว่ามาช่วยปราบฮ่อและเข้ายึดเมือง

คุมกำลังไว้หน้าตาเฉย จนต้องเจรจาและยอมให้ฝรั่งเศสไปเพื่อหลีกเลี่ยงการ

ปะทะ

- เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) : 

ฝรั่งเศสอ้างสิทธิว่าลาวเคยเป็นของญวณมาก่อน

(ซึ่งตอนนั้นญวณตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไปแล้ว) ไทยกับฝรั่งเศสจึงสู้รบกัน

จนเกิดเป็น วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้ไทยต้องยอมเมื่อฝรั่งเศสปเอาเรือรบมา

ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้พร้อมยิงเข้ามาในพระนครสยามจำต้องยอมยก

ดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และต้องจ่ายเงินค่าเสียหาย

ให้แก่ฝรั่งเศส

-  เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง : หลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ไทยต้องยอม

ฝรั่งเศสและฝรั่งเศสได้ทำการยึดเอาเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน ซึ่งเป็นแผ่นดิน

หลักสำคัญทางการทหารชายฝั่งตะวันออกอีกด้วยในจันทบุรีคนส่วนใหญ่เป็นไทย

ซึ่งสำคัญต่อประเทศมากกว่าเลยต้องยอมเสียเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อ

แลกกับจันทบุรี

- มลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) : ฝรั่งเศสก็ถอนตัวออกจาก

จันทบุรีแต่ได้เข้าไปทำการยึดเมืองตราด และเกาะต่างๆ รวมถึงเกาะกง (เมือง

ประจันตคีรีเขตต์) เกาะกูดแทนโดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติ

ตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัดตราดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลไม่ต่าง

จากจันทบุรีเลยโดยต้องยอมเสียดินแดน มณฑลบูรพาไปแลกกับตราดและ

เกาะแก่งต่างๆที่โดนยึดไปคืนและเจรจาให้ศาลไทยมีอำนาจชำระคดีความคน

ในบังคับฝรั่งเศสได้ ฝรั่งเศสยอมตามที่ขอแต่ก็ไม่ยอม คืนเกาะกงให้แก่ไทย

จนในที่สุดเกาะกงก็ต้องตกเป็นอยู่กับกัมพูชาในปัจจุบัน


4. เวียดนาม หรือ ญวณ 

- บันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : หลังจากที่รัชกาลที่ 1 สวรรคตเนื่องจากทางสยาม

นั้นกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ทางญวณเลยไม่มีความเกรงใจเหมือรัชกาลก่อน

สยามก็ยังทำสงครามกับพม่าแถวภาคใต้ จึงเป็นเหตุให้ญวณเข้ายึดครอง

บันทายมาศ ตอนนั้นทางสยามยังไม่มีกำลังพอจะไปเอาคืนเพราะติดศึก

อยู่จึงปล่อยไปก่อนต่อมาญวนเข้าตีเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของสยามทำให้

ต้องรบกันอยู่นับ 10 ปี จนต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลังลง จนต้องทำสัญญาสงบศึกกัน

ทางสยามยังมีสิทธิบนดินแดนเขมรอยู่แต่ก็ไม่สามารถเอาบันทายมาศคืนมาได้

ปัจจุบัน บันทายมาศ เป็นส่วนนึงของจังหวัด กัมปอต ของกัมพูชา







ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1






ไทยเสียดินแดน



เป็นที่ทราบกันดีว่า อาณาจักรสยามในอดีตหรือประเทศไทยในปัจจุบันเคยมีพื้นที่ๆ

อยู่ใต้อำนาจของตนกว่า 1 ล้านตารางกิดลเมตร เป็นชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองชาติ

ตะวันตกในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันกว้างขวางไปทั่วโลกแต่ไทยเราเองนั้นก็ได้

รับผลกระทบไปไม่น้อยจากการที่ต้องเสียดินแดน นครรัฐต่างๆไปเผื่อแลกกับ

อิสระภาพในแผ่นดินหลักเอาไว้ บทความนี้จะมารวมการเสียดินแดนของไทย

ว่าไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง เสียไปอย่างไร (แบบคร่าวๆสั้นๆพอเข้าใจ) 

บางดินแดนที่เสียไปนั้นเป็นการเสียไปในหลายช่วงหลายยุคหลายตอน แต่เกิดขึ้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น


ไทยเสียดินแดนเหล่านั้นไปมากกว่า ดินแดนที่มีอยู่ในขณะนี้เสียด้วยซ้ำ

(ปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ราวๆ 513,120 ตร.กม.) แต่พื้นที่ที่เสียไปนั้นมากกว่า

600,000 ตร.กม.


มาดูกันครับว่าไทยเราหรือสยามในอดีตเสียพื้นที่ให้ชาติใดอย่างไรกันบ้าง


1. อังกฤษ :

- เกาะหมาก (รัฐปีนัง) : อังกฤษต้องการเพื่อเป็นอำนาจทางการค้า + เจ้าเมือง

ไทรบุรีพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะเพื่อบีบไทย

ทำให้ไทยต้องยอมถอยออกมา

-  รัฐเปรัค :  อังกฤษกำลังสร้างอำนาจทางแหลมมลายู อังกฤษใช้ข้ออ้างในการ

ทำการค้ากับเปรัคเข้ามาปกครองเสียเอง

- ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)  : มีทรัพยากร

ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และทางล้านนาเข้าไปมีอิทธิพลไม่ถึงอังกฤษจึงอ้างสิทธิเหนือ

ดินแดนเหล่านี้ว่าเป็นของพม่าที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้วยึดเอาไป

- หัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี) :  เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ระหว่างสยามกับอังกฤษ แลกกับอำนาจศาลไทยที่จะบังคับคดีความผิดของคน

อังกฤษในดินแดนไทยซึ่งแต่ก่อนไม่สามารถทำได้ เพื่อขอกู้เงิน มาสร้างทางรถไฟ

สายใต้จากเพชรบุรีลงไปจนถึงชายแดนมลายู ปลดหนี้สินที่ทางสยามมีอยู่กับ

จักรวรรดิอังกฤษเพราะทางหัวเมืองมลายูจะเป็นคนชดใช้แทนและดินแดนเหล่านั้น

ปกครองยาก จะเสียไปในไม่ช้าสู่ยกให้อังกฤษเพื่อเอามาแลกผลประโยชน์และ

สิทธิในศาลจะดีกว่า

คุ้มหลวงเชียงตุง ของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง

2. พม่า :

- สิบสองปันนา  : เกิดการก่อกบฎแย่งราชสมบัติกันในเมืองเชียงรุ้ง 2 ฝั่งจึงเข้าไป

พึ่งจีนและพม่ามาถ่วงกันจนในที่สุดพม่าสามารถครองไปได้ไทยพยายามตีคืน

แต่ไม่สำเร็จต่อมาภายหลังจึงได้ตกเป็นของจีนจนถึงปัจจุบัน (แต่ไทยเสียให้

พม่าไปก่อนแล้ว)

- แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เป็นพื้นที่รับผิดชอบของล้านนาแต่สยามเองติดศึก

หลายด้านที่ต้องเฝ้าระวังและ เชียงตุงก็อยู่ห่างไกลพม่าได้โอกาศเหมาะเข้ารวม

เอาไว้ จึงเสียแก่พม่าไปและตกเป็นของอังกฤษเมื่อพม่าแพ้สงครามกับจักรวรรดิ

อังกฤษ

- มะริด ทวาย ตะนาวศรี  : ได้แผ่นดินไม่ได้ใจคนเพราะผู้คนรวมถึงกรมการเมือง

ต่างๆยังฝักใฝ่กับพม่าพม่าบุกโจมตีทวายโดยมีไส้ศึกภายในทำให้สยามพ่ายแพ้

ไปและต่อมาก็ไม่มีกำลังจะเอาคืนกลับมาได้อีก (ดินแดนนี้น่าเสียดายมากเพราะ

เป็นเมืองท่าที่สำคัญในปัจจุบัน)

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง

 >>> ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2

อ่านต่อหน้า 2ได้เลยครับจะเป็นเกี่ยวกับฝรั่งเศสและ ญวน (เวียดนาม) 







กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย






กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย



  กษัตริย์พม่าที่รบกับไทยเป็นบทความที่พยายามรวบรวมกษัตริย์พม่าที่เข้ามาทำศึก

กับอยุธยาหรือไทยในทุกๆรัชกาล เพื่อนำไว้เป็นความรู้รอบตัวด้วยว่าพม่าและไทย

ทำสงครามกันในสมัยของกษัตริย์พม่าองค์ใดกันบ้างด้วยคำอธิบายเล็กๆน้อยๆหลัง

รายพระนามกษัตริย์พม่า  (เป็นการรวบรวมขึ้นมาเองโดยผู้เขียนถ้าผิดพาดหรือตก

หล่นประการใดขอภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย) สงครามพม่ารบไทย

กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้าสู่กรุงหงสาวดี


1. พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ : ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจ

เพราะตลอดรัชกาลพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ อยูะยาแน่นอนก็เคยโดนบุก

มาแล้วน่าจะจำกันได้ก็สงครามที่ฝ่ายอยุธยาต้องเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ในการ

ทำสงครามระหว่างอาณาจักรตองอูกับอาณาจักรอยุธยา


2. บุเรงนอง : ผู้พิชิต พิชิตอาณาจักรอยุธยา ล้านนา ล้านช้าง มณีปุระ ไทใหญ่

พระองค์ถือเป็นหนึ่งในสามมหาราชพม่าพร้อมด้วยพระเจ้าอโนรธามังช่อและ

พระเจ้าอลองพญา  พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่

เก่งกาจมีความสามารถในการสงครามและการปกครองอย่างดี


3. พระเจ้านันทบุเรง : เป็นพระราชโอรสพระองค์โตของพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ที่

หมายจะจับตัวพระนเรศวรเป็นกลับไปอีกครั้งแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้จนในช่วงท้าย

ของชีวิตนั้นพระเจ้านันทบุเรงได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาหลายต่อหลายครั้ง

เพื่อปราบปรามอยุธยาลงให้ได้ประเทศราชอื่นๆจะได้ไม่แข็งเมืองตาม ที่น่าจะจด

จำกันได้คือโอรสของพระองค์คือ มังสามเกียดหรือพระอุปราชที่มาทำยุทธหัตถีกับ

สมเด็จพระนเรศวร และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนถึงขั้นสิ้นพระชนม์ขาดคอช้าง


4. พระเจ้าอโนเพตลุน หรือ พระเจ้าอังวะมหาธรรมราชา : เคยทำศึกที่ทวาย

และเลยไปตีที่ตะนาวศรีของอยุธยาได้สู้รบกันกับอยุธยาแล้วแพ้ไปรวมทั้งไปทำศึก

ที่ล้านนาเพื่อจัดการความวุ่นวายเสร็จหลังจากนั้นอยุธยาก็ยกทัพไปล้านนาล้านนา

ก็กลับไปเข้าข้างไทยและไล่ขุนนางพม่าไปหมด


5. พระเจ้าปเย (พระเจ้ามหาสีหสุรสุธรรมราชา) : เป็นรช่วงเดียวกับรัชสมัย

ของ  สมเด็จพระนารายณ์ และในสมัยของพระเจ้าปเยนั้นก็ได้รับศึกจากอยุธยา

ที่สมเด็จพระนารายณ์นั้นได้สั่งให้ยกเข้ามาตีอังวะเพื่อแก้แค้นที่กองทัพพม่ายก

ทัพเข้ามาติดตามครอบครัวชาวรามัญที่หนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารครั้งนั้น

พระองค์โปรดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นแม่ทัพ ยกกองทัพไปตีเมือง

ทวาย เมืองเมาะตะมะ แต่สุดท้ายด้วยขัดสนซึ่งเสบียง ทหารเจ็บป่วยเป็นไข้กัน

มากมายจึงได้ยกทัพกลับ


6. พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง สามารถรวบรวมบ้าน

เมืองให้เป็นปึกแผ่น ปราบปรามมณีปุระ กอบกู้ล้านนาคืนจากอยุธยา ฟื้นฟูอาณา-

จักรหงสาวดีทรงเป็นกษัตริย์พม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ ร่วมกับ พระเจ้า

อโนรธามังช่อ และ พระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าอลองพญา สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

กลับจากการทำสงครามกับอยุธยา ตามพงศาวดารไทยระบุว่าสิ้นพระชนม์เพราะ

ปืนใหญ่แตกที่วัดหน้าพระเมรุ แต่ทางพงศาวดารพม่าระบุว่าสิ้นพระชนม์เพราะ

ประชวร (พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุดท้ายของพม่าอีกด้วย)


7. พระเจ้ามังระ :  เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ในจำนวน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลอง-

พญาส่งกองทัพนำโดยเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาเข้ามาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา

นานถึง 1 ปีกับสองเดือน แม้ถึงฤดูน้ำหลากก็ไม่หนี ก็สามารถเข้าตีพระนครได้ทำให้

เสียกรุงเป็นครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามพม่ารบไทย และทำให้ไทยยับเยินที่สุดนับ

ตั้งแต่มีสงครามมา


8. พระเจ้าจิงกูจา :  พระโอรสของพระเจ้ามังระ ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษา

เพียง 19 ปี พระเจ้าจิงกูจาต้องการรักษาอำนาจในล้านนาเอาไว้จึงส่งทัพเข้ามาช่วย

คนของพระองค์ที่ดูแลเชียงใหม่อยู่ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่ไทย ทางไทยจึงให้ทิ้ง

เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองร้างไม่มีประโยชน์อันใดเสียเพื่อภายหลังจะได้ไม่ต้อง

แย่งชิงกัน เชียงใหม่จึงกลายเป็นเมืองร้างอยู่ถึงประมาณ 15 ปี และหลังจากนั้น

ไทยกับพม่าก็ว่างสงครามกันมาเป็นเวลา 8 ปีเลยทีเดียว ( เชียงใหม่เคยร้าง 15 ปี

ถือว่าเป็นความรู้รอบตัวที่ดีเลยครับ อ่านมาจากหนังสือไทยรบพม่าครับ)


9. พระเจ้าปดุง : ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. 2325 ปีเดียวกับ

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทำสงครามกับไทยมากมายหลายครั้งทั้งศึกเล็ก

จนไปถึงศึกใหญ่อย่างสงคราม 9 ทัพนับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำสงครามกับ

ไทยมากพระองค์นึงเลยทีเดียวผลัดแพ้ชนะในศึกเล็กๆกับไทยตลอดแต่ศึกใหญ่นั้น

ก็ยังไม่สามารถล้มไทยลงได้เลย พระองค์จึงไม่สามารถสร้างประวัติศาตร์ให้จารึก

ได้ว่าล้มสยามลงได้ ทั้งๆที่พยายามอยู่หลายครั้งก็ตามแต่


10. พระเจ้าจักกายแมง : ในสมัยเดียวกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-

นภาลัย กับ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ไทยช่วยอังกฤษรุกรานพม่าผลสรุป

สุดท้ายพระเจ้าจักกายแมงก็ต้องขอยอมแพ้หลังจากโดนตีถอยร่นเรื่อยๆจนถึง

อังวะ








ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2





ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2


5.ท้องถิ่นต้องการไปอยู่ : เช่น กษัตริย์เขมรสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศ-

วรอดิภาพแอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนและมา

ช่วยคุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยามและญวน (เข้าทางฝรั่งเศสสิครับ)

แต่หลังจากนั้นพระองคค์ก็สวรรคตไปเรื่องนี้เลยตกไปแต่สุดท้ายฝรั่งเศสก็เข้ามามี

บทบาทในดินแดนแถบอินโดจีนมากขึ้นแล้วก็บีบให้กษัตริย์เขมรยอมจำนนแก่

ฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จผลทุดท้ายทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งที่ 7 เขมรส่วนนอก 

ไปให้แก่ฝรั่งเศส


6.เกิดเหตุการณ์ (ฆ่าคนของเขา - ปราบกบฏ) : เรื่องที่ฝรั่งเศสเข้ามาปิดปาก

แม่น้ำเจ้าพระยาจนโดนสยามต่อต้านอย่างหนักเสียลูกเรือและ เรือเสียหายไปบาง

ส่วนเขาจึงต้องการสินสงครามเป็นที่มาของการยึดจันทบุรีและตราดไว้ ส่วนปราบ

กบฏตอนที่ ฮ่อ เข้าไปละรานดินแดนสิบสองจุไท ฝรั่งเศสก็ทำทีอ้างว่ามาช่วย

ปราบฮ่อทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เข้ามายึดคุมเมืองเอาไว้จนสุดท้ายต้องเจรจา

กันถึงที่สุดสยามก็จำต้องเสียให้ฝรั่งเศสไปอยู่ดี ปัจจุบันอยู่ในเขตเดียนเบียนฟู

ของเวียดนาม

เรือลูแตง หนึ่งในเรือฝรั่งเศสที่เข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา

7.หลักประกัน : เช่นในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ที่ไทยต้องจ่ายค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส

หลังจากการสู้รบกันแล้วไทยต้องยอมแพ้เพราะฝรั่งเศสเอาเรือปืนมาจ่อที่พระบรมมหา

ราชวัง หลังจากนั้นเพื่อไม่ให้สยามหรือไทยเบี้ยวค่าเสียหายฝรั่งเศสเลยยึดจันทบุรีไว้

อ้างว่าเพื่อให้สยามปฎิบัติตามข้อตกลงในสัญญาและยึดตราดไว้แล้วอ้างว่าเพื่อเป็น

หลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัด (โดนตลอดครับ)


<<< ย้อนกลับ หน้า1     

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม  ข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช


สรุปรวม ปัญหาต่างๆที่ฝรั่งเศสและอังกฤษทิ้งไว้ให้ผู้คนในดินแดนแถบนั้นคือ


1.ฝรั่งเศสเรื่องทิ้งปัญหาเรื่องเขตแดน ที่ตัวเองขีดมั่วๆวางอาณาเขตอาณานิคม

ของตัวเองพอฝรั่งเศสได้ดินแดนแถบนั้นไปหมดก็ขีดเส้นแบ่งส่วนเอาตามใจชอบ

พอปลดปล่อยอาณานิคมก็ปรากฎว่าเป็นดังแผนที่ปัจจุบัน ซึ่งเขมรพยายามโวย

มาตลอดว่ามีดินแดนของเขมรที่ติดไปกับทั้งลาวและเวียดนามจนต่อมาประเทศ

เหล่านั้นได้เอกราชก็มาเถียงเรื่องดินแดนกันต่อเช่นลาวกับเวียดนาม ลาวเขมร

เขมรเวียดนาม  เขมรไทย ซึ่งดูจะรุนแรงที่สุดเพราะ 3 ราย คือเวียด เขมร ลาว

 เขาอยู่ในเครือเดียวกันระบบการปกครองแนวเดียวกัน ผ่านสงครามมาด้วยกัน

เกาะกลุ่มฝั่งเดียวกันมาเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากไทยที่ไม่ได้ไปสุงสิงหรือเป็นพวก

เขาแต่แรก


2.อังกฤษ เรื่องเชื้อชาติ แบ่งฐานวัฒนธรรมเช่น ชาวโรฮิงยาที่อยู่ในพม่าที่

อังกฤษนำบรรพบุรุษพวกเขาเข้ามาใช้แรงงานในเขตพม่าและยังคงอยู่ในที่นั้น

จนมีเหตุวิวาทบ่อยครั้ง หรือเรื่องการรวมตัวกันของชนเผ่า รัฐต่างๆ ชนกลุ่มน้อย

ที่ยังมีปัญหาในพม่า การสร้างเกราะด้วยการให้แต่ละเขตพื้นที่มีอำนาจพอๆกัน

ทำให้การรวบรวมประเทศในช่วงแรกของการได้เอกราชยุ่งยากมากหนำซ้ำบาง

ประเทศในขณะนี้ยังไม่สงบดีเลยด้วยซ้ำไปยังพยายามแบ่งแยกพวกพ้องของตน

อยู่ตลอดเพราะพื้นเพไม่ใช่คนพวกเดียวกันหรือไม่ถูกกันอยู่ก่อนที่อังกฤษจะเข้า

มาแล้วผลกระทบคือ ความแตกต่างทาง ศาสนา , เชื้อชาติ และ การอพยพ

(การนำพาแรงงานต่างที่เข้ามาอาศัยมากเกินไปในสมัยก่อน) ซึ่งเป็นความขัดแย้ง

ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก




ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 1





ล่าอาณานิคม


         วันนี้เรามาดูกันว่าข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง เอาใกล้ๆตัวก็ ฝรั่งเศสและอังกฤษที่เข้ามาล่าอาณานิคม

แถบนี้แล้วกันครับเอาไว้เผื่อจะได้เป็นความรู้รอบตัว เรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆ



1.ผู้คนในแถบนั้นจึงมักจะก่อเรื่อง : หาเหตุให้ตัวเองเข้ามาขอควบคุมดูแล

ความปลอดภัยคนของตัวเองและสินค้าของตนแล้วจึงค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจ กดดัน

เจ้าเมืองหรือลิดรอนอำนาจการปกครองของผู้ปกครองเดิมไปทีละนิดจนสุดท้าย

ต้องยอมปล่อยให้ไป


2.เคยเป็นของอาณานิคมเขามาก่อน : เช่นดินแดนเขมรที่ไทยปกครองอยู่

ฝรั่งเศสอ้างว่าญวณเคยปกครองมาก่อนดังนั้นก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย

เอาละสิครับ เสียดินแดนอย่างแน่นอน สู้ฝรั่งเศสไม่ได้ T_T

พิธีมอบตราดให้ฝรั่งเศส 

3.ทำผิดสัญญา : จะเป็นเรื่องสิทธิของคนอังกฤษและฝรั่งเศสในไทย หรือการที่

เขาเสนอข้อสัญญามาแล้วเราไม่สามารถปฏิบัติได้เขาก็ยึดเมืองนั่นเมืองนี่หาข้อมา

กล่าวหาไปได้เลยหรือบางทีเขาเองแหละที่ผิดสัญญาอย่างเช่น สัญญาว่าจะคืน

เกาะกง(เมืองประจันตคีรีเขตต์)ในครั้งการเสียดินแดนมณฑลบูรพา ก็ไม่ทำจนใน

ที่สุดปัจจุบันเกาะกงก็ตกเป็นของกัมพูชาไป


4.การค้าเปิดเสรี : บางครั้งก็ปิดอ่าวรอบุกแบบที่ญี่ปุ่นเคยโดนสมัยเอโดะของ

โชกุนตระกูลโตกุกาวะ นั่นคือในระบอบโชกุนของญี่ปุ่น ของไทยก็เช่นเดียวกัน

เป็นการบีบบังคับให้ทำการค้าเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายและการเก็บภาษีที่

ทำได้น้อยลง เพราะฝั่งอังกฤษบอกว่าถ้าไม่ทำตามจะส่งเรือรบเข้ามาปิดปากน้ำ

ของไทยเอาเรือปืนเข้ามาบุกขยี้สยามเหมือนที่เคยบุกเข้าไปขยี้พม่ามาแล้วมีการ

ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศโดยเป็นทางสยามที่เสียเปรียบต่อ

อังกฤษและสิทธิสภาพของคนในปกครองของอังกฤษที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีโดย

ศาลไทย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เรื่อง >> สนธิสัญญาเบาว์ริง


 >>> อ่านต่อหน้า 2

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม ของแต่ละประเทศบางอันก็ไม่สมเหตุสมผลหรอก

ครับ แค่จะเอาเท่านั้นเอง