แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด

ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2






ไทยเสียดินแดน




  ไทยเสียดินแดนให้ชาติประเทศใดบ้าง หลังจากหน้าแรกเรื่องการเสียดินแดน 

คือ " ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1 "  หน้านี้เป้นหน้าที่ 2 ต่อจากการเสีย

ดินแดน ให้อังกฤษและพม่า มาหน้านี้จะพูดถึงการเสียดินแดนให้ ฝรั่งเศส และ

ญวน (เวียดนาม) เอาไว้เป็นความรู้รอบตัว ครับ


3. ฝรั่งเศส 

- เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ : เขมรได้แอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้

ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนที่เสียไปให้ญวณ ให้กลับมาอยู่กับฝรั่งเศสจึงได้ส่งกองเรือ

เข้ามาประชิดเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อข่มขุ่ทางฝ่ายสยามหลายครั้งทางไทย

เห็นว่าไม่มีทางจะต่อสู้กับฝรั่งเศสได้ จึงต้องยอมไปเขมรอีกครั้งและมาช่วย

คุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยาม

- สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : ฝรั่งเศสอ้างว่ามาช่วยปราบฮ่อและเข้ายึดเมือง

คุมกำลังไว้หน้าตาเฉย จนต้องเจรจาและยอมให้ฝรั่งเศสไปเพื่อหลีกเลี่ยงการ

ปะทะ

- เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) : 

ฝรั่งเศสอ้างสิทธิว่าลาวเคยเป็นของญวณมาก่อน

(ซึ่งตอนนั้นญวณตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไปแล้ว) ไทยกับฝรั่งเศสจึงสู้รบกัน

จนเกิดเป็น วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้ไทยต้องยอมเมื่อฝรั่งเศสปเอาเรือรบมา

ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้พร้อมยิงเข้ามาในพระนครสยามจำต้องยอมยก

ดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และต้องจ่ายเงินค่าเสียหาย

ให้แก่ฝรั่งเศส

-  เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง : หลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ไทยต้องยอม

ฝรั่งเศสและฝรั่งเศสได้ทำการยึดเอาเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน ซึ่งเป็นแผ่นดิน

หลักสำคัญทางการทหารชายฝั่งตะวันออกอีกด้วยในจันทบุรีคนส่วนใหญ่เป็นไทย

ซึ่งสำคัญต่อประเทศมากกว่าเลยต้องยอมเสียเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อ

แลกกับจันทบุรี

- มลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) : ฝรั่งเศสก็ถอนตัวออกจาก

จันทบุรีแต่ได้เข้าไปทำการยึดเมืองตราด และเกาะต่างๆ รวมถึงเกาะกง (เมือง

ประจันตคีรีเขตต์) เกาะกูดแทนโดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติ

ตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัดตราดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลไม่ต่าง

จากจันทบุรีเลยโดยต้องยอมเสียดินแดน มณฑลบูรพาไปแลกกับตราดและ

เกาะแก่งต่างๆที่โดนยึดไปคืนและเจรจาให้ศาลไทยมีอำนาจชำระคดีความคน

ในบังคับฝรั่งเศสได้ ฝรั่งเศสยอมตามที่ขอแต่ก็ไม่ยอม คืนเกาะกงให้แก่ไทย

จนในที่สุดเกาะกงก็ต้องตกเป็นอยู่กับกัมพูชาในปัจจุบัน


4. เวียดนาม หรือ ญวณ 

- บันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : หลังจากที่รัชกาลที่ 1 สวรรคตเนื่องจากทางสยาม

นั้นกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ทางญวณเลยไม่มีความเกรงใจเหมือรัชกาลก่อน

สยามก็ยังทำสงครามกับพม่าแถวภาคใต้ จึงเป็นเหตุให้ญวณเข้ายึดครอง

บันทายมาศ ตอนนั้นทางสยามยังไม่มีกำลังพอจะไปเอาคืนเพราะติดศึก

อยู่จึงปล่อยไปก่อนต่อมาญวนเข้าตีเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของสยามทำให้

ต้องรบกันอยู่นับ 10 ปี จนต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลังลง จนต้องทำสัญญาสงบศึกกัน

ทางสยามยังมีสิทธิบนดินแดนเขมรอยู่แต่ก็ไม่สามารถเอาบันทายมาศคืนมาได้

ปัจจุบัน บันทายมาศ เป็นส่วนนึงของจังหวัด กัมปอต ของกัมพูชา







ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1






ไทยเสียดินแดน



เป็นที่ทราบกันดีว่า อาณาจักรสยามในอดีตหรือประเทศไทยในปัจจุบันเคยมีพื้นที่ๆ

อยู่ใต้อำนาจของตนกว่า 1 ล้านตารางกิดลเมตร เป็นชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองชาติ

ตะวันตกในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันกว้างขวางไปทั่วโลกแต่ไทยเราเองนั้นก็ได้

รับผลกระทบไปไม่น้อยจากการที่ต้องเสียดินแดน นครรัฐต่างๆไปเผื่อแลกกับ

อิสระภาพในแผ่นดินหลักเอาไว้ บทความนี้จะมารวมการเสียดินแดนของไทย

ว่าไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง เสียไปอย่างไร (แบบคร่าวๆสั้นๆพอเข้าใจ) 

บางดินแดนที่เสียไปนั้นเป็นการเสียไปในหลายช่วงหลายยุคหลายตอน แต่เกิดขึ้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น


ไทยเสียดินแดนเหล่านั้นไปมากกว่า ดินแดนที่มีอยู่ในขณะนี้เสียด้วยซ้ำ

(ปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ราวๆ 513,120 ตร.กม.) แต่พื้นที่ที่เสียไปนั้นมากกว่า

600,000 ตร.กม.


มาดูกันครับว่าไทยเราหรือสยามในอดีตเสียพื้นที่ให้ชาติใดอย่างไรกันบ้าง


1. อังกฤษ :

- เกาะหมาก (รัฐปีนัง) : อังกฤษต้องการเพื่อเป็นอำนาจทางการค้า + เจ้าเมือง

ไทรบุรีพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะเพื่อบีบไทย

ทำให้ไทยต้องยอมถอยออกมา

-  รัฐเปรัค :  อังกฤษกำลังสร้างอำนาจทางแหลมมลายู อังกฤษใช้ข้ออ้างในการ

ทำการค้ากับเปรัคเข้ามาปกครองเสียเอง

- ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)  : มีทรัพยากร

ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และทางล้านนาเข้าไปมีอิทธิพลไม่ถึงอังกฤษจึงอ้างสิทธิเหนือ

ดินแดนเหล่านี้ว่าเป็นของพม่าที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้วยึดเอาไป

- หัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี) :  เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ระหว่างสยามกับอังกฤษ แลกกับอำนาจศาลไทยที่จะบังคับคดีความผิดของคน

อังกฤษในดินแดนไทยซึ่งแต่ก่อนไม่สามารถทำได้ เพื่อขอกู้เงิน มาสร้างทางรถไฟ

สายใต้จากเพชรบุรีลงไปจนถึงชายแดนมลายู ปลดหนี้สินที่ทางสยามมีอยู่กับ

จักรวรรดิอังกฤษเพราะทางหัวเมืองมลายูจะเป็นคนชดใช้แทนและดินแดนเหล่านั้น

ปกครองยาก จะเสียไปในไม่ช้าสู่ยกให้อังกฤษเพื่อเอามาแลกผลประโยชน์และ

สิทธิในศาลจะดีกว่า

คุ้มหลวงเชียงตุง ของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง

2. พม่า :

- สิบสองปันนา  : เกิดการก่อกบฎแย่งราชสมบัติกันในเมืองเชียงรุ้ง 2 ฝั่งจึงเข้าไป

พึ่งจีนและพม่ามาถ่วงกันจนในที่สุดพม่าสามารถครองไปได้ไทยพยายามตีคืน

แต่ไม่สำเร็จต่อมาภายหลังจึงได้ตกเป็นของจีนจนถึงปัจจุบัน (แต่ไทยเสียให้

พม่าไปก่อนแล้ว)

- แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เป็นพื้นที่รับผิดชอบของล้านนาแต่สยามเองติดศึก

หลายด้านที่ต้องเฝ้าระวังและ เชียงตุงก็อยู่ห่างไกลพม่าได้โอกาศเหมาะเข้ารวม

เอาไว้ จึงเสียแก่พม่าไปและตกเป็นของอังกฤษเมื่อพม่าแพ้สงครามกับจักรวรรดิ

อังกฤษ

- มะริด ทวาย ตะนาวศรี  : ได้แผ่นดินไม่ได้ใจคนเพราะผู้คนรวมถึงกรมการเมือง

ต่างๆยังฝักใฝ่กับพม่าพม่าบุกโจมตีทวายโดยมีไส้ศึกภายในทำให้สยามพ่ายแพ้

ไปและต่อมาก็ไม่มีกำลังจะเอาคืนกลับมาได้อีก (ดินแดนนี้น่าเสียดายมากเพราะ

เป็นเมืองท่าที่สำคัญในปัจจุบัน)

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง

 >>> ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2

อ่านต่อหน้า 2ได้เลยครับจะเป็นเกี่ยวกับฝรั่งเศสและ ญวน (เวียดนาม) 







ไทยเสียดินแดน





การเสียดินแดนของไทย


     รวมการเสียดินแดนของไทยเอาไว้ ทั้งการเสียไปจากการสู้รบแย่งชิง การเสีย

ไปจากการโดนข่มขู่จากการล่าอาณานิคมที่ชาติตะวันตกเข้ามารุนรานพื้นที่ทั่ว

โลกรวมถึงแถบนี้ และการเสียดินแดนเพื่อแลกกับเรื่องราวสิทธิต่างๆการพัฒนา

ต่างๆของไทยเอง 


1.เกาะหมาก (รัฐปีนัง) : เสียให้กับจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 11 สิงหาคม 2329 


คิดเป็นพื้นที่รวม 375 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 1 อ่านต่อ >> เกาะหมาก (รัฐปีนัง)


2. มะริด ทวาย ตะนาวศรี : เมืองท่าที่สำคัญไปในรัชกาลที่ 1 เป็นการเสียให้

แก่พม่าคิดเป็นพื้นที่ ราวๆ 55,000 ตร.กม.  พ.ศ.2336

อ่านต่อ >> มะริด ทวาย ตะนาวศรี


3.เสียบันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : ใน พ.ศ.2353 ให้ญวณในรัชกาลที่ 2 และ

ได้ตกเป็นของฝรั่งเศส สุดท้ายในปัจจุบัน พื้นที่ตรงนั้นเป็นส่วนนึงของจังหวัด

กัมปอต ของกัมพูชา อ่านต่อ >> เสียบันทายมาศ


4. แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เสียให้กับพม่าในปีพ.ศ. 2368 ในรัชกาลที่ 3 พื้นที่

62,000 ตร.กม.เมื่่ออังกฤษได้ให้เอกราชแก่พม่าแล้วนั้น ดินแดนทั้ง 3 นี้ก็ตกไปเป็น

ของพม่าโดยสิ้นเชิง อ่านต่อ >> แสนหวี เมืองพง เชียงตุง


5. รัฐเปรัค : เสียให้กับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2369  ในสมัยรัชกาลที่ 3  ทางเปรัคเองก็

มีท่าทีหันไปพึ่งอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2367 อังกฤษกำลังสร้างอำนาจทาง

แหลมมลายู อ่านต่อ >> รัฐเปรัค


6. สิบสองปันนา : ประมาณ 90,000 ตร.กม. ช่วงรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของ

มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 พฤษภาคม 2393

อ่านต่อ >> สิบสองปันนา


7. เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ : ในรัชกาลที่ 4 พื้นที่มากถึง 124,000

ตร.กม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2410 ให้ฝรั่งเศส อ่านต่อ >> เขมรส่วนนอก


8.การปราบฮ่อ และการเสีย สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : พื้นที่ประมาณ

87,000 ตร.กม. เสียให้แก่ฝรั่งเศส ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอม

เกล้าเจ้าอยู่หัว อ่านต่อ >> สิบสองจุไท


9. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง) :

เสียให้แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000 ตร.กม. ในวันที่ 27 ตุลาคม

พ.ศ. 2435 อ่านต่อ >> ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน



10. เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) :

เป็นการเสียดินแดนครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ  143,000

ตร.กม. ให้แก่ฝรั่งเศสในวันที่  3 ตุลาคม 2436  อ่านต่อ >>  ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง


11. เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง  : ในช่วงรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวม  25,500 ตร.กม.

เสียให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อเอาไปแลกเอาจันทบุรีคืนจากฝรั่งเศส

อ่านต่อ >>  ฝั่งขวาแม่น้ำโขง


12. มลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) ให้แก่ฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 5

พื้นที่ 51,000 ตร.กม.เพื่อแลกกับดินแดนไทยที่ ฝรั่งเศสยึดไป อย่างตราด เกาะกง

และด่านซ้ายและอำนาจศาลไทยที่จะบังคับต่อคนในบังคับของฝรั่งเศสในประเทศ

ไทย  อ่านต่อ >>  มลฑลบูรพา


13. หัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี)  :  ในรัชกาลที่ 5

พื้นที่ 80,000 ตร.กม. ในปี 2451 เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างสยามกับอังกฤษ

อ่านต่อ >> หัวเมืองมลายู


14. เขาพระวิหาร   ( ยังไม่มีบทความ  )









อานามสยามยุทธ คือ





" อานามสยามยุทธ "


          อานามสยามยุทธ หรือ สงคราม สยาม - ญวน (ไทย - เวียดนาม) ซึ่งเกิดใน

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ซึ่งเป็นศึกที่ต่อมาจากการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ในปี 2371 การสงครามสยาม - ญวน

กินเวลาอยู่ราว 14 ปีระหว่าง พ.ศ. 2376 - 2390  ซึ่งสงครามอานามสยามยุทธครั้งนี้

ก่อความเสียหายใหญ่หลวงอย่างหนักแก่ทั้ง 2 อาณาจักรเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่ง

สงครามที่ยาวนานและน่าติดตามรวมถึงมีการพูดถึงไม่มากในประวัติศาสตร์ไทย เพราะ

ส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับศึกที่มาจากฝั่งพม่าเพราะมีการศึกบ่อยครั้งและไทยเราโดน

กระทำมากกว่าด้านอื่น



  สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่ในช่วงนั้นญวนได้เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวหลังจากปราบปราม

สงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันมาในยุคเดียวกับปลายอยุธยาและรัชกาลที่ 1 และ

ต้องการประกาศแสนยานุภาพรวมถึงเล็งเห็นประโยชน์ของดินแดนลาว และเขมรที่ในขณะ

นั้นเป็นประเทศราชส่งบรรณาการให้ทางสยามอยู่ทำให้ญวนต้องการอยากจะได้มาครอบ

ครองเป็นของตนไว้หรืออยากจะแบ่งชิ้นเค้กอันหอมหวานมาครอบครองเป็นของตนบ้าง

ซึ่งแต่เก่าก่อนเราจะเห็นว่าส่วนใหญ่เราจะรบกันแต่พม่าซะมากกว่า ซึ่งการรบกันของไทย

และเวียดนามหรือ สยามและญวนในสมัยนั้นเป็นการแย่งชิงพื้นที่อำนาจเหนือดินแดน

เขมรซึ่งมีพื้นที่เป็นทุ่งราบติดกับญวน มากกว่าจะเข้าไปทางลาวที่ติดเทิอกเขาสูงอย่าง

เทือกเขาอันนัมที่เป็นปราการธรรมชาติขวางตลอดแนวทิศตะวันตกของประเทศเวียดนาม

ต่อกับลาวอยู่ ในตอนนั้นอังกฤษแผ่อำนาจอิทธิพลรบกวนอยู่ทางแหลมมลายูแต่สยาม

เลือกที่จะไม่ประทะกับอังกฤษใช้วิธีผ่อนหนักผ่อนเบาเพราะคงเห็นแล้วว่ามาต่อรบกับ

ญวนคงสำคัญกว่าในทางตะวันออกเพราะมีดินแดนเขมรและอาจจะรวมถึงลาวด้วยเป็น

เดิมพันที่ใหญ่กว่าที่จะเสียไม่ได้อีกทั้งยังจะรวมเรื่องเสียบันทายมาศไปคราวก่อน อยู่ใน

วาระการยึดกลับคืนด้วย โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรด

เกล้าฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)เป็น แม่ทัพบกยกกองทัพไปตีเขมรและ

หัวเมืองญวนลงไปถึงเมืองไซง่อนเพื่อช่วยฝ่ายกบฏและให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)

เป็นแม่ทัพเรือไปตีหัวเมืองเขมรและญวนตามชายฝั่งทะเล โดยไปสมทบกับกองทัพบกที่

เมืองไซง่อน

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 


การรบทางบกกับทางน้ำนั้นไม่ประสานกันเนื่องจากทางฝ่ายไทยนั้นไม่ชำนาญภูมิศาสตร์

ทางน้ำเอาเสียเลยไม่ชำนาญภูมิประเทศ และเรือไทยมีสมรรถนะที่ด้อยกว่า เรือญวน

ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถทำการได้ดั่งหวัง เพราะทั้งขนาดและประสิทธิภาพ เรือปืน

แต่ต่อมาได้มีการต่อเรือรบใหม่ ที่ทันสมัยและประสิทธิภาพไม่ต่างจากญวนทางบกก็

พลัดกันแพ้ชนะรุกคืบบถอยร่นกันคนละที 2 ทีค่อนข้างสูสีกันมาก แต่การรบครั้งที่ เจ็บตัว

ทั้ง 2 ฝั่งทั้งกำลังพล เสียอาหาร และความเหน็ดเหนื่อยเอือมระอาที่ต้องทำสงคราม

ยืดเยื้อยาวนานกว่า 14 ปีทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงปลงใจว่ายกเลิกการศึกครั้งนี้และมีการ

เจรจาสงบศึกอานามสยามยุทธใน พ.ศ. 2390 เพราะมีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรและ

กำลังคน และอื่นๆอีกมากมายอีกทั้งญวนเองก็หวั่นกลัวผู้ล่าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสที่

รุกรานรุกคืบเข้ามาไม่หยุดหย่อนจึงมีการตกลงกันให้เมืองเขมร  เป็นเมืองขึ้นทั้งไทยและ

ญวน ทำให้ไทยที่คาดว่าจะเอา บันทายมาศกลับคืนมาด้วยนั้นก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป

(อานามสยามยุทธ )



เสียดินแดนครั้งที่ 1 เกาะหมาก (รัฐปีนัง)





เกาะหมาก (รัฐปีนัง)


      เสียเกาะหมากให้กับจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 11 สิงหาคม 2329 คิดเป็นพื้นที่รวม

375 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 1


         สาเหตุจากอังกฤษต้องการดินแดนเกาะหมากและชายฝั่งและแถบหัวเมืองมลายู

ทั้งหลายพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะหมากเพื่อยัน

คานอำนาจทัพจากเมืองหลวงที่จะมาซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบ หัวเมืองทางใต้ อังกฤษ

ต้องการดินแดนในแถบคาบสมุทรมลายูเพื่อใข้ทำการค้าขนส่งสินค้าจึงเข้ามาขอเช่า

เกาะหมาก ทางพระยาไทรบุรีเห็นว่าอังกฤษจะเป็นผู้คานอำนาจของสยามได้ดีจึงยินยอม

ให้อังกฤษเข้ามามีอำนาจจัดการ


เกาะหมาก ทั้งๆที่ตอนนั้นยังเป็นประเทศราชของสยามอยู่จึงถือว่าอัะงกฤษได้เข้ามา

ยึดครองดินแดนแถงนั้นไว้  อังกฤษทราบดีว่า ไทรบุรีเป็นเมืองขึ้นของไทยจึงพยายาม

เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กษัตริย์ของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

และได้ทูลเกล้าถวายดาบประดับพลอย และ ปืนด้ามเงินหนึ่งกระบอก เพื่อเป็นการผูก

สัมพันธไมตรีกับทางสยามแลอังกฤษจึงได้ครอบครองเกาะหมากนั้นเรื่อยมา


    นับตั้งแต่ที่อังกฤษเปลี่ยนชื่อ เกาะหมาก  เป็น " Prince of wales island " ในวันที่

11 สิงหาคม 2329 ก็ถือว่าดินแดนนั้นตกเป็นของอังกฤษไปแล้ว




เสียดินแดนครั้งที่ 4 แสนหวี เมืองพง เชียงตุง





แสนหวี เมืองพง เชียงตุง


แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เสียให้กับพม่าในปีพ.ศ. 2368ในรัชกาลที่ 3 พื้นที่

62,000 ตร.กม.



คุ้มหลวงเชียงตุง ของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง


   : แต่เดิม แสนหวี เมืองพง เชียงตุง เป็นเขตดูแลของล้านนาที่เป็นประเทศราชของ

สยามแต่ในช่วงที่เสียดินแดนส่วนนั้นไปทางสยามมีศึกประชิดรอบด้านทำให้ไม่สามารถ

ดูแลปกป้องได้เพราะติดศึกกับทางเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ทางใต้แถบไทรบุรี กลันตัน

พม่าเลยได้ทีหาจังหวะเหมาะเข้ามาปกครองและดูแลอาณาเขตทั้ง 3 เมืองเหล่านั้นเสีย

หลังจากนั้นเมื่อปราบศึกต่างๆจนหมดสิ้นแล้วช่วงปลายรัชกาลที่ 3ได้มีการตีเมืองเอาคืน

มาแต่ไม่สำเร็จจนกระทั่งต่อมาพม่าได้เสียให้แก่อังกฤษทำให้อังกฤษที่เข้ายึดครองพม่า

ได้ก็ผนวกทั้งหมดเข้าไปเป็นดินแดนอาณานิคมของตัวเอง และเมื่่ออังกฤษได้ให้เอกราช

แก่พม่าแล้วนั้น ดินแดนแสนหวี เมืองพง เชียงตุง นี้ก็ตกไปเป็นของพม่าโดยสิ้นเชิง

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แม่ทัพฝ่ายกรุงเทพฯในการยกทัพไปรบเชียงตุงครั้งรัชกาลที่ 4

ปรากฏว่าทัพสยามตีเชียงตุงไม่สำเร็จ




คาบสมุทรมลายู คือ





คาบสมุทรมลายู ( Malay Peninsula )


             คาบสมุทรมลายู หรือ แหลมมลายู ( Malay Peninsula ) อยู่ตรงไหน

คาบสมุทร หมายถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีน้ำล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน  แน่นอนมัน

ต้องอยู่ในเขตของภูมิภาค อาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ) โดยมีความครอบคุลม

พื้นที่ของ 4ประเทศในอาเซียนคือ ราชอาณาจักรไทย , มาเลเซีย ,  สาธารณรัฐแห่ง

สหภาพเมียนมาร์(พม่า)  และ สาธารณรัฐสิงคโป คาบสมุทรมลายูเป็นคาบสมุทรที่

อยู่ใต้สุดของทวีปเอเชียโดยสุดปลายแหลมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เริ่มต้นจาก ทางใต้

ของพม่า ลงมาภาคใต้ของไทยที่บริเวณจังหวัดระนอง ยาวลงไปยัง มาเลเซียตะวันตก

ที่มีชายแดนติดกับประเทศไทยและสิ้นสุดที่ประเทศสิงคโปร์ ชายฝั่งด้านตะวันตก

เฉียงใต้แยกออกจากเกาะสุมาตราด้วย

ช่องแคบมะละกามีเกาะบอร์เนียวที่เป็นที่ตั้งของ ประเทศมาเลเซีย (มาเลตะวันออก)

ปรเทศอินโดนีเซียและประเทศบรูไน อยู่ทางตะวันออกในทะเลจีนใต้




พื้นที่ ของแหลมมลายู (คาบสมุทรมลายู)


ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ คือ ส่วนใต้สุดของประเทศพม่า


ตอนกลางและตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ภาคใต้ของประเทศไทย


ตอนใต้ทั้งหมด คือ ส่วนของประเทศมาเลเซีย เรียกว่า มาเลเซียตะวันตก


 (ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคาบสมุทรมลายู)


เกาะที่อยู่ใต้สุด คือ ประเทศสิงคโปร์



          คาบสมุทรมลายูเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันมี

ท่าเรือขนส่งสินค้าและจุดพักสินค้าที่สำคัญที่สิงคโปร์โดยเป็นประเทศพ่อค้าคนกลาง

ในการขายสินค้าเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี และเป็นท่าเรือน้ำลึกที่มีขนาดใหญ่

และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในปัจุบันส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายูหรือแหลม

มลายูอยู่ในประเทศไทยคือ คอคอดกระ หรือ กิ่วกระ อยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลละมุ

อำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ประมาณกิโลเมตรที่ 545 ของ

ทางหลวงหมายเลข 4 ห่างจากเขตเทศบาลเมือง 66 กิโลเมตร  ซึ่งมีความกว้างเพียง

44 กิโลเมตร



ประชาคมอาเซียน : ประเทศไทย (Kingdom of Thailand)





ประชาคมอาเซียน : ประเทศไทย (Kingdom of Thailand)


ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)




ประเทศไทย ชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนและมลายู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พรมแดน

ด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา

ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย

ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า

ทิศเหนือติดประเทศพม่าและลาว


เมืองหลวง   กรุงเทพมหานคร


ภาษาทางการ ภาษาไทย


มีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร


มีประชากรประมาณ 66 ล้านคน ประกอบด้วย 77 จังหวัด ประกอบด้วยไทย

สยามประมาณร้อยละ 75 ไทยเชื้อสายจีนร้อยละ 14 ไทยเชื้อสายมลายูร้อยละ

3 ความหลากหลายทางเชื้อชาติโดยมีทั้ง ชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายลาวชาวไทย

เชื้อสายมอญ ชาวไทยเชื้อสายเขมร รวมไปถึงกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่

มากชาวไทยเชื้อสายมลายู ชาวชวา (แขกแพ) ชาวจาม  (แขกจาม) ชาวเวียด

ชาวพม่า และชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยง ลีซอ ชาวม้ง ส่วย

ประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 93.4 ซึ่งถือได้ว่าเป็นศาสนา

ประจำชาติของแต่ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพราะถือว่าทุกคนทุก

ศาสนามีสิทธิที่จะเลือกนับถือศาสนาของตัวเองอย่างเท่าเทียมกันศาสนา

อิสลาม มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 5.2 คริสต์ ซิกข์และฮินดู รวมประมาณ

ร้อยละ 1.4


การปกครอง  ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ


สกุลเงิน    บาท (฿) (THB)


ภูมิประเทศ


ภาคเหนือ เป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำที่

สำคัญของประเทศไทย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ของที่ราบสูงค่อนข้างแห้งแล้งและไม่ค่อย

เอื้อต่อการเพาะปลูก

ภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศ และถือ

ได้ว่าเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

ภาคใต้  ขนาบด้วยทะเลทั้งสองด้าน มีจุดที่แคบลง ณ คอคอดกระ แล้วขยาย

ใหญ่เป็นคาบสมุทรมลายูเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของประเทศ

ภาคตะวันตก เป็นหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตัวมาจากทางตะวันตก

ของภาคเหนือ

ภาคตะวันออก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงสลับกับภูเขาลูกเตี้ย ๆมีชายฝั่ง

ทะเลที่เรียบยาวและโค้งเว้ามีทิวเขาจันทบุรีอยู่ทางด้านชายฝั่งทะเลตะวันออก

ทอดตัวไปทางด้านทิศตะวันตก จรดกับทิวเขาบรรทัด ซึ่งเป็นทิวเขาที่เป็นเส้น

แบ่งเขตระหว่าง ประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา และมีแม่น้ำสายสำคัญอยู่

หลายสายที่ไหลลงสู่อ่าวไทยได้แก่ แม่น้ำระยอง แม่น้ำจันทบุรี  แม่น้ำประแสร์

และแม่น้ำตราดวัฒนธรรมไทยรับเอาวัฒนธรรมอินเดีย จีน ขอมและดินแดน

บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาวัฒนธรรมเอเชีย กล่าวคือ มีการ

ให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษซึ่งเป็นการยึดถือปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน

ชาวไทยมักจะมีความเป็นเจ้าบ้านและความกรุณาอย่างดีการทักทายตาม

ประเพณีของไทย คือ การไหว้ วัฒนธรรมของไทยถือว่าหลากหลายมากมาย

ส่วนใหญ่มักเกี่ยวโยงกับ ศาสนา และเรื่องสำคัญๆ ในอดีต หรือประเพณีต่างๆ

ต่างกรรมต่างวาระกันไปเช่น แบ่ง ตามภาค ตาม ความเชื่อ ตามสภาพแวดล้อม

เศรษฐกิจของไทย นับว่าหลากหลายไม่แพ้เรื่อง ประเพณีและวัฒนธรรม มีทั้ง

อุตสาหกรรม การส่งออกสินค้าและบริการ การท่องเที่ยว การบริการ

เกษตรกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ


ตลาดนำเข้าสินค้าไทยที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  สิงคโปร์ ไต้หวันเกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย และ

อินโดนีเซีย


ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญที่สุดของประเทศ และยังเป็นประเทศที่

ปลูกส่งออกและยังถือเป็นสินค้าระดับพรีเมียมของไทยที่เป็นที่ยอมรับใน

ระดับโลกข้าวลำดับต้นๆของโลกนั้นจะมีข้าวไทยอยู่เสมอ รวมไปถึง

พืชเศรษฐกิจ อย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ ที่มีคู่แข่งสำคัญของ

หลายประเทศในอาเซียน


ประเทศไทยส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศได้มากมายนับว่าผลไม้เป็นอีก

สินค้าทำชื่อและทำเงินให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก  การส่งออกต่างๆ และยังมี

ปศุสัตว์ เช่น วัว สุกร เป็ด ไก่ สัตว์น้ำทั้ง  ปลาน้ำจืด ปลาน้ำเค็มในกระชังการ

ทำนากุ้ง การเลี้ยงหอย รวมไปถึงการประมงทางทะเล


ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ถือได้ว่า เป็นสิ่งสำคัญของประเทศ

จนได้ชื่อว่า  "ครัวโลก" หรือแหล่งอาหารของโลก ยังรวมไปถึงเป็นผู้ส่งออก

อาหารรายใหญ่อันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว นับว่าในย่านอาเซียนไทยถือเป็น

กลไก สำคัญที่จะพัฒนาประชาคมอาเซียนให้ก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน เพราะ

ที่ตั้งของไทยนั้นสามารถเป็น Hub หรือศูนย์หลางการกระจายสินค้าและบริการ

หรือการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปิดประชาคมอาเซียนด้านการ

ท่องเที่ยวประเทศไทยนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ โบราณสถาน

หรือทันสมัย ทางธรรมชาติก็อย่างเช่น ทะเล ชายหาดทางฝั่งอันดามัน และ

อ่าวไทยที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่หนีหนาวมาจากยุโรป

หรือจากหลายๆที่ที่ต้องการมาสัมผัสถึงสวรรค์เขตร้อนอย่างไทย น้ำตก อุทยาน

ป่าไม้ บรรยากาศของธรรมชาติสามารถรับกลิ่นอายของสิ่งเหล่านี้ได้ทั่วประเทศ

โบราณสถาน อย่างเช่นวัดวาอารามที่เก่าแก่ในอยุธยา หรือพระธาตุเหนือใต้

วัดงามในเมืองกรุง วัดเก่าตามต่างจังหวัดหรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์

ปราสาทหินต่างๆ ซากกำแพงเมือง ตลาดน้ำ ฯลฯ  ในเรื่องทันสมัยนั้นกรุงเทพ

เป็นอีกแห่งนึงที่ชาวต่างชาติชอบมาเที่ยวทั้งช็อปปิ้ง กิน ดื่ม สถานที่เที่ยว

กลางคืน หรือ ช็อปตามตลาดที่มีอยู่ทั่วไปทั้งด่านชายแดน ในกรุง หรือ

ตลาดใหญ่ๆตามต่างจังหวัดมักคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาหาซื้อของดี

ราคาถูก อีกทั้งยังรวมไปถึง ของ Otop ฝีมือดี งาน แฮนด์เมดสวยงาม นับว่า

ไทยนั้นมีความพร้อมในแทบจะทุกด้าน จะติดตรงที่ว่า ปัญหาน้ำท่วมและ

รถติดตามเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่มีคนอาศัยอยู่มากเท่านั้น





ธงชาติไทย (ความหมาย)






ธงชาติไทย (ความหมาย)


ธงชาติไทย หรือที่เราเรียกกันว่า ธงไตรรงค์ >>> ดูรูป ประกาศใช้  28 กันยายน

พ.ศ. 2460มีผลบังคับใช้ 30 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สัดส่วนธง 2:3  มี 3 สีหลัก 5 แถบ คือ แดง ขาว น้ำเงินที่

มาขนาดเป็น 2 เท่าของแถบอื่น ขาว แดง  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ใช้ธงนี้เป็นธงชาติไทย ซึ่งตอนนั้นยังเรียกชื่อว่า

สยามอยู่


การกระทำที่ไม่สมควรต่อธงชาติ 


1. การที่มีรูปหรือตัวอักษร เครื่องหมาย หรือมีสัญลักษณ์อะไร ในผืนธงรูปจำลอง

ของธง หรือแถบสีของธง


2. ชักธง หรือแสดงรูปธงจำลอง ตามแบบในข้อที่ 1


3.การใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีของธงไว้ ณ สถานที่หรือ

วิธีอันไม่สมควร


4.การประดิษฐ์ธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงไว้ ณ ที่หรือสิ่งใด ๆ โดย

ไม่สมควร


5. แสดงหรือใช้สิ่งใด ๆ ที่มีรูปธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงอันมีลักษณะตาม

ข้อ (4) ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีความผิดทางกฏหมาย


ความหมายของธงชาติไทย


1. สีแดง คือ ชาติ (ประเทศไทย)


2. สีขาว คือ ศาสนา


3.สีน้ำเงิน  คือ สถาบันพระมหากษัตริย์


ซึ่ง 3 สีนี้เองเป็นที่มาของชื่อธงไตรรงค์ ไตร คือ 3 รงค์ คือ สี 3 หมายถึง

สีในธงชาติทั้ง 3 สีที่รวมเอาสถาบันหลักเอาไว้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์