แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด

ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว



ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว

ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม จีน พม่า ลาว

มาดูเรื่องประวัติศาสตร์กันบ้างครับ ไว้เป็นความรู้รอบตัวกันนะจ๊ะ เรื่องราชวงศ์สุดท้าย

ของแต่ละประเทศ อย่าง จีน เวียดนาม ลาว และพม่า (เมียนมาร์)


ราชวงศ์สุดท้ายของ เวียดนาม 

  - ราชวงศ์เหงียน จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายคือ จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย จักรพรรดิองค์ที่

13 และพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เหงียน ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2488

ทรงอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศสในช่วงตกเป็นอาณานิคม และเมื่อญี่ปุ่นขับไล่

ฝรั่งเศสไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็เข้าเชิดพระองค์อีกครั้งพระองค์ทรง

สละราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคมเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม


ราชวงศ์สุดท้ายของ จีน

  - ราชวงศ์ชิง หรือ ราชวงศ์แมนจู จักรพรรดิองสุดท้ายคือ จักรพรรดิ์ ปูยี (จักรพรรดิผู่อี๋)

จักรพรรดิองค์ที่ 13 ถ้านับ ตัวเอ่อร์กุ่นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในจักรพรรดิซุ่นจื้อ

โดยในช่วงต้นรัชกาลได้สถาปนาตนเองเป็น จักรพรรดิอี้  แต่ถูกถอดจากตำแหน่งในปี

ค.ศ.1651 ราชวงศ์ชิงได้ล่มสลายลงจากการเริ่มต้นด้วยความไม่พอใจในการบริการ

งานของพระนางซูสีไทเฮา ที่คุมอำนาจไว้หลังพระนางและ จักรพรรดิกวางสูสวรรคตใน

พ.ศ. 2451 จึงยิ่งเพิ่มความสั่นคลอนขึ้นเพราะ ผู่อี๋ โอรสขององค์ชายชุนที่ 2 ได้รับ

การอภิเษกให้เป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปตั้งแต่พระชนมายุเพียง 2 ชันษา เท่านั้น

โดยให้พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ต่อมา นายพลหยวน ซื่อไข่ ถูกปลด

ออกจากตำแหน่งทางทหาร ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีหลวงโดยให้พระญาติทั้งหมด

อยู่ในคณะนี้ซึ่งสร้างคงามไม่พอใจให้เหล่าขุนนาง ข้าราชการชั้นสูงตามไปด้วย

ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2454 ได้เกิดจลาจลอู่จางขึ้น และต่อมา นายพลซุน ยัดเซ็น

ได้ประกาศก่อตั้งรัฐบาลของตนขึ้นใหม่ ในนามสาธารณรัฐจีน ที่เมืองนานกิง

บรรดาหัวเมืองจึงตีห่างออกจากราชวงศ์ชิง เป็นการปฏิวัติซินไฮ่ ทำให้ฝ่ายชิง

เรียกนายพล หยวน ซื่อไข่ ที่เคยปลดไปเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์แต่จนแล้วจนรอด

นายพล หยวนก็บอกให้องค์ชายชุนลงจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ตามคำแนะนำ

ของสมเด็จพระพันปีหลวงหรงยู่พระอัครมเหสีในจักรพรรดิกวางซวี หลังจากนั้น

หยวน ซื่อไข่ ก็กุมอำนาจเด็ดขาดในรัฐบาลชิง ไว้หมด จีนจึงกลายมาเป็น 2 ขั้วทันที

ขั้นของราชวงศ์ชิง รัฐบาลหยวน นำโดย หยวน ซื่อไข่ และ ขั้วรัฐบาลสาธารณรัฐ

ของ ซุน ยัดเซ็นแต่ด้วยความที่ หยวน ซื่อไข่ไม่ต้องการทำสงครามกับ ซุน ยัดเซ็น

เพราะสิ้นเปลือง ทั้งคู่เลยตกลงเจรจาหาทางออกกันจบกันได้ที่ พระพันปีหลวง

หลงยู่เป็นผู้ลงพระนามาภิไธยใน


"พระบรมราชโองการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง

จักรพรรดิ์ ปูยี เป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้าย และเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนา

เป็นระบบสาธารณรัฐ เป็นราชวงศ์ของ เผ่าแมนจูเลีย


ราชวงศ์สุดท้ายของ พม่า

  - ราชวงศ์สุดท้ายคือ : ราชวงศ์คองบอง  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า คือ

พระเจ้าธีบอ พระเจ้าธีบอถูกบังคับให้สละราชสมบัติและประกาศยกเลิกระบอบ

กษัตริย์ในพม่า  และองักฤษ ได้นำพระองค์ไปประทับที่รัตนคีรี ประเทศอินเดีย


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> กษัตริย์ และ ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า *

และ รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง


ราชวงศ์สุดท้ายของ ลาว

  - ราชวงศ์ล้านช้างหลวงพระบาง  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของลาว คือสมเด็จพระเจ้า

ศรีสว่างวัฒนา มีพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าเชษฐาขัติยวงศา พระมหา

ศรีสว่างวัฒนา

เมื่อ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตรวมถึง

คอมมิวนิสต์ในเวียดนามโดยการนำของ เจ้าสุภานุวงศ์ ก็สามารถทำการล้มล้างรัฐบาล

ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเจ้ามหาชีวิตสว่างวัฒนา ซึ่งได้รับ

การสนับสนุนจากฝั่งรัฐบาลฝรั่งเศส (เจ้าอาณานิคมเก่า)และสหรัฐอเมริกา

(ผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์) ได้สำเร็จ

จึงนำเจ้ามหาชีวิตและมเหสีไปคุมขังในค่ายกักกันจนสิ้นพระชนม์ และทำการสถาปนา

ประเทศลาวเป็น  "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" ขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.

2518

พระโอรสของพระองค์เจ้าฟ้าชายมงกุฎราชกุมารวงศ์สว่างเป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์

ลาวถัดจากพระราชบิดา แต่หลังจากประเทศลาวเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว พระองค์ถูกจับไป

เข้าค่ายสัมมนาที่เมืองเวียงไซ แขวงหัวพัน และเสียชีวิตในค่ายสัมมนา  ( ค่ายกักกัน )

โดยผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ลาวคือ เจ้าสุลิวงศ์ สว่าง เป็นพระราชนัดดาใน พระบาท

สมเด็จพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา  เจ้ามหาชีวิตองค์สุดท้ายแห่งพระราชอาณาจักรลาว

ทรงเป็นผู้อ้างสิทธิในพระราชบัลลังก์ลาว ปัจจุบันประทับในฐานะผู้ลี้ภัย ณ กรุงปารีส

สาธารณรัฐฝรั่งเศส






รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง




รายพระนาม กษัตริย์พม่าราชวงศ์คองบอง




1. พระบาทสมเด็จพระมหาโพธิสัตว์เจ้า หรือ พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์แห่ง

ราชวงศ์คองบอง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า*แต่เดิมนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน

มอกโชโบหรือหมู่บ้านคองบองหรือเมืองชเวโบในปัจจุบัน สามารถขับไล่ชาวต่างชาติ

ที่สนับสนุนมอญออกไปได้ กอบกู้รวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น พระองค์ทรงก่อตั้ง

เมืองย่างกุ้ง สามารถยึดเมืองคืนจากราชวงศ์ชิง ของจีน ยึดแหลมเนกิสคืนจากอังกฤษ

ยึดครองมณีปุระและทำสงครามกับอยุธยา แต่ไม่สำเร็จและสวรรคตในครั้งนั้น

               ในประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่าพระองค์สวรรคตจากปืนใหญ่ระเบิดแต่ใน

พงศาวดารพม่าบอกไว้ว่าพระองค์สวรรคตจากโรคบิด นอกจากนี้พระองค์ยังเป็น 1 ใน

3 กษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่* มีอนุสาวรีย์อยู่ที่เมือง เนปิดอว์ เมองหลวงของพม่า ร่วมกับ

พระเจ้าอโนรธามังช่อ และ พระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งทั้ง 3 พระองค์เป้นมหาราชของพม่า



2. พระเจ้าเนียงดอคยี : หรือ พระเจ้าเมิงลอก (มังลอก) พระบรมเชษฐาธิราช

พระราชโอรส (ราชโอรสองค์โตในพระเจ้าอลองพญา) ในสมัยของพระองค์นั้นมีการ

เกิดกบฏหลังจากพระเจ้าอลองพญาสวรรคตไป แต่พระองค์ก็ไม่ได้ลงโทษให้อภัยโทษ

เนื่องด้วยเกรงว่าจะเกิดการนองเลือดขึ้นได้ พระเจ้าเนียงดอคยีสวรรคตด้วยพระโรคบิด

เช่นเดียวกับพระราชบิดาของพระองค์ ที่ตามพงศาวดารพม่าได้บอกไว้



3. พระเจ้ามังระ : สิริสุริยาธรรมราชาธิบดี สินพยูฉิน หรือพระเจ้าสินพยูฉิน เรียกกันอีก

ชื่อว่า พระเจ้าช้างเผือก ในสมัยพระองค์นั้น สาารถตีเอาเมืองมณีปุระคืนมาได้ และยึด

ลาวกับล้านนาได้และผลงานชิ้นสำคัญของพระองค์คือ การที่สามารถยึดกรุงศรีอยุธยา

(โยเดีย) ได้ เป็นสาเหตุให้เสียกรุงครั้งที่2*  ในวันที่ 7 เมษายน 1767 ในสมัยพระองค์

ยังได้ทำสงครามกับ ราชวงศ์ชิงในยุคของจักรพรรดิเฉียนหลงอีกด้วยและได้รับชัยชนะ

อย่างสวยงาม พระองค์ยังได้ทำการรบกับพระเจ้าตาก แต่ยังไม่เสร็จศึกพระองค์ก็

สวรรคตเสียก่อน ในวันที่ 10 มิถุนายน 1776 สิริพระชนมายุ 39 พรรษา



4. พระเจ้าจิงกูจา : หรือพระเจ้าซินกูมิน ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 19 ปี

พระเจ้าจิงกูจาครองราชย์เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ก็ถูกเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่ง คือ

หม่องหม่อง โอรสของพระเจ้ามังลอก แย่งราชสมบัติอีก



5. พระเจ้าหม่องหม่อง : พองกาซาหม่องหม่อง อยู่ในอำนาจได้เพียงแค่ 7 วันเท่านั้น

ปโดงเมง เจ้าเมืองปโดง ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา ก็ยกทัพ

เข้ามา ยึดอำนาจไป  ปโดงเมง คนนั้นก็คือพระเจ้าปดุง



6. พระเจ้าปดุง : พระบรมอัยกาธิราชพระเจ้าบาดงพระเจ้าช้างเผือก เป็นอีกพระองค์ที่มา

ทำการรบกับสยาม ในขณะนั้นคือกรุงรัตนโกสินทร์ เป็น 1 ในหลายๆพระองค์ และนั่นเอง

พระองค์เป็น กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย*  ที่ดังๆเลยคือ สงคราม 9 ทัพ* พระองค์ ทรง

ย้ายเมืองหลวงไปที่อมรปุระ และได้มีการรุกรานอาณาจักรยะไข่และตีสำเร็จในเวลาต่อมา

พระเจ้าปดุง สวรรคตในปี พ.ศ. 2362 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ของไทย รวมระยะเวลาการครองราชย์นานถึง 37 ปี




7. พระเจ้าพาคยีดอ : พระเจ้าจักกายแมง   มีนโยบายขยายอำนาจเข้าไปในแคว้นอัสสัม

และมณีปุระ และสามารถทำได้ แต่ปัญหาของพระองค์คืออาณาจักรมณีปุระกับอาณาจักร

อาหมหรืออัสสัมถูกพระองค์ยึดไว้นี่แหละครับ เพราะทำให้มีปัญหากับอังกฤษ จนเกิดเป็น

สงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1 ส่งผลให้พระองค์เสียพระทัยอย่างมากเพราะต้องลงนามใน

สัญญาดาโบ ที่มีรายละเอียดว่า


1.ยกดินแดนอัสสัม,มณีปุระ,ยะไข่,ตะนาวศรี และทางตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน


2.ไม่เข้ามาแทรกแซงกาชาร์กับไจน์ติญา


3.จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนเงินล้านปอนด์


4.อนุญาตให้มีการติดต่อระหว่างผู้แทนของอังวะกับกัลกาตา


5.เซ็นสัญญาร่วมการค้า  (คงไม่ต่างกันมากกับ สนธิสัญญาเบาว์ริง *  ที่ไทยโดน)


ทำให้พระองค์ไม่มีจิตใจบริหารปกครองประเทศ ส่งผลให้อำนาจตกอยู่ที่มเหสี และ

พระเชษฐา ถูกกักบริเวณจากข้อหาว่าเป็นโรคประสาทจนพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อ

15 ตุลาคม พ.ศ. 2389



8. พระเจ้าสารวดี :  หรือพระเจ้าแสรกแมง  พระองค์คือผู้ที่ตับประเจ้าพาคยีดอ คุมขัง

ไว้แล้วขึ้นครองราชย์แทน ต่อมาพระองค์เองก็ทรงมีพระสติวิปลาสและถูกพระโอรสคือ

เจ้าชายพุกาม มิน หรือในพงศาวดารไทยเรียกพระเจ้าพุกามแมงควบคุมตัวไว้ตั้งแต่

พ.ศ. 2385 และสวรรคตเมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2389



9. พระเจ้าพุกาม : ในรัชสมัยของพระองค์ พม่าได้ทำสงครามกับอังกฤษอีกครั้งจนต้อง

เสียดินแดนพะโคและพม่าตอนใต้เกือบทั้งหมด และได้มีกบฏเกิดขึ้นโดยเจ้าชายมินดง

พระอนุชาของพระเจ้าพุกามแมงซึ่งไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอังกฤษตั้งแต่ต้น

และปลดพระองค์ออกจากราชสมบัติเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2395



10. พระเจ้ามินดง : พระองค์เป็นผู้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่อมรปุระ และมัณฑะเลย์ ทรง

ปฏิรูปการปกครองพม่าใหม่ให้ทันสมัยกว่าเดินและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับอังกฤษแต่ถึง

อย่างนั้นก็ยังเกิดความขัดแย้งกับอังกฤษทำให้ต้องเสียดินแดนไปให้อีกจำนวนมาก

ปัญหาการแย่งชิงอำนาจภายในประเทศทำให้เกิดการสังหารหมู่พระราชวงศ์จำนวนมาก

หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้ามินดงแล้ว เป็นจุดที่ให้ลจะสูญสิ้นของราชวงศ์คองบองเต็มที



11. พระเจ้าธีบอ : พระเจ้าสีป่อ หรือ พระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพม่า ต้องยอม

ประกาศสงครามกับอังกฤษอีกครั้ง เพราะโดนเอาเปรียบเรื่องการค้าไม้ และแน่นอนว่า

พระองค์ไม่สามารถเอาชนะอังกฤษได้จำต้องยอมแพ้และถูกบังคับให้สละราชสมบัติและ

เนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย หลังสิ้นสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 และ

สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2459


จบราชวงศ์คองบองราชวงศ์สุดท้ายของพม่า







กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย






กษัตริย์พม่าที่รบกับไทย



  กษัตริย์พม่าที่รบกับไทยเป็นบทความที่พยายามรวบรวมกษัตริย์พม่าที่เข้ามาทำศึก

กับอยุธยาหรือไทยในทุกๆรัชกาล เพื่อนำไว้เป็นความรู้รอบตัวด้วยว่าพม่าและไทย

ทำสงครามกันในสมัยของกษัตริย์พม่าองค์ใดกันบ้างด้วยคำอธิบายเล็กๆน้อยๆหลัง

รายพระนามกษัตริย์พม่า  (เป็นการรวบรวมขึ้นมาเองโดยผู้เขียนถ้าผิดพาดหรือตก

หล่นประการใดขอภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย) สงครามพม่ารบไทย

กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้าสู่กรุงหงสาวดี


1. พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ : ทรงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจ

เพราะตลอดรัชกาลพระองค์ทำสงครามเป็นส่วนใหญ่ อยูะยาแน่นอนก็เคยโดนบุก

มาแล้วน่าจะจำกันได้ก็สงครามที่ฝ่ายอยุธยาต้องเสียสมเด็จพระสุริโยทัย ในการ

ทำสงครามระหว่างอาณาจักรตองอูกับอาณาจักรอยุธยา


2. บุเรงนอง : ผู้พิชิต พิชิตอาณาจักรอยุธยา ล้านนา ล้านช้าง มณีปุระ ไทใหญ่

พระองค์ถือเป็นหนึ่งในสามมหาราชพม่าพร้อมด้วยพระเจ้าอโนรธามังช่อและ

พระเจ้าอลองพญา  พระเจ้าบุเรงนองยังถือว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและบริหารที่

เก่งกาจมีความสามารถในการสงครามและการปกครองอย่างดี


3. พระเจ้านันทบุเรง : เป็นพระราชโอรสพระองค์โตของพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ที่

หมายจะจับตัวพระนเรศวรเป็นกลับไปอีกครั้งแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้จนในช่วงท้าย

ของชีวิตนั้นพระเจ้านันทบุเรงได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาหลายต่อหลายครั้ง

เพื่อปราบปรามอยุธยาลงให้ได้ประเทศราชอื่นๆจะได้ไม่แข็งเมืองตาม ที่น่าจะจด

จำกันได้คือโอรสของพระองค์คือ มังสามเกียดหรือพระอุปราชที่มาทำยุทธหัตถีกับ

สมเด็จพระนเรศวร และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนถึงขั้นสิ้นพระชนม์ขาดคอช้าง


4. พระเจ้าอโนเพตลุน หรือ พระเจ้าอังวะมหาธรรมราชา : เคยทำศึกที่ทวาย

และเลยไปตีที่ตะนาวศรีของอยุธยาได้สู้รบกันกับอยุธยาแล้วแพ้ไปรวมทั้งไปทำศึก

ที่ล้านนาเพื่อจัดการความวุ่นวายเสร็จหลังจากนั้นอยุธยาก็ยกทัพไปล้านนาล้านนา

ก็กลับไปเข้าข้างไทยและไล่ขุนนางพม่าไปหมด


5. พระเจ้าปเย (พระเจ้ามหาสีหสุรสุธรรมราชา) : เป็นรช่วงเดียวกับรัชสมัย

ของ  สมเด็จพระนารายณ์ และในสมัยของพระเจ้าปเยนั้นก็ได้รับศึกจากอยุธยา

ที่สมเด็จพระนารายณ์นั้นได้สั่งให้ยกเข้ามาตีอังวะเพื่อแก้แค้นที่กองทัพพม่ายก

ทัพเข้ามาติดตามครอบครัวชาวรามัญที่หนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารครั้งนั้น

พระองค์โปรดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นแม่ทัพ ยกกองทัพไปตีเมือง

ทวาย เมืองเมาะตะมะ แต่สุดท้ายด้วยขัดสนซึ่งเสบียง ทหารเจ็บป่วยเป็นไข้กัน

มากมายจึงได้ยกทัพกลับ


6. พระเจ้าอลองพญา : ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง สามารถรวบรวมบ้าน

เมืองให้เป็นปึกแผ่น ปราบปรามมณีปุระ กอบกู้ล้านนาคืนจากอยุธยา ฟื้นฟูอาณา-

จักรหงสาวดีทรงเป็นกษัตริย์พม่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 พระองค์ ร่วมกับ พระเจ้า

อโนรธามังช่อ และ พระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าอลองพญา สิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

กลับจากการทำสงครามกับอยุธยา ตามพงศาวดารไทยระบุว่าสิ้นพระชนม์เพราะ

ปืนใหญ่แตกที่วัดหน้าพระเมรุ แต่ทางพงศาวดารพม่าระบุว่าสิ้นพระชนม์เพราะ

ประชวร (พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุดท้ายของพม่าอีกด้วย)


7. พระเจ้ามังระ :  เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ในจำนวน 6 พระองค์ของพระเจ้าอลอง-

พญาส่งกองทัพนำโดยเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธาเข้ามาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยา

นานถึง 1 ปีกับสองเดือน แม้ถึงฤดูน้ำหลากก็ไม่หนี ก็สามารถเข้าตีพระนครได้ทำให้

เสียกรุงเป็นครั้งที่ 2 นับว่าเป็นสงครามพม่ารบไทย และทำให้ไทยยับเยินที่สุดนับ

ตั้งแต่มีสงครามมา


8. พระเจ้าจิงกูจา :  พระโอรสของพระเจ้ามังระ ขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษา

เพียง 19 ปี พระเจ้าจิงกูจาต้องการรักษาอำนาจในล้านนาเอาไว้จึงส่งทัพเข้ามาช่วย

คนของพระองค์ที่ดูแลเชียงใหม่อยู่ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่ไทย ทางไทยจึงให้ทิ้ง

เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองร้างไม่มีประโยชน์อันใดเสียเพื่อภายหลังจะได้ไม่ต้อง

แย่งชิงกัน เชียงใหม่จึงกลายเป็นเมืองร้างอยู่ถึงประมาณ 15 ปี และหลังจากนั้น

ไทยกับพม่าก็ว่างสงครามกันมาเป็นเวลา 8 ปีเลยทีเดียว ( เชียงใหม่เคยร้าง 15 ปี

ถือว่าเป็นความรู้รอบตัวที่ดีเลยครับ อ่านมาจากหนังสือไทยรบพม่าครับ)


9. พระเจ้าปดุง : ขึ้นครองราชย์โดยการปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. 2325 ปีเดียวกับ

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทำสงครามกับไทยมากมายหลายครั้งทั้งศึกเล็ก

จนไปถึงศึกใหญ่อย่างสงคราม 9 ทัพนับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงทำสงครามกับ

ไทยมากพระองค์นึงเลยทีเดียวผลัดแพ้ชนะในศึกเล็กๆกับไทยตลอดแต่ศึกใหญ่นั้น

ก็ยังไม่สามารถล้มไทยลงได้เลย พระองค์จึงไม่สามารถสร้างประวัติศาตร์ให้จารึก

ได้ว่าล้มสยามลงได้ ทั้งๆที่พยายามอยู่หลายครั้งก็ตามแต่


10. พระเจ้าจักกายแมง : ในสมัยเดียวกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-

นภาลัย กับ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ไทยช่วยอังกฤษรุกรานพม่าผลสรุป

สุดท้ายพระเจ้าจักกายแมงก็ต้องขอยอมแพ้หลังจากโดนตีถอยร่นเรื่อยๆจนถึง

อังวะ








สัญญาปางหลวง (สัญญาหักหลัง)






สัญญาปางหลวง


      เป็นข้อตกลงความร่วมมือกันของ พม่า ไทใหญ่ ชิน คะฉิ่น ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจาก

การประชุมปางหลวงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พม่า ไทใหญ่ ชิน กะฉิ่น ที่เป็นผลสืบเนื่อง

มาจากการประชุมปางหลวงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อต่อรองขอเอกราชจากอังกฤษ

ซึ่งดินแดนต่างๆทั้งหมด เป็นกลุ่มรัฐอิสระต่อกันที่อังกฤษรวบรวมกันไว้ เช่น พม่า คะฉิ่น

กลุ่มไทใหญ่รัฐมอญ คะยา กะเหรี่ยง และฉาน ซึ่งเป็นต่างกลุ่มต่างเหล่ากันมาก่อน เพื่อขอ

เอกราชจากอังกฤษนำโดย ออง ซาน มีข้อตกลงกันว่ารวมตัวกันก่อนเพื่อตกลงขอแยกตัว

เป็นเอกราชจากอังกฤษ แล้วอยู่รวมกัน 10 ปี จึงค่อยแยกตัวกันไปปกครองตนเองกันอิสระ

หลังการประชุมครั้งนี้ ในวันที่   7  ก.พ.  2490 ตัวแทนฝ่าย ชนกลุ่มน้อยและรัฐต่างๆต่อรอง

กับฝ่ายพม่าพร้อมกับตัวแทนฝ่านรัฐบาลอังกฤษเข้าร่วมประชุมเมื่อ 10 ก.พ. เพื่อเจรจากับ

ตัวแทนสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขา(ชนกลุ่มน้อยและรัฐต่างๆ)จนเป็นที่มาของการ

ลงนามในสนธิสัญญาของ บรรดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่ และตัวแทนจากรัฐต่าง ๆ จึงได้ร่วม

ลงนามในหนังสือสัญญาปางหลวงเมื่อ 12 ก.พ. 2490


สาระสำคัญของ สนธิสัญญา ปางหลวง


 - ตัวแทนของชาวเขา จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษาข้าหลวงเกี่ยวกับพื้นที่ของรัฐ

ชายแดน


 - สมาชิกสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขา ต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหาร

เฉพาะด้าน ที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศและกิจการต่างประเทศ


 - ที่ปรึกษาข้าหลวงและผู้ช่วยที่ปรึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบดินแดนของตนเองดูแลพื้นที่

ของตัวเอง


 - ประชากรในรัฐชายแดนมีสิทธิเท่ากับประชากรในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ


 - การดำเนินงานตามสนธิสัญญาต้องไม่ละเมิดสิทธิทางการคลังของรัฐฉาน รัฐชิน และ

รัฐกะฉิ่น



ข้อตกลงในการถอนตัวเป็นอิสระ 


ในระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพื่อตั้งสหพันธรัฐพม่า อย่างจริงจังนั้น กลุ่มคน

ที่ไม่ต้องการให้รัฐต่างๆแยกตัวปกครองกันเองนั้นได้ลอบสังหารอองซานและที่ปรึกษา

คนอื่นเสียชีวิต เมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490  ทำให้ร่างของรัฐธรรมนูญต่างๆนั้นที่เตรียม

การจะจัดแบ่งการปกครองกันต้องผิดแผนไป แต่เพื่อให้เกิดความสงบขึ้นจึงได้มีข้อตกลง

กันอย่างเช่น


 - อยู่รวมกันก่อน ต้องผ่านไป 10 ปีจึงถอนตัวได้


 -  จะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยเสียง 2 ใน 3  ของสภาแห่งรัฐ (State Counil)


 - ผู้นำของรัฐต้องแจ้งให้ผู้นำของสหภาพทราบเพื่อดำเนินการลงประชามติในขณะที่

ร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงรัฐฉานกับรัฐกะยาเท่านั้นที่มีสิทธิถอนตัว รัฐกะฉิ่นกับรัฐกะเหรี่ยง

ปฏิเสธการเข้าร่วมแต่แรกส่วนรัฐชินถูกกำหนดให้เป็นเขตปกครองพิเศษจึงไม่มีสถานะ

เป็นรัฐตามรัฐธรรมนูญนี้


 - รัฐที่มิได้ใช้สิทธิถอนตัวเท่านั้น  ที่ยังคงสามารถใช้สิทธิต่างๆที่บัญญัติเอาไว้ได้

ซึ่งในภายหลัง มีการฉีกรัฐธรรมนูญ โดยการเข้ายึดอำนาจโดยนายพลเน วินก่อรัฐ

ประหารขึ้นเสียก่อนเมื่อ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2508 และได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ

จับผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้าที่คุมขัง สิทธิในการถอนตัวจึงโดนยกเลิกไปอัติโนมัติ ทำให้

ในพม่าตามขอบชายแดนติดกับไทยและพื้นที่ชนกลุ่มน้อยชาวเขาต่างๆ ยังมีการสู้รบ

การต่อต้านกันอยู่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่มีมานานของเมียนมาร์

และดูท่าทางจะจบลงยากเพราะเหมือนเป็นการหักหลังต่อข้อตกลงสัญญาที่มีต่อกัน

โดย ยะไข่เองก็ไม่ชอบพม่ามาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไทใหญ่เป็นชนที่ต้องการเอกราช

และจัดตั้งประเทศของตัวเองเป็นอย่างมาก แต่จะรวมกันติดหรือไม่อีกเรื่องนึง ชนมอญ

ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาลของพม่าก็ไม่อยากจะอยู่ร่วมกันซํกเท่าไหร่ กะเหรี่ยงประกาศตน

มาแต่แรกแล้วว่าเมื่อหลุดจากอังกฤษกะเหรี่ยงต้องเป็นประเทศ แต่ก็โดนควบคุมและ

หักหลังในที่สุด คะฉิ่น   ปัจจุบันก็ยังปะทะกับกองทัพพม่าอยู่แต่ละพื้นที่ยังมีความรุนแรง

กันอยู่เรื่อยๆ สาเหตุที่พม่าต้องนำกำลังเข้าควบคุมและมีการฉีกรัฐธรรมนุญเหมือนการ

หักหลังกลุ่มสมาชิกสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขา เพราะถ้านับดูแล้วถ้ากลุ่มเหล่านี้

แยกตัวกันหมดประเทศแทบจะเหลือดินแดนไม่มากเลยเสียดินแดนไปเยอะ โดยเฉพาะ

รัฐฉาน คะฉิ่นกะเหรี่ยง ที่อยู่ติดขอบกับศูนย์กลางของพม่าหรือเมียมาร์มากอาจเป็น

อันตรายได้เลยยึดอำนาจรวมตัวกันเป็นสหภาพ ไปแบบนี้อยู่ที่ว่าต่อไปกลุ่มแบ่งแยก

ดินแดนเรียกร้องสิทธิการปกครองจะสามารถสู้กับรัฐบาลกลางได้หรือไม่เท่านั้นเอง

นับเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของพม่า ที่มีการยกเลิกการแยกตัวเพื่อรวมเป็นชาติใน

ปัจจุบันส่งผลให้เกิดการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยมากมาย ไม่จบไม่สิ้น


เกร็ดความรู้ ผู้ลงนามในสัญญาปางหลวงได้แก่ 

 - ฝ่ายพม่า  อองซาน

 - ฝ่ายคะฉิ่น

1. สะมาตูวาสิ่นวาหน่อง(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )

2. ตูวาจ่อริด(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )

3. เต่งระต่าน(ตัวแทนจากเมือง มิดจีนา )

4. ตูวาเจ๊าะลุน(ตัวแทนจากเมือง บ้านหม้อ )

5. ละป่านกะหร่อง(ตัวแทนจากเมือง บ้านหม้อ )


 - ฝ่ายไทใหญ่ ประกอบด้วย

1. เจ้าขุนปานจิ่ง(เจ้าฟ้า น้ำสั่น )

2. เจ้าส่วยแต๊ก( เจ้าฟ้า ย่องฮ่วย )

3. เจ้าห่มฟ้า( เจ้าฟ้า แสนหวีเหนือ )

4. เจ้าหนุ่ม( เจ้าฟ้า ลายค่า )

5. เจ้าจ่ามทุน( เจ้าฟ้า เมืองป๋อน )

6. เจ้าทุนเอ( เจ้าฟ้า ส่าเมืองคำ )

7. อูผิ่ว( ตัวแทนจากเมือง สี่แส่ง )

8. ขุนพง( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )

9. ติ่นเอ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )

10. เกี่ยปุ๊( ตัวแทนนักศึกษากลุ่ม เพื่อเอกราชรัฐฉาน )

11. เจ้าเหยียบฟ้า(  ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )

12. ทุนมิ้น ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )

13. ขุนจอ ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน )

14. ขุนที ( ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน


ฝ่ายชิน

1. ลัวะมง(ตัวแทนจากเมือง กะลาน )

2. อ่องจ่าคบ(ตัวแทนจากเมือง ต๊ะเต่ง )

3. กี่โหย่มาน(ตัวแทนจากเมือง ฮาคา )




เสียดินแดนครั้งที่ 9 ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน





ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน 


  (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)เสียให้แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000

ตร.กม. ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2435


     สาเหตุ : ปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐฉานและรัฐกะยาในสหภาพพม่า

ดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นจำนวนมากทั้งไทใหญ่และกะเหรี่ยงเป็น

ดินแดนที่ค่อนข้างเข้าถึงยากเกินกว่าที่อำนาจของล้านนาจะเข้าไปถึงและยังเป็นพื้นที่

ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ทำให้อังกฤษสนใจพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้หลัง

จากอังกฤษสามารถยึดครองพม่าได้เสร็จสรรพแล้วอีกทั้งมีสถานีการค้าอยู่ที่อินเดีย

อีกซึ่งเป็นเขตที่ติดต่อกันได้ง่ายระหว่างพม่าและอินเดียสมประโยชน์ในด้านทรัพยากร

ของอังกฤษ  เป็นอย่างยิ่งอังกฤษเลยใช้วิธีการอ้างศิทธิว่าพื้นที่ในดินแดนฝั่งซ้าย

แม่น้ำสาละวินนี้เคยเป็นของพม่ามาก่อนเพราะฉะนั้นจึงต้องตกเป็นของอังกฤษ

ฝ่ายไทยหรือสยามในขณะนั้นก็อ้างสิทธิโดยชอบว่าดินแดนแถบนั้นอยู่ภายใต้การ

ครอบครองของอาณาจักรล้านนนามาเป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ทางฝั่งพม่าก็ยอมรับ

เรื่องนี้มานานและได้ใช้แม่น้ำสาละวินเป็นเส้นกั้นเพื่อแบ่งเขตแดน อังกฤษถึงจะรู้

ดังนั้นแต่ด้วยความที่ป่าแถบนั้นอุดมสมบูรณ์มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยวก็ไม่สนใจ

และอ้างว่าไม่ยอมรับเพราะไม่มี การทำเขตแดนเป็นลายลักษณ์อักษร  

 
        และประชากรในแถบนั้นยังเป็นคนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตพม่าไม่ใช่คนของสยาม

ที่อยู่ที่นั่น  อังกฤษในฐานะผู้อยู่เหนือพม่าและดินแดนชายขอบของล้านนาที่ยังไม่

เด่นชัดจึงอ้างสิทธิเข้ายึดครองโดยไม่สนใจฝั่งสยามเพราะทหารสยามในขณะนั้น

ไม่มีกำลังรบที่จะต่อกรกับแสนยานุภาพของจักวรรดิอังกฤษได้เลย


      จำต้องยอมให้อังกฤษมีอำนาจและปกครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน

แถบนั้นไปทั้งหมด สยามก็เป็นฝ่ายยอมยุติยกหัวเมืองเงี้ยวและกะเหรี่ยงให้อังกฤษไป




เสียดินแดนครั้งที่ 6 สิบสองปันนา





สิบสองปันนา


     สิบสองปันนา ประมาณ 90,000 ตร.กม. ช่วงรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของ

มณฑลยูนนานประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 พฤษภาคม 2393 เสียให้แก่พม่า


           สาเหตุ : เกิดการก่อกบฎแย่งราชสมบัติกันในเมืองเชียงรุ้งหลังจาก เจ้าหม่อม

มหาวัง เจ้าเมืองคนก่อนได้ตายไป เจ้ามหาขนานได้ขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองแทนแต่เจ้า

สาระวันเขยของเจ้าเมืองคนเก่าไม่พอใจและได้จับ เจ้ามหาขนานฆ่าทิ้งเสียแล้วไปพึ่ง

ใบบุญจากฝั่งจีนให้มาหนุนกหลังอำนาจของตัวเอง ทางด้านหม่อมหน่อคำ ลูกชายของ

เจ้ามหาขนานที่โดยเจ้าสาระวันฆ่าไปก็ได้หนีไปพึ่งใบบุญฝั่งพม่า ทางพม่าได้ยินดังนั้น

เลยอาสาช่วยเหลือโดยส่งกำลังไปยึดเมืองเชียงรุ้งแล้วให้ หม่อมหน่อคำ ขึ้นไปเป็น

เจ้าหน่อคำ ครองเมืองต่อไปเจ้าสาระวันหรือเจ้าแสนหวีฟ้าก็เลยต้องหลบหนีเข้าไป

อยู่ในจีนแต่อนิจจาเจ้าหม่อมหน่อคำก็ถูกกบฎสังหาร คราวนี้เจ้าแสนหวีฟ้าเลยเข้าไป

คุยกับกษัตริย์พม่าเพื่อขอเข้าไปครองเชียงรุ้งอีกครั้งและสำเร็จ ทำให้เจ้าแสนหวีฟ้า

สามารถเป็นเจ้าเมืองเชียงรุ้ง แต่ก็ปกครองได้ไม่ดีขูดรีดไถประชาชน ทำให้ชาวบ้าน

ลุกฮือขับไล่จนต้องไปพึ่งพม่าและได้ส่งน้องชายที่เป็น อุปราชมาขอให้ไทยช่วย

รัชกาลที่ 3 เห็นว่าจะบุกไปตีเอาเชียงรุ้งคืนต้องตีเอาเชียงตุงซึ่งเป็นฐานที่พม่าจะใช้

มาให้ได้เสียก่อนจึงให้หัวเมืองล้านนาจัดกำลังพลเข้าตีแต่ด้วยความที่การเข้าตีไม่

สามัคคีพร้อมเพรียงกันทำให้ไม่สามารถตีเชียงตุงแตกได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไป

ตีเอา สิบสองปันนาคืนมาได้เลยตกเป็นของพม่าไป มาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ให้

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท   ยกทัพไปตีเชียงตุงเป็นครั้งที่ 2 แต่ไม่สำเร็จเนื่องจาก

หัวเมืองล้านนาไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหรร่นักเลยต้องเสียสิบสองปันนาให้แก่พม่า

และต่อมาเลยเป็นดินแดนของจีนไปปัจจุบันดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน

ไปแล้วอยู่ในเขตมณฑลของจีน ยูนนาน

 เสียดินแดนครั้งที่ 6 สิบสองปันนา







เสียดินแดนครั้งที่ 2 มะริด ทวาย ตะนาวศรี





มะริด ทวาย ตะนาวศรี


 เมืองท่าที่สำคัญไปในรัชกาลที่ 1 เป็นการเสียให้แก่พม่าคิดเป็นพื้นที่ ราวๆ 55,000

ตร.กม.  ใน พ.ศ.2336 


      มะริด ทวาย ตะนาวศรี เป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านการทหารและ

ด้านการค้า เนื่องจากทางเจ้าเมืองทวายในยุคนั้นฝักใฝ่เข้ากับทางพม่ามากกว่าทาง

สยามต้องการอยู่ในอารักขาของทางพม่ามากกว่าพม่ายกพลกว่า 5 หมื่นนายเข้า

ปะทะกับทางสยาม ตอนพม่าจะเข้าตีทวายนั้นถึงเมืองทวายจะเป็นของสยาม


         แต่...ข้าราชการกรมการเมืองด้านในยังคงเป็นของพม่าอยู่ทำให้ จึงทำให้

มีไส้ศึกส่งข่าวและปั่นป่วน ทางสยามต้องเจอทั้งศึกภายในและศึกภายนอกทำให้

ประสบปัญหาอย่างหนักในการรักษาดินแดนแถบนั้น และไม่สามารถรักษาเมืองไม่ได้

ปีพ.ศ.2336 ทวายจึงถูกพม่าตีกลับคืนไปได้ในที่สุด ซึ่งเกิดเหตุการณ์ไส้ศึกแบบนี้

เช่นเดียวกัน ในเมืองมะริดทำให้ กรมพระราชวังบวรสถานมหาสุรสิงหนาทที่ตั้งรบ

อยู่ที่มะริด เกิดความลำบากเป็นอย่างมากเช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าทัพหลวงที่ทวายถอย

กลับไปอยู่ในเขตดินแดนสยามแล้ว จึงถอยทัพกลับเช่นกันไทยจึงเสียดินแดน มะริด 

ทวาย ตะนาวศรี ไปให้แก่พม่านับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


    ซึ่งเมื่อภายหลังอังกฤษยึดพม่าแล้วรวมพม่าเข้าไปเป็น มณฑลนึงของอินเดียทำให้

ทวายตกเป็นของอังกฤษและเมื่อพม่าได้เอกราช  มะริด ทวาย ตะนาวศรีก็ตกเป็นของ

พม่าจนถึงปัจจุบัน



เสียดินแดนครั้งที่ 4 แสนหวี เมืองพง เชียงตุง





แสนหวี เมืองพง เชียงตุง


แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เสียให้กับพม่าในปีพ.ศ. 2368ในรัชกาลที่ 3 พื้นที่

62,000 ตร.กม.



คุ้มหลวงเชียงตุง ของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง


   : แต่เดิม แสนหวี เมืองพง เชียงตุง เป็นเขตดูแลของล้านนาที่เป็นประเทศราชของ

สยามแต่ในช่วงที่เสียดินแดนส่วนนั้นไปทางสยามมีศึกประชิดรอบด้านทำให้ไม่สามารถ

ดูแลปกป้องได้เพราะติดศึกกับทางเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ทางใต้แถบไทรบุรี กลันตัน

พม่าเลยได้ทีหาจังหวะเหมาะเข้ามาปกครองและดูแลอาณาเขตทั้ง 3 เมืองเหล่านั้นเสีย

หลังจากนั้นเมื่อปราบศึกต่างๆจนหมดสิ้นแล้วช่วงปลายรัชกาลที่ 3ได้มีการตีเมืองเอาคืน

มาแต่ไม่สำเร็จจนกระทั่งต่อมาพม่าได้เสียให้แก่อังกฤษทำให้อังกฤษที่เข้ายึดครองพม่า

ได้ก็ผนวกทั้งหมดเข้าไปเป็นดินแดนอาณานิคมของตัวเอง และเมื่่ออังกฤษได้ให้เอกราช

แก่พม่าแล้วนั้น ดินแดนแสนหวี เมืองพง เชียงตุง นี้ก็ตกไปเป็นของพม่าโดยสิ้นเชิง

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แม่ทัพฝ่ายกรุงเทพฯในการยกทัพไปรบเชียงตุงครั้งรัชกาลที่ 4

ปรากฏว่าทัพสยามตีเชียงตุงไม่สำเร็จ




ประชาคมอาเซียน : ประเทศพม่า Myanmar







ประชาคมอาเซียน : ประเทศพม่า Myanmar

หมวด >> อาเซียน

สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า (Republic of the Union of Myanmar)



                  ประเทศพม่าหรือ เมียนมาร์ ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐแห่ง

สหภาพพม่า หรือสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีพรมแดนติดกับ อินเดีย

บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย หนึ่งในสามของพรมแดนพม่าที่มีความยาว 1,930

กิโลเมตรเป็นแนวชายฝั่งตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน


พรมแดน


ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อกับทิเบตและมณฑลยูนนานของจีน

ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดต่อกับบังกลาเทศและอินเดีย

ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับลาวและไทย

ทางตะวันตกเฉียงใต้และใต้แนวชายฝั่งต่อเนื่องตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน


เมืองหลวง   เนปีดอ


เมืองใหญ่สุด ย่างกุ้ง


ภาษาทางการ ภาษาพม่า


การปกครอง ระบบประธานาธิบดี


มีพื้นที่ 676,578 ตร.กม. พม่ามีประชากรกว่า 50 ล้านคน มีความหลากหลายทาง

เผ่าพันธ์และชาติพันธ์เช่นชาติพันธุ์พม่า 63% ไทยใหญ่ 16% มอญ 5%ยะไข่ 5%

กะเหรี่ยง 3.5% คะฉิ่น 3% ไทย 3% ชิน 1%กว่า 90%   นับถือศาสนาพุทธนิกาย

เถรวาท หรือหินยาน


พม่าในยุคล่าอาณานิคมอังกฤษได้หมายเข้ามายึดครองพม่า เอามาเป็นหนึ่งใน

อาณานิคมเหมือนอินเดียและได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 จบลงด้วย

ชัยชนะของอังกฤษ ทำให้พม่านั้นเสียดินแดนอัสสัมมณีปุระ ยะไข่ และตะนาวศรี

จากการทำสนธิสัญญายันดาโบ (Yandaboo) ที่จำใจต้องทำ แต่แล้วพม่าก็ได้

ยกเลิกสนธิสัญญานั้นแล้วเริ่มต้นตอบโต้อังกฤษทำลายแหล่งผลประโยชน์

ของอังกฤษจนทำให้อังกฤษต้องเข้าทำสงครามกับพม่าอีกครั้งและอีกเช่นเคย

อังกฤษที่เป็นดั่งพญาราชสีห์เพราะเป็นมหาอำนาจ มีบริวาร อาณานิคมมากมาย

จนได้ชื่อว่า ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ก็สามารถเอาชนะพม่าไปได้อีก

และอังกฤษก็ผนวกรวมหงสาวดีและดินแดนใกล้เคียงเข้าไปในเขตของตนอีก

ความวุ่นวายในพม่ายังเกิดไม่หยุดหย่อนจนในที่สุด  พระเจ้าธีบอตัดสินพระทัย

ยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศ

สงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428ซึ่งสงครามครั้งนี้เองที่

อังกฤษสามารถนำมาเป็นข้อกล่าวอ้างที่จะเข้าฮุบรวมเข้ายึดครองพม่าได้

เสร็จสรรพจบหมดพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2429 และ

ญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทในการแยกตัวของพม่าจากอังกฤษ ในเชิงอยากจะ


ครอบครองต่อ แต่ต่อมาญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2พม่าเลยเจรจาขอ

เป็นเอกราชกับอังกฤษโดยอังกฤษได้มอบเอกราชให้พม่าในวันที่ 4

มกราคม 2491


ประเทศพม่าแบ่งเป็น 7 เขต  และ 7 รัฐ


เขตเกษตรกรรมคือบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง

แม่น้ำทวาย-มะริดปลูกข้าวเจ้า ปอกระเจา อ้อย และพืชเมืองร้อนอื่น ๆ

ทำเหมืองแร่


ภาคกลางตอนบนมีน้ำมันปิโตรเลียม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขุดแร่ หิน

สังกะสี


ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำเหมืองดีบุกทางตอนใต้เมืองมะริดมีเพชรและหยก

จำนวนมากการทำป่าไม้ มีการทำป่าไม้สักทางภาคเหนือ ส่งออกขายและล่องมา

ตามแม่น้ำอิรวดีเข้าสู่ย่างกุ้ง อุตสาหกรรม กำลังพัฒนา อยู่บริเวณตอนล่าง เช่น

ย่างกุ้ง และ มะริด และทวายเป็นอุตสาหกรรมต่อเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ของพม่า


พม่านั้นเคยตกอยู่ในช่วงยากจนอย่างหนักแต่ในปีที่ผ่านมา 2556 พม่าได้ทำหาร

เปิดประเทศและ พัฒนาเศรษกิจ ของตัวเองซึ่งประเทศนี้มีศักยภาพเพียงพอต่อ

การเป็นประเทศชั้นนำได้ มีโครงการสร้างท่าเรือสินค้าที่ ทวาย มีการจัดการ

เลือกตั้งแบบประชาธิปไตย การริเริ่มครั้งนี้นับได้ว่าพม่าจะเป็นชาติที่กำลังพัฒนา

ในทางที่ดียิ่งขึ้น บวกกับทรัพยากร และ ศักยภาพของประเทศคาดว่าไม่นานนัก

เมื่อเปิดประชาคมอาเซียนพม่าจะเติบโตทัดเทียมประเทศชั้นนำในย่านนี้แน่นอน

เพราะพวกเขานั้นมีความพร้อมด้านทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและบุคคลอยู่อย่าง

พรั่งพร้อม ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่นและตอนนี้พวกเขาได้เปิดประเทศให้นัก

ลงทุนจากต่างชาติและการเมืองก็ดีขึ้นมามากแล้วหนำซ้ำยังมีภูมิประเทศที่

เหมาะสมในการขนส่งสินค้าทางน้ำ รวมทั้งแรงงานที่มีราคาถูกและมีฝีมือ

(ที่เคยเข้ามาทำงานที่ไทย)ทำให้พม่าเป็นอีกประเทศที่จะสามารถเป็นผู้นำ

ของภูมิภาคนี้ ถ้าสามารถจัดการปัญหาภายในประเทศ ทั้งการเมืองการแบ่ง

ชนชาติและปัญหาชนกลุ่มน้อยได้เพราะมีจีน ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในเอเชียคอยให้

การสนับสนุนอยู่ไม่ขาดในการแก้ไขปัญหานี้ของเมียนมาร์







ธงชาติพม่า (ความหมาย)






ธงชาติพม่า (ความหมาย)


ธงชาติพม่า >>> ดูรูป หรือ ธงชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์   เริ่มใช้เมื่อ

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553ธงแบ่งเป็น 3 แถบ มีดาว 5 แฉกตรงกลาง แถบบนสุดสี

เหลือง แถบกลางสีเขียว แถบสีแดงล่างสุดโดยมี ดาาว 5 แฉกสีขาว ทับตรงกลาง 1

ดวงธงผืนนี้ได้มีการเสนอเข้ามาในช่วงเดือนกันยายน ของปี 2550  ซึ่งได้กำหนด

รวมอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของสหภาพพม่าด้วย เมื่อมีการรับรองร่างรัฐ

ธรรมนูญดังกล่าว โดยการลงประชามติในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551 และได้เริ่ม

ชักขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553


ความหมายของธงชาติเมียนมาร์


สีเขียว หมายถึง สันติภาพ ความสงบ และความอุดมสมบูรณ์ของสาธารณรัฐแห่ง

สหภาพเมียนมาร์


สีเหลือง หมายถึง ความสามัคคีของคนในชาติ (เพราะประเทศเมียนม่าร์มีชนกลุ่ม

น้อยที่ค่อนข้างจะไม่ชอบรวมอยู่ในการปกครองของรัฐบาลกลางอยู่พอสมควร)


สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง เด็ดขาด (หรือความมีเกียรติ)


ดาวสีขาว หมายถึง สหภาพอันมั่นคงเป็นเอกภาพ