แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แสดงบทความทั้งหมด

รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร : Statue Cristo Redentor




รูปปั้นของพระเยซู  Statue Cristo Redentor



1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ในกรุงกรุงริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janero)

ประเทศบราซิลตั้งอยู่บนยอดเขาโคคาวาดู( Cocarvado )ในอุทยานแห่งชาติทิจูคา

(Tijuca Forest National Park)ป่าดั้งเดิมได้ถูกทำลายไป และมีการปลูกป่าขึ้นใหม่

ในช่วงศตวรรษที่ 19 นับว่าเป็นป่าในเมือง เป็นรูปปั้นของพระเยซูที่ใหญ่ที่สุด

ในโลกออกแบบโดยไฮตอร์ ดาซิลวา กอสตา( Heitor da Silva Costa )

ชาวบราซิลและสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี ( Paul Landowski )สร้างขึ้นในปี 1921

ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี

รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร : Statue Cristo Redentor

 รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) มีน้ำหนักกว่า

600 ตันและกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiroกำลังอ้าแขน ออกมาเป็นรูปปั้นที่สูง

ที่สุดในโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญของ ริโอ เดอ จาเนโรเป็นที่

ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามข้างๆรูปปั้นที่สวยสง่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาว

บราซิลรูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของ

โลกเป็นอีก landmark ที่สำคัญของบราซิล แหล่งรวมผู้คน นักท่องเที่ยงมากมาย

กว่า 1 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว




มาชูปิกชู : Inca city , Machu Picchu




มาชูปิกชู : Inca city , Machu Picchu



                     อารยธรรมเก่าแก่ของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขา แอนดีส ด้วย

ความสูงประมาณ 2450 เมตรดินแดนที่สาบสูญแห่งนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจากที่

สาบสูญไป กว่า 300 ปี มาชูปิกชูตั้งอยู่ห่างจากเมืองกุสโกไปทางทิศตะวันออก

เฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตรบนยอดของทิวเขา มาชูปิกชู


มาชูปิกชู : Inca city , Machu Picchu

     ใครเป็น ผู้ส้รางสร้างมาเพื่ออะไร เหตุผลอะไร แล้ว ทำไมมันถึงได้กลายเป็น

เหมือนเมืองร้างที่เหมือนจะสร้างไม่เสร็จด้วยความสูงขนาดนี้ ทำยังไงถึงสร้าง

มันขึ้นมาด้วยหินที่มีการตัดอย่างปราณีตและสร้างเป็นสถานที่ต่างๆโดยไม่ได้เชื่่อม

ต่อกับอะไร ดินแดนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิ

อินคา เป็นจักรวรรดิโบราณที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง

จากผู้รุกรานชาวสเปนจักรวรรดิอินคามีอำนาจขึ้นบริเวณที่ราบสูงของประเทศเปรู

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ช่วงปี ค.ศ. 1438 ถึง 1533ถือว่าเป็นชาตินักรบที่ขยาย

อาณาเขตด้วยการต่อสู้

มาชูปิกชู : Inca city , Machu Picchu

               มาชูปิกชูเมืองแห่งนี้ มีการสร้างระบบต่างๆ เหมือนจะเป็นเมืองหรือวัง

เพื่อใช้เป็นที่อยู่ มีสถานที่ทางศาสนาตามความเชื่อมีระบบชลประทานที่ดีแต่ไม่มี

การทำสัญลักษณ์อะไรที่จะบ่งบอกได้เลยว่าสถานที่ มาชูปิกชู นั้นไว้ทำอะไรเป็น

ที่อยู่อาศัยหรือเป็น วังของกษัตริย์  แต่บางความคิดก็อาจจะมองเป็นปราการแต่

จากการที่ดู สภาพแล้ว นั้น น่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย บนที่สูงซะมากกว่าเป็นป้อม

ปราการเพราะมองไม่เห็น ลักษณะของกำแพงสูง หรือป้อมต่างๆ แม้แต่ซากอะไรก็

ตามแต่สถานที่แห่งนี้นับว่ายังเป็นเมืองโบราณที่มีความสมบูรณ์อยู่มาก ถ้าเทียบกับ

เมืองอื่นๆ ที่เป็นลักษณะเมืองโบราณ เหมือนกันแต่ด้วยเหมือนจะเป็นเมืองร้างนั้น

เชื่อกันว่าอาจเกิดจากการที่มีโรคละ 2 บาท เอ้ย โรคระบาด (ตึ่งโป๊ะ ) ยิงมุขฝืด

ซะอย่างนั้นมาจากสงครามกลางเมือง (แน่ละขยายอาณาเขตไปทั่วอเมริกาใต้

การปกครองอาจมีลำบากมั่ง)หรือที่สำคัญเลยอาจจะมาจากการเข้าครอบครองของ

สเปน ในยุคเรืองอำนาจ

Inca city , Machu Picchu

ที่สำคัญที่สุดสถานที่แห่งนี้ได้รับการโหวดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ยุคใหม่และองค์กรยูเนสโกได้กำหนดมาชูปิกชูให้เป็นมรดกโลกเป็นแหล่งที่

นักโบราณ ดคี นักท่องเที่ยวน่าจะชื่นชอบในการมาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเมือง

โบราณอย่างที่บอกไปข้างต้นเมืองนี้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในเชิงโบราณคดีนัก

โบราณคดีที่ชื่อ ไฮแรม บิงแฮม ได้ขึ้นมาบน มาชูปิกชู ค้นพบเมืองโบราณที่

น่าทึ่งแห่งนี้คาดกันว่า กษัตริย์ ปาซากูติ ของอาณาจักรกุสโกจักรวรรดิอินคา

หรือที่ได้รับยกย่องว่าผู้สร้างโลกผู้ที่ริเริ่มการขยายอำนาจของอินคาแต่ก็ไม่

สามารถขี้ชัดว่า พระองค์เป็นคนสร้างอย่างที่คาดการหรือไม่แต่การก่อสร้างต่างๆ

ของอินคาในสมัยของกษัตริย์ ปาซากูติ นั้นคล้ายคลึงกับของ มาชูปิกชูตาม

บันทึกของสเปน จ้าวผู้ยึดครองที่เข้ามาทำลายกุสโกนั้นให้น้ำหนักมากขึ้นต่อ

การเป็นผู้สร้างมาชูปิกชูของกษัตริย์ปาซากูติอาจเห็นการสร้างเมืองอยู่บนยอดเขา

แต่แท้จริงแล้วมีการปรับพื้นที่ด้านล่างของภูเขาเพื่อความมั่นคงเป็นที่ราบชั้นบันได

เพราะในเขตนั้นมีปริมาณน้ำฝนที่เยอะมากและอยู่ในเขตแผ่นดินไหมช่างผู้สร้างนั้น

จึงได้สร้างฐานรองรับขั้นบันไดไว้ตรงฐานเขา ขึ้นไปเรื่อยๆตามขอบกำแพงหรือขั้น

บันไดนั้นมีการทำช่องเอาไว้เพื่อระบายน้ำฝนจากแหล่งรวมน้ำลงมาเพื่อเปลี่ยน

ให้น้ำนั้นออกมาห่างจากตัวเมืองมาชูปิกชูด้วยระบบระบายน้ำอันยอดเยี่ยมและ

อาจจะเป็นเพราะผู้รุกรานจากสเปนอาจจะไม่ได้รับรู้เรื่องราวของ มาชูปิกชูมากนัก

ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เมืองที่สาบสูญ มาชูปิกชู อารยธรรมของอินคา

ยังยืนตระหง่านอยู่ได้นานแสนนานมาถึงปัจจุบันรอบๆเมืองและในเมืองมีแหล่ง

หินแกรนิตที่ใช้สร้างเมืองนั้นเพียงพอและมีน้ำพุจืดซึ่งได้ทำทางลำเลียงไว้ใช้ใน

เมืองได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะกล่าวถึง ที่มั่นทางทหารเมืองศักสิทธิ์  ที่บูชาพระเจ้า

แหล่งที่ใช้บูชายันต์แก่งเทพเจ้าธรรมชาติ ที่พักของกษัตริย์หรือจะเป็นแบบ พีระมิด

ซึ่งเป็น สถานที่หลังความตามของกษัตริย์ก็ไม่อาจทราบได้แต่นับว่าเป็นโบราณ

สถานที่ยังโชคดีอยู่มาได้นานแสนนานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอารยธรรมอินคาเพื่อหา

ความจริงต่อไป





นครเพตรา(เปตรา) : Petra




นครเพตรา(เปตรา) : Petra



   ที่ประเทศจอร์แดน ริมทะเลทรายอาหรับของจอร์แดน มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

และได้รับลงทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก

สมัยสามัญครั้งที่ 9เมื่อปี พ.ศ. 2528 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพตราเป็น

เมือง โบราณ  ในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาลโดย ชาวนาบาเทียน

(Nabataeans)

นครเพตรา(เปตรา) : Petra

ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายอาหรับ คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทราย

เป็นบ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำหินที่สวยงามและอลังการอย่าง นครเพตรา ที่

ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดี มูซาหุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเล

อัคบาในประเทศจอร์แดน แต่เดิม นครเพตราแห่งนี้เป็นนครที่รุ่งเรื่องเพราะ

การค้าเป็นทางผ่านและจุดพักสินค้า ซึ่งเป็นทางเชื่อมต่อจากฝั่งตะวันตกและ

ตะวันออก มีการแวะค้างแรม ทานอาหารของขบวนสินค้าเป็นประจำแต่ต่อมา

ได้ล่มสลายจากการที่มีแหล่งและเส้นทางค้าขายใหม่ๆ แถมยังปลอดภัยรวมถึง

สะดวกกว่าที่นี่ ทำให้อำนาจต่างเสื่อมถอยเมืองอ่อนแอและถูกพวกโรมันนำ

โดยจักรพรรดิทราจัน หรือ ไทรอะนัส(Traianus)เข้ายึกเป็นส่วนหนึ่งของ

จักรวรรดิโรมัน และได้รับการสานต่อทางการค้าโดยการสนับสนุนของโรมัน

จนโรมันเสื่อมอำนาจลง ต่อมาเพตราหรือเปตรา แล้วแต่ท่านๆจะเรียก

ก็มาเจอแผ่นดินไหว ราวๆปี ค.ศ.360 จนทำลายอาคารและระบบสาธารณู

ประโภค ของเมืองไปหลายส่วน เพตราได้เป็นทั้งที่ประกอบศาสนกิจ

ของคริสต์และมาโดนศาสนาอิสลามเข้ายึดในไม่กี่ศตวรรษนี่เอง ต่อมาในปี

พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) เมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก

บวร์กฮาร์ท(Johann Ludwig Burckhardt)ได้เข้าไปพบเห็นเมืองเพตรา โดย

บังเอิญแต่ไม่สามารถเข้าไปทำอะไร สำรวจอะไรได้ เนื่องจากชนท้องถิ่น

ได้ห้ามไว้แต่ได้ทำการบันทึกการพบเจอครั้งนี้เอาไว้จนเมื่อปี  พ.ศ. 2369

(ค.ศ. 1826) เลออง เดอ ลาบอร์ด (Leon de Laborde)ชาวฝรั่งเศสที่ได้เดิน

ทางเข้าไปสำรวจเมืองและเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า

"Voyage de l'Arabie P?tr?e" แปลว่า "การเดินทางในเปตราแห่งอาหรับ

จนเป็นที่มาของความสนใจจากชาวโลกทั้งหลายจึงได้มีการสำรวจ เมืองหิน

โบราณแห่งนี้จนได้พบความจริงดังที่กล่าวคือเป็นเมืองการค้าสำคัญมี

สิ่งอำนวยความสะดวกในสมัยนั้นครบถ้วน เช่นห้องกินข้าว สถาปัตยกรรมต่างๆ

ภาพเขียนฝาผนังที่ต่อมาเป็นที่หวงห้ามเพราะเป็นภาพหายากให้มองดูผ่าน

ลูกกรงไปได้เท่านั้น ห้องทานอาหาร  แน่นอนตึกนอน ห้องมหรศพ หรือ

โรงละครซึ่งน่าจะได้รับการเพิ่มเติมในยุคสมัยที่โรมันเข้ามายึดครอง ประกอบ

กับสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากทั้ง ศาสนา คริสต์และ อิสลาม จึงคงมีห้อง

ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ด้วย  แน่นอน แต่ความเชื่อดั้งเดิมของ

ชาวเมืองเพตรา คือชาวเปตรานับถือเทพเจ้าสององค์คือเทพดูซาเรส

(Dushares) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพอัลอัซซา (Al Uzza)

ชายาของเทพดูซาเรสเทวีแห่งน้ำจากที่เคยเป็นเมืองการค้าสินค้าหลักๆ



               ที่เมืองเพตราหรือเปตรา Petra แห่งนี้   สันนิษฐานว่า จะเป็นพวกยาง

ไม้หอม กำยานเครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น

ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเปตราไปสู่ทะเลเมดิเตอร์-

เรเนียน และชาวเปอร์เซียจึงถือได้ว่า เมืองเปตราเป็นตลาดซื้อสินค้าสำคัญที่สุด

ของโลกตะวันออกเลยทีเดียวในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวที่นี่มากมาย

เป็น หนึ่งในทริปการท่องเที่ยวระหว่าง อิยิปต์ กับ จอร์แดนที่ไม่ควรพลาด

อากาศ ค่อนข้างสบายไม่ร้อนมากนัก ได้เจอ สถาปัตยกรรม การสลักภูเขาหิน

ที่สวยงาม วิวดีและความใหญ่อลังการถือว่าเป็น 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ที่เกิดมาก่อนคริศตกาลที่ยังคงสภาพอยู่ได้ดีและยังคงความสวยงามมาถึง

ปัจจุบันและปัจจุบันได้มีการ บรูณะ ให้สภาพกลับมาให้ได้มากที่สุด สามารถ

จัดโซนท่องเที่ยว มีจุดพัก มีแคมป์ส่วนตัวของทางผู้ให้บริการนำเที่ยว

เรียกได้ว่า สะดวกมากในการไปเที่ยวเมืองเพตรา


สิ่งมหัศจรรย์และมรดกโลก จากจอร์แดน






ทัชมาฮาล : Taj Mahal




ทัชมาฮาล : Taj Mahal



               อนุสรณ์แห่งความรัก ในวันแห่งความรัก ชื่อทัชมาฮาล เป็น 7

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ เป็นสุสานของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้เป็นที่รักยิ่ง

ของ พระเจ้าชาห์เยฮัน ตั้งอยู่ในเมืองอัครา ประเทศอินเดีย

สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2173-2191 (ค.ศ. 1630-1648) ใช้เวลาสร้างอยู่ 23 ปี



คาดกันว่า วัสดุที่ใช้ในการสร้างทัชมาฮาล จะมี


-หินอ่อนสีขาว นำมาจาก Makrana ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในราชาสถาน อยู่ห่าง

ไปประมาณ200-300 กิโล


-หินสีแดง นำมาจาก Dholpur และ Fatehpur Sikri อยู่ห่างไปประมาณ 40 กิโล


-หินสีเหลือง นำมาจาก Narbads ไม่รู้อยู่ตรงไหน


-หินสีดำ นำมาจาก Charkoh เหมือนกัน


-หินประดับมีค่า, ทอง, เงินได้รับมาจากกษัตริย์และผู้ครองแคว้นจาก

ต่างแดน


-วัสดุบางอย่างก็มาจากที่ไกลโพ้น เช่น หินสีฟ้า, หอยมุก, เครื่องเคลือบที่หายาก


ความวิจิตรสวยงามและความใหญ่โตอลังการ แห่งนี้ สวยงามนักใช้คนงานทั้งสิ้น

 22,000 คนประวัติการสร้างความเป็นมาของทัชมาฮาล พระมเหสีมุมตัซสิ้น

พระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสี

ทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษราชสมบัติ

ส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์

พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666)

ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการ

จ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษ

กระจกในกำมือ  พระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาลเคียงข้างพระมเหสีซึ่งพระองค์ไม่

เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันมิได้ประสงค์ที่จะถูก

ฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อน

สีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์

ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาลสุสานแห่งนี้ ได้รับการยอมรับว่า

สร้างทัชมาฮาลขึ้นโดยถูกสัดส่วนและ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ

39 เมตร(130 ฟุต)ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต)มีโดมเล็กๆ เป็นหอสูง

อยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตา

แทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มี

แท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อนและมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้น

อีกชั้นหนึ่ง สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด

ไอสา (Ustad lsa)คาดว่า ใข้เงินงบประมาณ คิดเป็นเงินไทยไปประมาณ 1

พันล้านบาทเลยทีเดียวด้วยความรักของสามีที่มีต่อ ภรรยา อันเป็นที่รัก

จึงได้เกิดสถาปัตยกรรมที่สวยงาม วิจิตรตระการตา และมีมนขลังต์เป็น

ตัวแทนแห่งความรักได้เป็นอย่างดีทัชมาฮาลได้ถูกรับเลือกเป็นมรดกโลก

เมื่อปี พ.ศ. 2526 ซึงเป็นงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญ

ฉลาดและได้รับ การโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

อีกด้วย




ชิเชน อิตซา (Chichen Itza)




ชิเชน อิตซา (Chichen Itza) 



สถานที่ตั้ง : รัฐยูคาทาน , ยูกาตัง , ยูกาตาน (แล้วแต่จะเรียก 3 ชื่อนี้แหละ )

ประเทศเม็กซิโกเป็นทั้งมรดกโลก และ ทั้ง สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

  ชิเชน อิตซา เป็นอาณาจักรโบราณที่รุ่งเรืองมากในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล

อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโกชิเชน อิตซาดูคล้ายกับ

สิ่งก่อสร้างที่เป็นวิหารของชาวมายาเพราะที่นี่ นั้น เป็น 1 ในหลายวิหารที่ชาว

มายาได้มาสร้างไว้ สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระ

โลหิตหรือการบูชาเทพเจ้า บูชายันต์


ชิเชน อิตสา : Chichen Itza


    ชิเชน อิตซา รูปร่าง ทรงคล้ายๆพีรามิดของชาวอียิปต์ แต่จะออกแนว ชั้นๆ

เหมือนขั้น บันไดลดหลั่นอย่างชัดเจนและมีบันไดจริงๆ ขึ้นอยู่รอบๆ สร้างอยู่บน

เนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตรวิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบสร้าง

คริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่าแห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาท

เหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวาย

เทพเจ้า ณ ที่นั้น มีขนาดใหญ่โต อลังการ  ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้ว

นำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ทราบคือ นายทอมป์สัน ชาวอเมริกัน ผู้ใช้

ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายาด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่าง ๆ


สถานที่สำคัญใน ชีเชน อิตซา


พีระมิดเอลกัสตี


วิหารจากัวร์


วิหารแห่งนักรบ


วิหารนักบวชชั้นสูง


พระราชวังหลวง


เอลการากอล


อิตซาเป็นวิหารที่โด่งดังที่สุดของชนเผ่ามายา  เป็นทั้งศูนย์กลางทางด้านจิต

วิญญาณ การค้าการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ รวมไปถึงอารยธรรมของมายา

(อะไรจะขนาดนั้น)สิ่งก่อสร้างหลากหลายชนิดของชิเชน อิตซา ทั้งพีระมิดแห่ง

เทพเจ้าคูคุลคาน  (เทพเจ้าสูงสุดของชาวมายาซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์) ซึ่งถือเป็น

พีระมิดแห่งสุดท้ายและเป็นพีระมิดที่กล่าวได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรม

มายาด้วยนอกจากนั้นยังมีวิหารชัค มุล รูปปั้นในแบบของชาวมายาที่แห่งนี้นับ

คล้ายๆ  จตุรัสอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นเหมือน ศูนย์รวมของคนในที่นั้นทั้งหมด

อาณาจักรมายา เป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศ

เม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซและกัวเตมาลา  มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริส

ตกาลจนถึง ค.ศ. 1502 มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากา ปัจจุบันคือ เอลเปรู มีอายุ

ร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมเตโอตีอัวกานชาวมายานับถือเทพเจ้ามาก และมี

เทพเจ้ามากมาย ทั้งสุริยเทพ วสันตเทพ และมรณเทพเทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรด

ปรานการเสวยเลือด ดังนั้นจึงมีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของหญิงพรหมจารี

(บริสุทธิ์)เพื่อถวายเทพ




สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ( Catacombs of Kom el Shoqafa)




สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ( Catacombs of Kom el Shoqafa)


สุสานอเล็กซานเดรียตั้งอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์  เป็นอีกสิ่ง

ก่อสร้างที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกแห่งของอียิปต์นอกจาก มหาพีระมิดแห่งกีซา

เป็นเมืองเก่าที่ติดอยู่กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนดั้งเดิมแล้วก็ตกเป็นของกรีก โรมัน

จนมาถึงการเข้ามาของศาสนาอิสลามจากอาณาจักรออโตมันเมืองนี้เลยมีศิลปะ

ของทางกรีก โรมัน ตุรกี ปนๆ กัน เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในประเทศอียิปต์

รองจากกรุงไคโร มีประชากรประมาณ 3-5 ล้านคนและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่

สำคัญของประเทศ เป็นเมืองสำคัญในสมัยโรมัน  ปกครองอียิปต์สุสานที่เป็น

อุโมงค์แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า คาตาโกมบ์ (GATACOMBS)  โดยขุดลึกเข้าไปใน

ภูเขาหินทรายเป็นขั้นๆบางตอนมีความลึกถึง 70-80 ฟุต มีทางเดินกว้าง 3-4 ฟุต

เป็นที่ฝั่งศพ ที่ลักษณะไม่เหมือนพีระมิด แต่จะมีทางเดินที่วกไปวนมาไม่ต่างกัน

ชั้นที่ 1 มีไว้สำหรับเตรียมการปลงศพ ชั้นที่ 2เป็นที่เก็บรักษา และชั้นที่ 3 ใช้เป็น

ที่รวมญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย ผนังอุโมงค์ถูกเจาะเป็นช่องๆ

สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย Catacombs of Kom el Shoqafa


ลึกเข้าไปเพื่อใช้เป็นที่บรรจุศพ มีแท่นบูชาและตะเกียงดวงเล็กๆ แขวนไว้บางส่วน

ของสุสานอเล็กซานเดรียอุโมงค์แห่งนี้ได้รับการตกแต่งให้มีความสวยงามวิจิตร

ตะกรานตาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งของประเทศอียิปต์ ไม่มีปรากฏว่า

มันสร้างขึ้นโดยใครและเมื่อไหร่ ซึ่ง สุสานเอ็กซานเดรีย แห่งนี้ยังมีความสมบูรณ์

อยู่มากอาจเนื่องจากว่าเป็นสถานที่อยู่ในอุโมงค์ จึงทำให้รอดพ้นภัยธรรมชาติ

ข้าศึก การทำลายล้างต่างๆได้ แต่ต้องให้เครดิตแก่คนสร้าง นักออกแบบ ของอียิปต์

ที่ไม่ว่าจะทำอะไร อลังการ แต่แข็งแรงดูอย่างพีระมิดเป็นตัวอย่างอยู่มาได้นาน

ขนาดไหน


         สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย ก็คงไม่ต่างกัน แถมอยู่ใน สถานที่ ที่เหมาะสม

จึงยังคงเป็นโบราณสถานของโลกที่ยังคงสภาพให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าด้าน

ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่



สุเหร่าเซนต์โซเฟีย : Mosque of Hagia Sophia





สุเหร่าเซนต์โซเฟีย : Mosque of Hagia Sophia

        ฮาเจียโซเฟีย หรือชื่อในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟีย แต่เก่าก่อน

นานมาเคยเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกส์แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยน

เป็นสุเหร่าของศาสนาอิสลามตั้งอยู่ในนครอิสตันบูล ประเทศตรุกี เป็นศาสนสถาน

ขนาดใหญ่ที่จัดอยู่ใน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง ตัวอาคารเป็นโดมขนาดยักษ์

มีเสาร์เป็นหอคอยยอดแหลม เด่นเป็นตระหง่านอยู่ทั้ง 4มุมของสถานที่ เป็นสถา

ปัตยกรรมไบเซนไทน์ ฮาเจียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมานาน

เกือบพันปี


สุเหร่าเซนต์โซเฟีย : Mosque of Hagia Sophia

    จนกระทั่งโบสถ์เซบียาสร้างเสร็จในปี 1520   โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี

ค.ศ. 532-537โดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ และเป็นโบสถ์หลัง

ที่สามถูกสร้างขึ้นในสถานที่เดียวกันนี้ (โบสถ์สองหลังแรกถูกทำลายในระหว่าง

การจลาจล) โบสถ์นี้เป็นศูนย์กลางของนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ เป็นเวลาเกือบ

1,000 ปีจนกระทั่งจักรวรรดิออตโตมันได้เข้ามาพิชิตดินแดน ไบเซนไทน์ สุลต่าน

เมห์เหม็ดที่ 2 จึงดัดแปลงโบสถ์ให้กลายเป็นสุเหร่า เช่นย้ายระฆังแท่นบูชารูปปั้น

ต่าง ๆ ออก และสร้างสัญลักษณ์ทางอิสลาม และตกแต่งในแบบอิสลาม เช่นเสา

มินาเรต แทน สุเหร่าโซเฟียเป็นสุเหร่าหลักของอิสตันบูลมากว่า 500 ปีซึ่งแรก

เริ่มเดิมทีโบสหลังแรกถูกสร้างโดย จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 โบสถ์หลังแรก

ถูกเผาทำลายไปในเหตุการณ์จลาจลในปี 404 จนไม่หลงเหลืออะไรให้เห็นใน

ปัจจุบันโบสถ์หลังที่ 2 สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ-ธีโอโดซิอุสที่ 2 และถูกเปิดเมื่อ

วันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 405 โบสถ์หลังที่สองถูกไฟไหม้ที่เกิดขึ้นระหว่างการจลาจล

นิกา(Nika riots) ในวันที่ 13-14 มกราคม ค.ศ. 532  แต่ยังคงเหลือเศษซาก

และหินอ่อนของเดิมอยู่บ้างหลังจากที่โบสถ์หลังที่สองถูกทำลายไปไม่นาน


         จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 ตัดสินใจให้สร้างโบสถ์หลังที่สามให้ยิ่งใหญ่และ

สวยงามกว่าโบสถ์หลังก่อน ๆแต่การตกแต่งภายในโบสถ์ด้วยโมเสกนั้นต่อเนื่อง

จนถึงสมัยจักรพรรดิจัสตินที่ 2ซึ่งได้กลายเป็น ฮาเจียโซเฟีย โบสถ์แห่งนี้ได้รับ

ความเสียหายหลายครั้งทั้งแผ่นดินไหว ไฟไหม้และมีการซ่อมแซมหลายต่อ

หลายครั้ง จนกระทั่งตกมาอยู่กับ ออตโตมันที่นับถืออิสลามและได้เปลี่ยนเป็น

สุเหร่าโซเฟีย และต่อมารัฐบาลตุรกีเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์




สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)




สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)




       กองหินสโตนเฮนจ์ขนาดใหญ่รูปร่างเป็นแท่งวางเรียงกันในรูปแบบที่

ประหลาด ตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain)  ในบริเวณ

ตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินใกญ่ยักษ์ขนาดมหึมา จำนวน

 112ก้อน วางเรียง เป็นหน้ากระดานและซ้อนกันเป็น วงกลม 3 วง และมีเหมือน

แท่นหรือที่ว่างตรงกลางเหมือนเป็นตำแหน่งประธาน บ้างก็วางนอนอยู่ บ้างก็

ตั้งสูงตามแนวยาว และบ้างก็ซ้อนอยู่ด้านบน


สโตนเฮนจ์ : Stonehenge


           เชื่อกันว่าหินสโตนเฮนจ์กลุ่มนี้ถูกวางไว้เมื่อประมาณ 2,000 - 3,000 ปี

ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีอายุประมาณกว่า 5 พันปีที่แล้วเป็นที่สงสัยเป็นอย่างมากว่า

มนุษย์ในยุคโบราณนั้นจะสามารถนำหินใหญ่ยักษ์ขนย้ายมายังที่นี่ได้อย่างไร

แถมยังมีบางก้อนวางซ้อนสูงขึ้นไปบนแท่งหินอีกอันซึ่งน้ำหนักของหินแต่ละ

ก้อนนั้นหนักไม่ต่ำกว่า 30 ตันพวกเขาขนไปได้อย่างไรโดยปราศจากเครื่องทุ่นแรง

หรือในสมัยนั้นจะมีเครื่องทุ่นแรงอะไรที่สามารถยกและเคลื่อนย้ายหินหนักเป็น

10 ตันได้ขนาดนี้ซึ่งบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยหลักฐานว่ามีเนินหินเหมืองหินหรือ

กองหินอยู่ใกล้ๆทำให้เข้าใจได้ว่าอาจมีการเคลื่อนย้ายหินเหล่านั้นมาจากที่อื่น

ทำให้เป็นที่สงสัยยิ่งขึ้นไปอีกว่าการขนย้ายหินจากระยะไกลนั้นทำได้อย่างไรและ

ใช้เวลาทั้งหมดไปเท่าไหร่




            ซึ่งทุ่งหินที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างไปประมาณ 30-40 กิโลเมตร  ซึ่งคาดว่าน่าจะ

มาจาก"ทุ่งมาร์ลโบโร" สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหิน

ประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน มีข้อสันนิษฐาน

หลายอย่างว่าอาจเป็นสถานที่ทางความเชื่อพิธีกรรมต่างๆ หรือเป็นแหล่งรวมชุมนุม

ของกลุ่มคน การทำลายทางดาราศาสตร์สถานบันเทิงพวกการร้องเพลงประสานเสียง

หรือที่สังเกตุการณ์ท้องฟ้า แต่ที่ดูท่าทางเป็นไปได้หรือหลายคนเชื่อกันว่าอาจจะเป็น

พื้นที่สำหรับทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าในความเชื่อเก่าๆมีนักดาราศาสตร์ให้ความเห็น

ว่าอาจจะเป็นเครื่องคำนวณดวงดาวทางดาราศาสตร์ของคนยุคก่อนแต่ความลึกลับ

ของมัน ก็ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรสามารถมาพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนสร้างสร้างมา

เพื่ออะไร และสร้างได้อย่างไรจึงทำให้กองหินประหลาด สโตนเฮนจ์เป็น 1 ใน

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะความลึกลับว่าก่อสร้างได้อย่างไรกับหินขนาดและ

น้ำหนักมหาศาลแบบนี้ สโตนเฮนจ์






หอประภาคารโรส The Lighthouse of Alexandria (Pharos)




หอประภาคารโรส 


   หอประภาคารโรส The Lighthouse of Alexandria (Pharos)เป็นประภาคาร

โบราณซึ่งจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่บนเกาะฟาโรส

เมืองอเล็กซานเดรียของ อียิปต์โบราณ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สร้างประมาณ

270 ปีก่อนคริสต์ศักราชในรัชสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่ 1โดยสถาปนิกชื่อ โซสเตรโตส

โดยการประมานคาดคะเนเอามีความไม่ชัดเจนเรื่องความสูง ตั้งแต่ 200 - 500 ฟุต

อาจจะเป็น 400 กว่าฟุตก็ได้



หอประภาคารโรสสร้างขึ้นเพื่อ เป็นสัญลักษณ์ที่สังเกตเห็นแก่หมู่เรือทั้งหลาย

ที่ไปมาติดต่อค้าขาย ด้วยเหตุผลทางนี้ตัวประภาคารจึงต้อง จุดตะเกียงแก๊สตลอด

ทั้งคืน เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยเดินเรือใช้เป็นที่สังเกตจะได้ไม่หลงและนอกจากนั้นแล้ว

ยังใช้เป็นหอคอยไว้ดูข้าศึกที่จะมารุกรานอีกด้วยเพราะกระโจมนี้สูงถึง 180 เมตร

ในเวลากลางวันจะปล่อยควัน ในเวลากลางคืนจะเป็นแสงไฟสว่างที่เห็นได้จาก

ระยะไกล จนกระทั่งประมาณศตวรรษที่ 13-14 เกิดแผ่นดินไหวทำให้ประภาคาร

หอประภาคารโรสพังลงมาปัจจุบันไม่เหลือซาก เหลือไว้แต่ตำนานเล่าขานถึง

ความยิ่งใหญ่ ความงดงามของหอประภาคารโรสความสำคัญในด้าน การค้า

การป้องกันอาณาเขต และจุดยุทธศาสตร์ทาง ทหาร




สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส หรือ สุสานแห่งโมโซลูส The Mausoleum at Halicarnassus, Tomb of Mausolus



สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส หรือ สุสานแห่งโมโซลูส 




     สุสานแแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส ตั้งอยู่ที่ฮาลิคาร์นัสเซิส ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน

สร้างขึ้นโดยราชินี อาเตมีสเซีย ซึ่งเป็นพระขนิษฐา ของพระองค์ด้วยด้วยความ

หลังจากสวามีได้ตายลงไป ทำให้พระองค์โศกเศร้า เสียพระทัย เป็นอย่างยิ่ง จึง

ผสมเถ้าถ่านกระดูกของพระสวามีนั้นลงกับเครื่องดื่มของพระองค์ จึงสร้างสุสาน

และจาลึกคำว่า "Mausoleum"กำกับไว้ การออกแบบมีความสูง 43 เมตร บนยอด

มีรูปปั้นโมโซลูส


สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส หรือ สุสานแห่งโมโซลูส The Mausoleum at Halicarnassus, Tomb of Mausolus


ประทับบนราชรถเทียมด้วยม้าทั้งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บศพพระราชสวามีของ

พระนางแต่เพียงอย่างเดียว นับว่าเป็น สุสานที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม เป็นอย่างมาก

ผลงานเหล่านี้ได้ช่างมีฝีมือ 4 คน เป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมาคือสร้างขึ้นระหว่าง 353-350

ปีก่อนคริสต์ศักราชซึ่งได้กลายมาเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคต้น ฟิดิอัส ,

ชาติรัสบายฮาซีส , สโคปปาสและ ทิโมทิอัส  เป็นการสร้างจากหินอ่อน ปี ค.ศ. 156

- 190ปัจจุบัน สุสานแห่งนี้ยังคงเหลือแต่ซากเท่านั้น เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวขึ้น

ในช่วงศตวรรษที่ 12 - 13 ขึ้นและชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของประเทศ

อังกฤษชื่อบริทิช มิวเซียม





สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน “The Hanging Gardens of Babylon”



สวนลอยบาบิโลน 


  สวนลอยบาบิโลน เชื่อกันว่าเคยตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส คือแม่น้ำที่มีต้นน้ำ

อยู่ในเทือกเขาทางตะวันออกของประเทศตุรกี ยาวประมาณ 2,300 กิโลเมตร

ไหลเข้าประเทศซีเรีย เข้าดินแดนอารยธรรมเมโสโปเตเมียเดิมหรือประเทศอิรัก

ในปัจจุบัน

สวนลอยแห่งบาบิโลน 

ซึ่งปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีอยู่ว่ากันว่าเป็นการบันทึกว่ามีอยู่ของคนสมัยโบราณหรือ

พังเสียหายตามกาลเวลาหรือสงคราม สอยลอยบาบิโลนแห่งนี้สร้างโดยกษัตริย์

เนบูคัดเนสซาร์ที่ 3 แห่งกรุงบาบิโลเนีย และ พวกคาลเดียน (Chaldean)ซึงเป็น

ชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรตีส สร้างให้แก่

มเหสีของพระองค์ชื่อพระนางเซมีรามีส ในยุค รุ่งเรืองเมโสโปเตเมีย สร้างขึ้นเมื่อ

600 ปีก่อนคริสต์ศักราช สูงประมาณ 75 ฟุต กินพื้นที่ 400 ตารางฟุต

ได้รับการตกแต่งสวยโดยพืชพรรณไม้และดอกไม้นานาชนิดมีระบบชลประทาน

ที่ยอดเยี่ยมเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพรรณดอกไม้ต่างๆบนสวนลอยแห่งนี้อยู่สูงเด่น

เห็นแต่ไกลเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก

   ซึ่งด้วยความหรูหรา สวยงาม ตะกรานตาของของ   สวนลอยแห่ง

บาบิโลน ทำให้ผู้คนนักเดินทางนั้นได้มีการจดบันทึกหรือกล่าวถึงต่อมา

เรื่อยๆซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้

ในการชลประทาน ทำให้สวนลอยนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปีหลังจากพระเจ้าเนบูชัด

เนซซาร์สิ้นพระชนม์ลงได้ 22 ปี อาณาจักรนี้ก็ตกเป็นของจักรพรรดิไซรัสมหาราช

แห่งเปอร์เชีย สันนิษฐานกันว่า สวนลอยแห่งบาบิโลนนี้ ยังคงอยู่คู่เมืองจนถึง

ศรรตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลตามตำนานที่เล่าต่อๆกันมา  บาบิโลน




วิหารอาร์ทิมิส (Temple of Artemis) หรือ วิหารไดแอนา (Temple of Diana)



วิหารอาร์ทิมิส (Temple of Artemis) 



 วิหารอาร์ทิมิส (Temple of Artemis) หรือ วิหารไดแอนา (Temple of Diana)

เป็นมหาวิหารสร้างด้วยหินอ่อน สร้างเพื่อถวายแก่เทพเจ้าอาร์เทมีส หรือเทพเจ้า

อารเตมิซ(เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของกรีก) ผู้มาจากสวรรค์วิหารเทพีอาร์เทมิส

นี้มีเนื้อที่ถึง 54,720ตารางฟุต ตัวอาคารมีความกว้างถึง 400 ฟุต บริเวณโดย

รอบวัดแห่งนี้กิน เนื้อที่เกือบ 2 เอเคอร์


    ตั้งอยู่ในประเทศตรุกี และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบตัวอาคารมากกว่า 100

เสาหินแต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6 ฟุต ความสูง 60 ฟุต หลังคาปูด้วย

กระเบื้องหินอ่อนภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรือ

อีกชื่อหนึ่ง ว่า ไดอาน่า เป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ สัญลักษณ์แห่งความอุดม

สมบูรณ์ ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรืออีกชื่อหนึ่ง

ว่า ไดอาน่า เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพีอาร์ทิมิสคือเทพเจ้าแห่งการล่าสัตว์

เทพีแห่งดวงจันทร์ และเป็นเทพีแห่งความรักทางใจซึ่งเป็นเทพที่พวกนายพราน

เคารพบูชาเทพีอาร์ทิมิสมีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาวผู้งดงาม อยู่ในชุดล่าสัตว์

ทะมัดทแมงกระโปงสั้น ชุดมักมีสีน้ำเงิน ในมือถือคันธนู เคยถูกไฟไหม้เสียหาย

ครั้งหนึ่งแต่ได้รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แต่ก็ได้ถูกทำลาย

ลงจนเหลือแต่ซากปรักหักพังในช่วงก่อนปี ค.ศ. 262




มหาพีระมิดแห่งกีซ่า (The Great Pyramid of Giza)




มหาพีระมิดแห่งกีซ่า




             พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์  1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อยู่ใน

ประเทศอียิปต์ที่มีขนาดใหญ่โตและมีอายุที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของฟาโรห์คูฟู (Khufu)

แห่ง ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล

หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้วเอาไว้เพื่อรักษาพระศพและทรัพสมบัติของฟาโรห์ เพื่อ

การกลับมาคืนชีพใหม่ตามความเชื่อของอียิปต์โบราณ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า

เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในยุคโบราณที่ยังหลงเหลือความสมบูรณ์มากที่สุด

ของโลกอีกด้วย

มหาพีระมิดแห่งกีซา The Great Pyramid of Giza

ข้อมูลรายละเอียดของ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า


มีความสูงถึง 147 เมตร ทั้ง 4 ด้านของพีระมิด กว้างด้านละประมาณ 230 เมตร

(กว้างกว่าสนามฟุตบอล ต่อกัน 2 สนาม)คิดเป็นพื้นที่ฐานประมาณ 53,000

ตารางเมตรหรือประมาณ 33 ไร่ พีระมิดคูฟู ทำมุมเอียงประมาณ 52 องศาจำนวน

หิน ที่นำมาก่อสร้าง พีระมิดคูฟู ว่ากันว่า มีอย่างน้อย 2 ล้านก้อน เลยทีเดียว

น้ำหนักเฉลี่ยแต่ละก้อนหนักถึง 2.5 ตันแหล่งหินที่นำมาสร้างพีระมิด ไม่อยู่ใน

บริเวณที่ก่อสร้างแต่ต้องขนส่งจากเหมืองหินที่อยู่ห่างไกลกว่า 200 กิโลเมตร

เหมืองหินปูนใกล้ที่สุดอยู่บริเวณเมืองตูราห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้ประมาณ

50 กิโลเมตร ส่วนหินแกรนิตที่ใช้สร้างห้องเก็บพระศพและโลงพระศพ ห่างจาก

บริเวณก่อสร้างไปทางใต้กว่า 900 กิโลเมตร การขนย้ายนั้นบ้างก็ว่า ขนมาโดยเรือ

ล่องตามแม่น้ำไนล์เพราะมีหลักฐานว่าชาวอียิปต์โบราณมีความสามารถในการ

ต่อเรือขนาดใหญ่ได้ดี และมีการค้นพบซากเรือที่ทำจากไม้ใน บริเวณเดียวกับ

พีระมิด ใช้เวลาสร้าง 20 ปีหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า ประกอบไปด้วย

พีระมิดคูฟู (Khufu) หรือ มหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza)

หนึ่งเดียวในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่

ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า


พีระมิดคาเฟร (Khafre)สร้างโดย ฟาโรห์คาเฟร ผู้เป็นราชโอรสของ ฟาโรห์คูฟู

โดยสร้างขึ้นเคียงข้าง พีระมิดของพระราชบิดาและสำเร็จด้วยขนาดใกล้เคียงกัน

ที่ความสูง 144 เมตรตั้งอยู่ตรงกลางของพีระมิดทั้ง 3 และสร้างอยู่บนพื้นที่สูง

ทำให้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่ที่สุดและมีบางคนเข้าใจผิดว่าพีระมิดคาเฟรคือมหา

พีระมิดแห่งกิซ่า ทางทิศตะวันออกของพีระมิดคาเฟรมี มหาสฟิงซ์รูปสฟิงซ์

แกะสลักด้วยหินขนาดใหญ่ที่สุด ใน ประเทศอียิปต์มีตัวเป็น สิงโต และมีหัวเป็น

มนุษย์ อยู่ในบริเวณหมู่พีระมิดทั้ง 3 แห่งกิซ่าหมอบเฝ้าอยู่ใกล้กับ พีระมิดคาเฟร

โดยหันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก พีระมิดเมนคูเร (Menkaure) สร้างโดย ฟาโรห์

เมนคูเร หรือชื่อในภาษากรีกคือ ฟาโรห์ไมซีรีนัสมีขนาดเล็กที่สุดและเก่าแก่น้อย

ที่สุดในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า จากตำแหน่งการก่อสร้างทำให้คาดได้ว่า เดิมอาจ

ตั้งใจสร้างให้มีขนาดใกล้เคียงพีระมิดคูฟูทางทิศใต้ของพีระมิดเมนคูเรมีการสร้าง

หมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 (The Three Queen's Pyramids)เป็นที่ไว้พระศพของราชินี 3

องค์ในสมัยของฟาโรห์เมนคูเร หมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 นี้มักปรากฏในภาพถ่ายร่วม

กับพีระมิดเมนคูเร พีระมิดทั้งสามสร้างเรียงต่อกันเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร

ทางทิศตะวันตกของกรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน




เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส หรืออพอลโล่ (Colossus of Rhodes)





เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส




              เป็นเทวรูปขนาดใหญ่ของเทพฮีลิออส หรือ อพอลโล บุตรของเทพ

ซูสเป็นเทพแห่งแสงสว่าง หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่

เกาะโรดส์ ประเทศกรีซสร้างโดยชาเรสแห่งลินดอส ผู้ที่ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมี

แห่งอียิปต์ เพื่อต่อต้านการเข้ามารุกรานและครอบครองของพวกมาซิโดเนียน

พวกชาววเกาะโรดส์สู้ด้วยความมุ่งมั่นจนทหารที่ล้อมเกาะโรดส์เอาไว้ไม่สามารถ

บุกเข้ามาได้แถมยังโดนตีกลับออกไปปะทะกันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ 




ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะโรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้ชื่อว่า  ชาเรสแห่งลินดัสเขาจึงได้

รับมอบหมายให้สร้างเทวรูปสักการะองค์มหึมาขึ้นในราว 280 ปี ก่อนคริสตกาล

ซึ่งเป็นเทวรูปของเทพแห่งแสงสว่าง หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ รวมถึงเป็นเทพแห่ง

สัจจะและการดนตรีด้วยนั่นคือ อพอลโล่ เทวรูปมหารูปแห่งโรดส์สร้างมาจากสำริด

เป็นเทวรูปของสุริยเทพอพอลโล ซึ่งเป็นหนึ่งในเทวสภาโอลิมปัส มีความสูงถึง

105 ฟุต หรือ 32 เมตร หนักถึง 295 ตัน มือขวาถือประทีป ประดิษฐานบนฐานทั้ง

สองข้างของปากอ่าวทางเข้าท่าเรือของเกาะโรดส์ ในทะเลอีเจียน ซึ่งเป็นเมือง

ท่าสำคัญในยุคนั้นยืนถ่างขาคร่อมปากอ่าวให้เรือลอดไปมาได้ ใช้เวลาสร้างประมาณ

12 ปี ยืนเด่นเป็นสง่างามอยู่ได้แค่เพียงประมาณ 65 ปีก็มีอันต้องพังทลายลงมา

เนื่องจากแผ่นดินไหวเมื่อ 224 ปีก่อนศริสกาลทำให้รูปปั้นมหึมาพัง ทลายลงมา

ระเนระนาด ชิ้นส่วน เศษซากปรักหักพังที่ยังคงหลงเหลืออยู่นั้นในช่วงต้นศตวรรษ

แรก หลังจากโดนพวกอาหรับเข้ามายึดครอวเกาะโรดส์ไป ในช่วง ศตวรรษที่ 7

รูปปั้นโคลอสซัสถูกขายต่อไปยังพ่อค้าชาวยิวได้มีการขนถ่ายโดยใช้อูฐนับร้อย

และหลายเที่ยวด้วยกันจนถึงปัจจุบันไม่มีเหลือซากของมหารูปนี้หลงเหลืออยู่แล้ว




หอเอนเมืองปิซา ( Leaning Tower of Pisa)






หอเอนเมืองปิซา ( Leaning Tower of Pisa)

       หอเอนปิซาสูง 8 ชั้นสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ใช้เป็นหอระฆังในศาสนาคริสต์

นิกายโรมันแคทอลิกซึ่งอยู่ที่จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา ในเมืองปิซ่า แคว้นทัสกานี

ฝั่งแม่น้ำอาร์โน ประเทศอิตาลีอยู่ทางตะวันตกของเมืองฟลอเรนซ์ (ฟีเรนเซ)

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกแห่งที่อยู่ในอิตาลีนอกจาก โคลอสเซียม






ลักษณะของ หอเอนปิซา 


เป็นหอเอนทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร)

น้ำหนักรวม14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอ

ห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร สถาปนิกผู้ออกแบบเป็น โบนันโน ปิซาโน  เริ่มสร้าง

เมื่อค.ศ.  1173แต่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเมื่อก่อสร้างไปได้ 4-5 ชั้น เพราะหอ

เริ่มเอียงเนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัวและเกิดช่วงสงครามและ

ต่อมาก็ได้มีการสร้างหอให้เสร็จ 7 ชั้นในปี ค.ศ. 1319และชั้นสุดท้ายที่เป็นหอระฆัง

นั้นกว่าจะสร้างเสร็จก็ล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 1350 ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 177 ปี หลังจาก

นั้นในปี ค.ศ. 1990-2001 ได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้

หอล้มลงมาโดยการขุดคันดินที่สูงออกหลังจากก่อนหน้านั้นได้มีการเสริมคอน

กรีต หรือ ถ่วงด้วยตะกั่วเข้าไปแต่ก็ไม่สำเร็จ คาดว่าการปรับหน้าดินจะสามารถ

ทำให้ปลอดภัยไปได้อีกอย่างน้อย 200-300 ปีกาลิเลโอ เคยใช้ หอเอนปิซา   

แห่งนี้ ทดลองงานวิทยาศาสตร์ของเขาในเรื่องของแรงโน้มถ่วง

(แต่ก็ไม่มีการยืนยันว่าเป็นจริงหรือไม่)



หอเอนปิซ่า นอกจากจะเป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เนื่องด้วยความสวยงามแต่ที่

สำคัญคือความน่าอัศจรรย์ของการเอียงของตัวมันเองด้วยและยังเป็นส่วนหนึ่งของ

มรดกโลกโดยถูกรวมเข้าไปอยู่ในมรดกโลก คือ จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา


จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา หรือ กัมโป เดย์ มีราโกลี (Campo dei Miracoli)

มีองค์ประกอบสิ่งก่อสร้างหลักคือ


- มหาวิหารปิซ่า (Duomo)


- หอศีลจุ่ม ไว้ประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์  (Baptistery)


- หอเอนปิซา (Torre)


- สุสาน (Camposanto)


ทั้งหมดทั้งมวล รวมเป็น มรดกโลก 





สนามกีฬากรุงโรม โคลอสเซียม (Colosseum)





สนามกีฬาโคลอสเซียม


                 เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมที่เป็น 1

ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในอิตาลี เหมือนกับ หอเอนปิซา เริ่มสร้างขึ้นในสมัย

จักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส

ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อ

ด้วยอิฐและหินขนาดใหญ่ ยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น ภายในมีอัฒจรรย์

สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับ

ขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และบรรดาสัตว์ร้ายอย่างเช่นสิงโต ไว้หลายๆห้อง

ว่ากันว่านับร้อยห้องที่จะเตรียมเอานักโทษมารุมยำหรือเอามาสู้กับสัตว์ร้ายนักโทษ

ผู้ใดที่หาญกล้าเอาชนะสัตว์ดุร้ายอย่างสิงโตได้ด้วยมือเปล่า ก็จะได้รับอิสระให้อยู่

รอดได้ (สิงโตที่ต้องต่อสู้ด้วยเป็นสิงโตที่อดอาหารหิวโซ)แต่ความจริงอาจจะอดแค่

พอสมควรไม่ถึงขนาดหิวโซเพราะถ้าอดอยบากมากเกินไปน้ำหนักสิงโตจะลดและ

กำลังจะลดถอยลง เอาแค่พอให้สิงโตรู้สึกกระหาย เพื่อให้เป็นการยากต่อการต่อสู้

              สนามกีฬากรุงโรมหรือ โคลอสเซียมแห่งนี้ ยังเป็นที่ประลองฝีมือของ

เหล่ายอดฝีมือแห่งโรม หรือเหล่าพวกทาสต่างๆที่ต้องการได้รับการยอมรับมีเกียรติ

จะมาต่อสู้เอาชีวิตกันใครฝีมือดีเอาชนะฆ่าได้เยอะจะได้รับการยอมรับจากประชาชน

ทั่วไป และ คลอสเซียม ยังเป็นเหมือนแหล่งบันเทิง คาวเลือดและบ้าพลังของ

ชาวโรมในสมัยนั้นให้ได้มาเฮฮาสนุกสนานกันได้อย่างเต็มที่และที่สำคัญยังเป็น

สถานที่ ที่จักรพรรดิใช้เป็นรที่แสดงอำนาจ ขุนนาง ขุนพล บุคคลชั้นสูงได้มาพบปะ

เสวนากันเป็นเสมือนที่ๆคนทุกชนชั้นมาใช้ประโยชน์จากมัน ต่างกันแค่เพียงว่าจะใช้

แบบไหน ต่างกรรมต่างวาระกันเท่านั้นเองสนามกีฬาแห่งโคลอสเซีย นี้เป็นสิ่งก่อ

สร้างที่ได้รับการยอมรับให้เป็น สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มันได้แสดงถึงความรุ่งโรจน์

ของอาณาจักรโรมันโบราณ  และแต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลงชัก็ถูกข้าศึก

ทำลายหลายครั้งหลายหน



ในปัจจุบันยังคงหลงเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้นักท่องเที่ยว

และผู้ที่สนใจได้เข้าชม ความยิ่งใหญ่ในอดีต และเป็นอีกแลนด์มาร์คสำคัญของ

กรุงโรม อิตาลี เลยทีเดียว  (โคลอสเซียม กรุงโรม)




เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย หรือ เทพเจ้าซีอุส Statue of Zeus at Olympia





เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย หรือ เทพเจ้าซีอุส Statue of Zeus at Olympia


 เทพเจ้าซูส หรือซีอุส ของกรีก ในชื่อเทพเจ้าจูปิเตอร์ ของชาวโรมัน เป็นราชา

แห่งทวยเทพบนเทือกเขาโอลิมปัส เทวสภาโอลิมปัส เทพสูงสุดที่มีชาวกรีก

และโรมันเคารพนับถือมากที่สุดสถานที่ตั้งเทวรูปซุส คือเมืองโอลิมเปีย

ประเทศกรีซ ปัจจุบันไม่หลงเหลือซากอะไรไว้แล้ว

สภาเทพแห่งโอลิมปัส




 เทวรูปซูสที่โอลิมเปียได้รับการสรรค์สร้างโดยปฏิมากรนาม ฟิดิแอส (Phidias )

ซึ่งเป็นคนเดียวกับ ที่สร้างวหิารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์และสนามกีฬา

โอลิมปิคสร้างจากไม้ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่งอยู่บน

ฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูงประมาณ 12 เมตร (43 ฟุต)  พระหัตถ์ซ้าย

ถือคทา พระหัตถ์ขวารองรับไนกี้ (เทพีบุคคลาธิษฐานแห่งชัยชนะ) ปีกของ

เทพีไนกีเป็นสัญลักษณ์ของลักษณะอันรวดเร็วแห่งชัยชนะ เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย

ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เป็นที่น่าเสียดาย

ที่เทวรูปซูสแห่งนี้ได้รับความเสียหายจนไม่มีซากหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน

บ้างก็ว่าเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหวตามกาลเวลาอาจมีแผ่นดินไหวหลาย

ครั้งจนพังไปบ้างก็ว่าอาจจะถูกไฟเผา เกิดอัคคีภัยจนพังเสียหายลง ซึ่งเป็น

สิ่งก่อสร้างที่สร้างมาในยุคโบราณประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหวง่ ปีค.ศ. 53 -111

คงเหลือไว้แต่รูปจากเหรียญโบราณหรือจากภาพวาดตามจินตนาการ และองค์

ประกอบอื่นๆมาวาดรวมกันเป็นภาพเพื่อให้ได้เห็นความงามและความอลังการ

ของ หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในยุคโบราณ





เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง (Porcelain Tower of Nanjing)






เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง  (Porcelain Tower of Nanjing)


หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในประเทศจีน อีกแห่งหนึ่ง นอกเหนือจาก

กำแพงเมืองจีนซึ่งเจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิงแน่นอนว่าตั้งอยู่ใน

เมืองนานกิงหรือ หนานจิง แล้วแต่จะเรียกเป็นเมืองหลวงของมณฑล

เจียงซูตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ประเทศจีนปัจจุบันหนานจิงเป็น

เมืองใหญ่อันดับสองในภาคตะวันออกของจีน





เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิงสร้างไว้เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15

สมัยของราชวงศ์หมิงเจดีย์มีลักษณะทรงรูปแปดเหลี่ยม หลังคามุงด้วยกระเบื้อง

เคลือบสีเขียว ชายคาแขวนกระดิ่ง 80 ลูกโดยรอบ องค์เจดีย์ก่ออิฐประดับ

กระเบื้องเคลือบยอดแหลมเป็นทรงกลมต่อขึ้นไปเคลือบทอง เดิมองค์เจดีย์

มีเพียง 3 ชั้น ในประมาณพ.ศ. 1973 จักรพรรดิยุ่งโล้โปรดสร้างอีก 6 ชั้น รวม

9 ชั้น มีโซ่โยงจากเหลี่ยมของเจดีย์ 8 เส้น มีกระดิ่งตามแนว 72 ลูก ปัจจุบัน

เจดีย์ทรุดโทรมมากเนื่องจากถูกเผาสมัยเกิดกบฏไท่ผิงเมื่อ พ.ศ. 2392

แต่ก็ยังคงความงามและมนขลังของ สถาปัตยกรรมได้อย่างครบถ้วนและ

งดงาม





กำแพงเมืองจีน Great Wall of China






กำแพงเมืองจีน Great Wall of China 


กำแพงในประเทศจีน สร้างขึ้นในสมัยขของจักรพรรดิ จิ๋นซีฮ่องเต้  เมื่อกว่า

2500 ปีที่ผ่านมาเป็นกำแพงที่ยาวที่สุดในโลกและ เป็นอีก 1 ใน

7 สื่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย ความยาวของกำแพง ในภาคเหนือของจีน

ทั้งภาคยาวถึง 8,850 กิโลเมตร  เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555สำนักงานมรดก

วัฒนธรรมแห่งชาติจีน พบว่ายาวกว่าที่บันทึกไว้เดิมกว่า 2 เท่า หรือ

21,196.18 กิโลเมตร จากเดิม 8,850 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑล

ทั่วประเทศ




แต่กำแพงได้ทรุดโทรมลงไปมากเพราะมีขนาดความยาวที่กินเข้าไปหลายพื้นที่

ทำให้ยากแก่การตรวจสอบกำแพงเมืองจีนก็ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่เป็น

ที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศเป็นสิ่งก็สร้างที่อัศจรรย์ และ

อลังการสุดลูกหูลูกตา




มีคำกล่าวที่ว่า

" หากเรามองลงมาจากอวกาศมาที่กำแพงเมืองจีนเราจะสามารถเห็น

กำแพงเมืองจีนได้จากนอกโลก "  ซึ่งไม่เป็นความจริง




กำแพงเมืองจีนแห่งนี้


ส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการ

รุกรานจากพวกฮันส์ หรือชนเผ่าซยงหนู (Xiongnu) คำว่า ซยงหนู บางทีก็สะกดว่า

ซุงหนู หรือ ซวงหนู ที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับอาณาจักรดินแดนอารยธรรมจีนในช่วง

ยุคแรกๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว (ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล) เนื่องจากจะเข้ามา

รุกรานจีนตามแนวชายแดนทางเหนือในสมัยราชวงค์ฉิน ได้สั่งให้สร้างกำแพง

หมื่นลี้ตามชายแดน โดยระดมทั้งเฉลย นักโทษ และแรงงานมามากมาย

มหาศาลเพื่อมาสร้างกำแพงหมื่นลี้ แห่งนี้ อย่างไม่รู้จักเหน็กเหนื่อยจนมี

ชาวบ้านและแรงงานมากมายที่มาทำงานที่นี่ ได้ตายลงไป กำแพงนี้เปรียบ

เสมือนสุสานของทั้งเหล่าทหารและแรงงานผู้สร้างกำแพง อันยิ่งใหญ่แห่งนี้

เพื่อใช้ป้องกันพวก ซยงหนู และเหล่ากองกำลังนอกด่านจากดินแดนอื่นๆและ

พวกเติร์กจากทางเหนือที่จะเข้ามารุกรานจีนในสมัยนั้น เข้ามารุกรานหลังจาก

นั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจาก

มองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนแหกด่านเข้ามา

ยึดครองจีนได้สำเร็จกำแพงเมืองจีนนับว่า มรดกทางวัฒนธรรม ที่มีมาอย่าง

ยาวนานและบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวมันเองได้หลากหลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ที่สวยงามให้ผู้คนได้มาเห็นความยิ่งใหญ่และเรื่องราวในตัวของมันอย่างมากมาย

หนำซ้ำยังได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกอีกด้วย



7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก





     7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 7 Wonder


                  7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคโบราณ)  <<< คลิ๊ก


     - 1.เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย  ประดิษฐานอยู่ในวิหารซูส ที่โอลิมเปีย

ประเทศกรีซ


     - 2.เทวรูปเทพเจ้าเฮลิออส(อะพอลโล) ปากอ่าวทางเข้าท่าเรือของเกาะโรดส์

ในทะเลอีเจียน


     - 3.มหาพีระมิดแห่งกีซา  ประเทศอียิปต์ สร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์คูฟู


     - 4.วิหารอาร์ทิมิส (Temple of Artemis) ตั้งอยู่ที่ ประเทศตุรกี มีเนื้อที่กว้าง

54,720 ตารางฟุต


     - 5.สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน  ตั้งอยู่บนแม่น้ำยูเฟรติส ประเทศอิรัก

ในปัจจุบัน


     - 6.สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส หรือ สุสานแห่งโมโซลูส ประเทศตุรกี

ในปัจจุบัน


     - 7.หอประภาคารโรส  ตั้งอยู่บนเกาะฟาโรส เมืองอเล็กซานเดรีย ของ

อียิปต์โบราณ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน




7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคกลาง)  <<< คลิ๊ก


     - 1.หอเอนเมืองปิซา ตั้งอยู่ในเมืองปิซาอยู่ใน จตุรัสเปียซซา ประเทศอิตาลี


     - 2.กำแพงเมืองจีน ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศสร้างขึ้นในเมื่อกว่า

2,500 ยุคสมัย ของจิ๋นซีฮ่องเต้


     - 3.เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง  อยู่ที่เมืองนานกิง เมืองเอกของ

มณฑลเจียงซู ประเทศจีน


     - 4.สนามกีฬากรุงโรม โคลอสเซียม ตั้งอยู่ใจกลาง กรุงโรม ประเทศอิตาลี


     - 5.กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์  เมืองซัลลิสเบอรี ไม่ห่างจากกรุงลอนดอน

ประเทศอังกฤษ


     - 6.สุเหร่าเซนต์โซเฟีย (ฮาเจียโซเฟีย)  ตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี


     - 7.สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย เมืองอะเล็กซานเดรีย  ประเทศอียิปต์




7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคใหม่)  <<< คลิ๊ก


     - 1.กำแพงเมืองจีน ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศสร้างขึ้นในเมื่อ

กว่า 2,500 ยุคสมัย ของจิ๋นซีฮ่องเต้


     - 2.ชีเชนอิตซา ตั้งอยู่ในคาบสมุทรยูกาตัง รัฐยูกาตัง ทางภาคตะวันออก

เฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก


     - 3.ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในเมืองอัครา ประเทศอินเดีย เป็นสุสานของ

มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้เป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน


     - 4.นครเพตรา(เปตรา) ประเทศจอร์แดน ริมทะเลทรายอาหรับของ

จอร์แดน


     - 5.สนามกีฬากรุงโรม โคลอสเซียม ตั้งอยู่ใจกลาง กรุงโรม

ประเทศอิตาลี


     - 6.มาชูปิกชู ตั้งอยู่บนเทือกเขา แอนดีส เป็นเมืองของชาวอินคา ด้วยความ

สูงประมาณ 2450 เมตร มาชูปิกชูตั้งอยู่ห่างจากเมืองกุสโกไปทางทิศ ตะวันออก

เฉียงเหนือประมาณ 70กิโลเมตร บนยอดของทิวเขา มาชูปิกชู


     - 7.รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร กรุงริโอ เดอ จาเนโร

ประเทศบราซิลตั้งอยู่บนยอดเขาโคคาวาดู สร้างขึ้นในปี 1921