แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์หมิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์หมิง แสดงบทความทั้งหมด

การทรยศของ อู๋ซานกุ้ย (吳三桂)

 

การทรยศของ อู๋ซานกุ้ย (吳三桂) 


เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์จีนในช่วงปลายราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง 

โดยเขาถูกจดจำในฐานะบุคคลที่ “เปิดประตูให้แมนจู” เข้าสู่แผ่นดินจีน ซึ่งนำไปสู่การล่มสลาย

ของราชวงศ์หมิงและการสถาปนาราชวงศ์ชิงในปี ค.ศ. 1644


เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การทรยศ


อู๋ซานกุ้ยเป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์หมิง ประจำอยู่ที่ด่านซันไห่กวน (Shanhaiguan) 

ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกำแพงเมืองจีน


เมื่อ หลี่ จื้อเฉิง นำกองทัพชาวนาบุกยึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ และฮ่องเต้หมิงซือจงปลงพระชนม์ตนเอง 

อู๋ซานกุ้ยจึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก


หลี่ จื้อเฉิงพยายามเกลี้ยกล่อมให้อู๋ซานกุ้ยยอมสวามิภักดิ์ โดยจับครอบครัวของเขาเป็นตัวประกัน 

รวมถึง เฉินหยวนหยวน อนุภรรยาคนโปรดของอู๋ซานกุ้ย


เมื่ออู๋ซานกุ้ยมาถึงเมืองหลานโจวและพบว่าเฉินหยวนหยวนถูกจับ เขาโกรธแค้น

และตัดสินใจหันไปเข้าร่วมกับ แมนจู โดยเปิดด่านซันไห่กวนให้กองทัพแมนจู

บุกเข้าสู่กรุงปักกิ่งในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1644


เปิดด่านซันไห่กวนให้กองทัพแมนจู


อู๋ซานกุ้ยเป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์หมิงที่ประจำอยู่ที่ด่านซันไห่กวน (Shanhaiguan) 

ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกำแพงเมืองจีน


หลังจากหลี่จื้อเฉิงยึดกรุงปักกิ่งและฮ่องเต้หมิงซือจงปลงพระชนม์ตนเอง อู๋ซานกุ้ยตัดสินใจ

เปิดด่านให้กองทัพแมนจูเข้ามาโจมตีหลี่จื้อเฉิง


แลกกับตำแหน่งและอำนาจ


เพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือ ราชวงศ์ชิงแต่งตั้งอู๋ซานกุ้ยเป็น “ผิงซีอ๋อง” (เจ้าฟ้าปราบประจิม) 

ให้ปกครองมณฑลยูนนานและมีอำนาจทางทหารอย่างกว้างขวาง2


การผูกสัมพันธ์ทางครอบครัว


หวงไท่จี๋ (จักรพรรดิชิง) ยกธิดาองค์ที่ 14 ให้สมรสกับบุตรชายของอู๋ซานกุ้ย เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ทางการเมืองและความไว้วางใจ


การร่วมมือปราบกบฏและฝ่ายต่อต้าน


อู๋ซานกุ้ยช่วยราชวงศ์ชิงในการปราบกลุ่มต่อต้านราชวงศ์หมิงที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น ฝูอ๋อง ถังอ๋อง และเจิ้งเฉิงกง


ผลลัพธ์ของการทรยศ


กองทัพของหลี่ จื้อเฉิงพ่ายแพ้ และราชวงศ์หมิงสิ้นสุดลง


อู๋ซานกุ้ยได้รับแต่งตั้งเป็น “เจ้าฟ้าปราบประจิม” (ผิงซีอ๋อง) โดยราชวงศ์ชิง ให้ปกครองมณฑลยูนนาน


ต่อมาเขาก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิงอีกครั้งในช่วงปลายชีวิต โดยตั้งราชวงศ์ของตนเองชื่อว่า “ต้าจโจว” 

แต่ครองราชย์ได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1678


ทรยศเพราะอะไร?


นักประวัติศาสตร์บางคนมองว่าอู๋ซานกุ้ยทรยศเพราะ


ความโกรธแค้นส่วนตัวจากการที่เฉินหยวนหยวนถูกจับ


ความไม่พอใจต่อหลี่ จื้อเฉิงที่ปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาอย่างไม่เหมาะสม


หรืออาจเป็นการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์เพื่อรักษาอำนาจของตนเองในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย


ในสายตาชาวจีน: วีรบุรุษหรือผู้ทรยศ?


มุมมองเชิงลบ – “ผู้ทรยศแห่งชาติ”


อู๋ซานกุ้ยมักถูกมองว่าเป็น “คนเปิดประตูให้แมนจู” เข้ามายึดครองจีน ซึ่งนำไปสู่การล่มสลาย

ของราชวงศ์หมิงและการปกครองโดยชนเผ่าต่างชาติ


ในวรรณกรรมและบทกวีจีนหลายเรื่อง เขาถูกกล่าวถึงในฐานะ “คนขายชาติ” หรือ “ผู้ทรยศต่อแผ่นดิน”


การตัดสินใจของเขาถูกตีความว่าเป็นการเห็นแก่ตัว เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน 

มากกว่าความจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิง



มุมมองเชิงบวก – “นักยุทธศาสตร์ผู้กล้าหาญ”


บางนักประวัติศาสตร์มองว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือกฝ่ายที่มีโอกาสรักษาความสงบและอำนาจไว้ได้


การตัดสินใจร่วมมือกับแมนจูอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อป้องกันการล่มสลายของประเทศจากความวุ่นวายภายใน

ที่หลี่จื้อเฉิงก่อขึ้น


เขาได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าฟ้าปราบประจิม” และปกครองมณฑลยูนนานอย่างมีอำนาจนานถึง 30 ปี 

ก่อนจะก่อกบฏต่อราชวงศ์ชิงในบั้นปลายชีวิต



ในวัฒนธรรมจีน


เรื่องราวของอู๋ซานกุ้ยและเฉินหยวนหยวน (อนุภรรยาคนโปรด) ถูกนำไปเล่าในรูปแบบละครจีน โอเปร่า 

และภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเน้นความรัก ความแค้น และการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์


เขาเป็นตัวละครที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่าง “ความรัก” กับ “หน้าที่” และ “อุดมการณ์” กับ “ความอยู่รอด”


อู๋ซานกุ้ยจึงเป็นบุคคลที่ชาวจีนมีความรู้สึกทั้งรักและชังในเวลาเดียวกัน เป็นตัวแทนของความซับซ้อน

ทางการเมืองและจิตใจในยุคที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนผ่าน


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty 2




กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty 2

    ราชวงศ์หมิง ในหน้าแรกพูดไปแล้วสำหรับ "กษัตริย์และราชวงศ์หมิง

6 พระองค์ มาหน้านี้ต่อกันที่พระองค์ที่ 7 ถึง พระองค์สุดท้าย หรือคนสุดท้ายของ

ราชวงศ์หมิง กันเลยครับ

กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty


7.จักรพรรดิจิ่งไท่ Jingtai Emperor : ยึดบัลลังก์มาจากพี่ชาย ภายหลังโดนยึด

คืนไป มนสมัยของพระองค์ทรงทำสงครามชนะมองโกลที่มารุกราย ทรงจัดการบ้าน

เมืองให้เรียบร้อย กำจัดอำนาจของขันทีออกไป (ขันทีอีกแล้ว) แต่ไม่ทรงที่จะกล้า

ไปรับพระเชษญากลับมาเพราะเกรงว่าจะทำลายความมั่นคงของราชบัลลังก์ที่พระองค์

นั่งอยู่แต่ในที่สุดก็ได้ไปรับอดีตฮ่องเต้กลับมาตามคำแนะนำของยู่เฉียน โดยให้มีคน

เฝ้าพระตำหนักไม่ให้พบปะคนนอกได้เพื่อป้องกันการยึดอำนาจคืนแต่ต่อมาฮ่องเต้จิ่งไท่

ก็ประชวรหนักขุนนางต่างหารือเพื่อหาทายาทขึ้นมาสืบบัลลังก์หารือว่าจะตั้งจูเจี้นเซิน

หรือจูเจี้ยนจี๋ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่ทหารของ อดีตฮ่องเต้เจิ้งถง ก็เข้ามาล้อมวัง ยึดอำนาจ

ตั้งตนเองกลับเป็นฮ่องเต้เสียใหม่ ฮ่องเต้จิ่งไท่จึงได้สิ้นพระชนม์ในวันนั้นขุนนางฝ่าย

ของยูเฉียนจึงถูกประหารชีวิตไปมาก ข้อหาขบถทรยศต่อฮ่องเต้เจิ้งถง

กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty


8. จักรพรรดิเฉิงฮว่า Chenghua Emperor : เป็นพระราชโอรสในจักรพรรดิเจิ้งถง

ทรงครองราชย์เมื่อพระชนม์ได้เพียง 17 พรรษา พระองค์ต้องเป็นฮ่องเต้อีกคนนึงซึ่ง

อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับอำนาจของขันทีในวังได้ต้องตกอยู่ในวงอำนาจของเหล่า

ขันทีพวกนั้นทรงไม่มีอำนาจอะไรมากนักและไม่ชอบว่าราชกิจเพราะไม่ทรงแข็งพอ

ควบคุมขุนนาง งานต่างๆจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจขันทีแทน (ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง 

จูหยวนจางพระองค์ อุตส่าทำให้อำนาจขันทีลดลงแล้วแท้ๆ)


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty


9. จักรพรรดิหงจื้อ Hongzhi Emperor :  เป็นพระราชโอรสในจักรพรรดิเฉิงฮัว

ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหงจื้อ ขณะพระชนม์ 17 พรรษา ตลอด 18 ปีในรัชกาล

ทรงทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

10. จักรพรรดิเจิ้งเต๋อ Zhengde Emperor : ตลอดรัชกาลของพระองค์เริ่มมีชาติ

ในยุโรปเข้ามาติดต่อทำการค้าและเจริญสัมพันธไมตรีมากมายซึ่งทำให้เจริญก้าวหน้า

มากเพิ่มขึ้นจากสมัยของฮ่องเต้หงจื้อ


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

11. จักรพรรดิเจียจิ้ง Jiajing Emperor : ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเจียจิ้ง โดย

มีพระชนมายุเพียง 14 พรรษาในรัชกาลของพระองค์นั้นทรงมุ่งเน้นไปที่เป็นยุคแห่ง

ความเจริญด้านศิลปะและศาสนา ทรงเน้นเรื่องศิลปะโดยเฉพาะเครื่องลายคราม

และเรื่องศาสนาโดยเฉพาะลัทธิเต๋า โดยโปรดให้สร้างวิหารแห่งพระอาทิตย์รวมถึง

สร้างวิหารและสถาปัตรยกรรมทางศาสนาหลายแห่งรวมถึงต่อเติมหอสักการะแผ่นดิน

และฟ้า (เทียนตี้ถัน) และให้เปลี่ยนชื่อเป็น "หอสักการะฟ้า" (เทียนถัน)แต่ในรัชกาล

ของพระองค์ก็มีเหตุร้ายใหญ่อยู่ด้วย 1 อย่างคือ  เกิดแผ่นดินไหวครั้งที่รุนแรงที่สุดที่

มณฑลส่านซี ในปี ค.ศ. 1556 (พ.ศ. 2099) ตรงกับปีที่ 35 ในรัชกาล มีผู้เสียชีวิตกว่า

800,000 คน


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

12. จักรพรรดิหลงชิ่ง Longqing Emperor : ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ และทรง

บริหารราชการแผ่นดินได้ไม่ดี เป็นคนใจดีมีเมตตา เป็นที่รักของประชาชนแต่ด้วยความมี

เมตตาของพระองค์นั้นทำให้บรรดาขุนนางนั้นหาประโยชฃน์ทุจริตมากมายขุนนางไร้

ความสามารถ หาแต่ประโยชน์


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

13. จักรพรรดิว่านลี่ Wanli Emperor : พระองค์ทรงเป็นเด็กเฉลียวฉลาดและเป็น

ที่เชื่อฟังพระเสาวนีย์ของพระพันปีหลวง และเป็นศิษย์ที่ดีของพระอาจารย์ ด้วยการชี้นำ

ของจางจวีเจิ้ง ทำให้แผ่นดินมีความมั่นคงอย่างมาก เงินในท้องพระคลังมีมากมาย

มหาศาล แต่เมื่อพระองค์ทรงเจริญพระชันษาขึ้น ทรงเริ่มมีการเบื่อหน่ายในราชการ

แผ่นดิน ทำพระองค์เสเพล สรรหาแต่ความรื่นเริง จนเกือบโดนถอดออกจากฮ่องเต้

ในรัชกาลของพระองค์ได้มีบาทหลวงคณะเยซูอิตเข้ามาที่ต้าหมิง เพื่อเผยแผ่ศาสนา

ด้วย


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

14. จักรพรรดิไท่ชาง Taichang Emperor : เมื่อขึ้นครองราชย์ได้สัปดาห์เดียวก็

เกิดประชวรขึ้น เพราะพระองศ์ฝักใฝ่ในกามอารมณ์ สนมคนโปรดของจักรพรรดิหว่านลี่

ได้ส่งสาวงามไปให้จนพระองศ์ประชวร ขันทีผู้น้อยคนหนึ่งได้ถวายยาเม็ด เมื่อพระองศ์

เสวยแล้ว อาการก็ทรุดหนักลงจนสิ้นพระชนม์


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

15. จักรพรรดิเทียนฉี่ Tianqi Emperor : ขึ้นครองราชในตอน 15 พรรษาตลอด 7 ปี

ในรัชกาลมีกบฏเกิดขึ้นหลายครั้ง 1620 -1627


กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty

16. จักรพรรดิฉงเจิน Chongzhen Emperor : พรรดิฉงเจินทรงมุ่งมั่นที่จะกอบกู้

สถานการณ์ระส่ำระสายยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในราชสำนักจากความขัดแย้งระหว่างขันทีกับ

ขุนนางราชสำนักจีนต้องประสบภาวะภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ผู้คนขาดแคลนล้มตาย

ขุนนางในหัวเมืองฉ้อฉล ขูดรีดทรัพย์สิน กลั่นแกล้งประชาชนอย่างต่อเนื่อง ราชสำนัก

แก้ไขปัญหาไม่ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้างจนก่อเกิดเป็นกบฏ

ชาวนาหลี่จื้อเฉิง อดีตนายทหารผู้น้อย เริ่มรวบรวมสมัครพรรคพวกก่อการต่อต้านราช

สำนักขึ้นจนสามารถยึดเมืองซีอานได้และเข้าปิดล้อมปักกิ่งได้อย่างรวดเร็วทหารหลวง

ของหมิงไม่สามารถต้านทานได้ จนขันทีแอบเปิดประตูเมืองให้หลี่จื้อเฉิงเข้ามาได้ล้ม

ราชวงศ์หมิงลงจักรพรรดิฉงเจินเสด็จหนีขึ้นไปยังเขาเจียงซาน ด้านเหนือของพระราชวัง

หลวง และผูกพระศอองค์เองกับต้นไม้ สวรรคตขณะมีพระชนมายุสามสิบสี่ชันษาและ

เป็นเหตุให้ อู๋ ซานกุ้ยที่โดนหลี่จื้อเฉิง คุกคาม ขณะนั้นอู๋ ซานกุ้ยเป็นแม่ทัพใหญ่รักษา

ด่านซันไห่กวนอันเป็นด่านหนึ่งของกำแพงเมืองจีน เป็นด่านสำคัญที่ป้องกันการรุกราน

จากศัตรูทางทิศเหนือของปักกิ่ง อู๋ ซานกุ้ยไร้ทางเลือกจึงเปิดพด่านให้แมนจูเข้ามาปราบ

หลี่จื้อเฉิงได้สำเร็จและได้เข้ามาปกครอง จีนต่อจากราชวงศ์หมิงเป็นเหตุให้ราชวงศ์หมิง

อันเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่เป็นชาวฮั่นที่ปกครองจีนมานานกว่า 4,000 ปี ต้องล่มสลายลง

อู๋ ซานกุ้ยจึงได้รับราชการในแผ่นดินแมนจูต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผิงซีอ๋อง ปกครอง

มณฑลยูนนาน ชายแดนทางตอนใต้ ในรัชสมัยฮ่องเต้ซุ่นจื้อจักรพรรดิองค์ที่ 3 ของ

ราชวงศ์ชิงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่ได้ประทับในพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่ง

และราชวงศ์หมิงถึงกาลสิ้นสุดอย่างแท้จริง





กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty




ราชวงศ์หมิง


กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty

    ราชวงศ์หมิง หรือ ราชวงศ์เบ๋ง (ฮกเกี้ยน) หรือ ราชวงศ์เม้ง (แต้จิ๋ว)  นั้นเป็น

ราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรจีนต่อจากราชวงศ์หยวนของมองโกล สามารถขับไล่ชน

ชั้นปกครองราชวงศ์หยวนออกไปจากแผ่นดินจีนและกำจัดศัตรูต่างๆออกไปได้แต่ก็มา

พ่ายแพ้ให้แก่ราชวงศ์แมนจู(ราชวงศ์ชิง) สืบเนื่องจากเกิดความไม่พอใจของประชาชน

จนเกิดกบฎชาวนาของหลี่จื้อเฉิง รวมถึงเป็นเหตุให้ อู๋ ซานกุ้ยขุนนางหมิง เปิดประตู

ให้ชาวแมนจูเข้ามาจนได้รวบรวมและโค่นล้มหมิงของชาวฮั่นลงเสีย นับว่า

ราชวงศ์หมิง เป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ ปกครองด้วยชาวฮั่นอย่างแท้จริงระยะเวลาการ

ปกครองของ ราชวงศ์หมิง คือ  พ.ศ. 1911 (ค.ศ. 1368) ถึง พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644)

เป็นเวลารวม 276 ปี ของประวัติศาสตร์จีน


ฮ่องเต้ จักรพรรดิหรือกษัตริย์ที่ปกครองราชวงศ์หมิง

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty

1. จักรพรรดิหงอู่ .. หมิงไท่จู่ จูหยวนจาง Hongwu Emperor : จูหยวนจาง

ยกทัพบุกถึงนครต้าตูเมืองหลวงของราชวงศ์หยวน จักรพรรดิซุ่นตี้เห็นเหลือกำลังที่จะ

รับมือจึงพาเหล่าพระญาติพระวงศ์และชาวมองโกลหนีออกนอกด่านไปอยู่ที่เมืองซ่างตู

จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเป่ยผิง ประกาศตั้งราชวงศ์ต้าหมิง สถาปนาตนเองขึ้นเป็น

ฮ่องเต้ทรงพระนามว่าหมิงไท่จู่ ในรัชกาลแรกของพระองค์นี้ได้ทำการพัฒนาประเทศ

ไปในทางที่ดีทั้งเศรษฐกิจ การปกครอง ลงโทษผู้กระทำผิดและเป็นภัยต่ออำนาจ

พระองค์อย่างเด็กขาด ที่สำคัญทรงศึกษาความล้มเหลมของราชวงศ์อื่นๆมาปรับใช้

ทรงสั่งห้ามขันทีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง (แบบที่ราชวงศ์ถังช่วงกลางและปลายที่

ปัญหาเพราะขันทีมีอำนาจมากเกินไป) และรวบรวมอำนาจเข้ามาไว้ที่พระองค์ให้มาก

ขึ้นเรียกได้ว่าพระองค์กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty

2. จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน Jianwen Emperor : ในสมัยนี้เป็นสมัยแห่งสงคราม

กลางเมืองเนื่องจาก จูหยวนจางหรือจักรพรรดิหงอู่นั้น ส่งต่อราชบัลลังค์ให้แก่

หลานของตนซึ่งเป็นลูกของลูกรักพระองค์ทำให้ ลูกชายของพระองค์ เหล่าบรรดา

องค์ชายทั้งหลายไม่พอใจ ต่อมาเพื่อจักรพรรดิเจี้ยนเหวินทรงครองราชย์ด้วยวัย

21 พรรษาแล้วนั้นได้ทำการลดทอนอำนาจของฮ๋องต่างๆ (พระเจ้าอาของพระองค์

นั่นเอง) ทั้งโยกย้ายกำลัง ปรับตำแหน่งต่างๆนาๆ เพื่อลดทอนอำนาจ ครั้นถึงคราว

รัฐเอี๋ยนของ จู้ตี้ต้องโดนแยกอำนาจนั้น เขาได้แก้ลำโดยการยกทัพโดยใช้เหตุผล

อ้างว่ามาปราบขุนนางชั่วรอบกายองค์จักรพรรดิ จึงได้เกิดเป็นสงครามกลางเมือง

ยืดเยื้อกันอยู่ 3 ปี จนในที่สุดสามารถเข้าเมืองหลวงและวังต้องห้ามได้ พบว่าวังต้อง

ห้ามนั้นเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ จักรพรรดิเจี้ยนเหวินหายไป เมื่อยึดครองเมืองอิ้งเทียน

ได้แล้ว จูตี้จึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทรงมีพระนามว่าหมิงเฉิงจู่ (หย่งเล่อ) 

ต่อมาอีก 39 ปี ในรัชศกจ้งถ่ง มีผู้พบพระภิกษุชรารูปหนึ่งที่มีคนจำได้ว่าคือจักรพรรดิ

ฮุ่ยตี้ (พระจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน)

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty


3. จักรพรรดิหย่งเล่อ Yongle Emperor : พระองค์เป็นโอรสองค์ที่ 4 ของฮ่องเต้

จูหยวนจางปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง หลังจากสงครามกลางเมืองกับหลานของ

ตัวเองและสามารถก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ได้ในปี ค.ศ.1402 ทรงตัดไฟแต่ต้นลมประหาร

ขุนนางที่คิดว่าเป็นภัยต่อพระองค์ไปเบาๆ เกือบพันคน (นั่นเบาแล้วหรอ) ลดอำนาจอ๋อง

ต่างๆห้ามมีทหารรักษาประจำเมืองมีได้แค่ทหารรักษาพระองค์ของอ๋อง องค์นั้นๆ ห้าม

เจ้าเมืองต่างๆคิดติดต่อกันโดยไม่ได้รับพระราชานุญาตจากพระองค์ฮ่องเต้หย่งเล่อทรง

ย้ายราชธานีไปอยู่ที่เป่ยผิงอันเป็นฐานที่มั่นของพระองค์ด้วยเหตุผลว่าป้องการรุกราน

ของชนกลุ่มน้อยทางเหนือ (มีกำแพงเมืองจีนอยู่แล้วจะกลัวไร อ่ะล้อเล่น) และทรงให้

สร้างพระราชวังต้องห้ามขึ้นที่นั่นพระองค์จึงทรงย้าย จากกรุงนานกิงมาประทับที่กรุง

ปักกิ่ง เป็นการถาวร พระองค์ทรงมีการศึกต้องอกไปสู้กับมองโกลอยู่หลายครั้ง พระองค์

ทรงรวบรวมราชบัณฑิตกว่าสองพันคน พร้อมด้วยผู้อำนวยการใหญ่ 5 คน รองผู้อำนวย

การอีก 20 คน จัดทำ “หย่งเล่อต้าเตี่ยน” สารานุกรมรวบรวมความรู้ทางวิชาการสาขา

ต่างๆ เรียกว่าสารานุกรมหย่งเล่อ ในยุคสมัยของพระองคืนั้นยังได้สนับสนุนการออก

เดินทางไปรอบโลกนำโดย เจิ้งเหอ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก หย่องเล่อให้เป็นหัวหน้า

ขันที ต่อมาได้รับพระราชทานแซ่เจิ้ง จึงเรียกขานว่า "เจิ้งเหอ" โดยให้เดินทางสำรวจ

เดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปี กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจทางทะเลรวม

 7 ครั้ง ไปไกลถึง อินเดีย แอฟริกา นำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกับชาติต่างๆ รวมทั้งเข้ามา

ถึงกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์ก็ยังมีสถาปัตยกรรมเด่นที่ปัจจุบันนับ

ว่าเป็นอีก 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยทีเดียวนั่นก็คือ

                                                          เจดีย์กระเบื้องเคลือบที่นานกิง

พระองค์เป็นฮ่องเต้ที่มากด้วยความสามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่และทำให้แผ่นดิน

เป็นปึกแผ่นอีกด้วย

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty


4. จักรพรรดิหงซี Hongxi Emperor :  องค์ชายจูเกาจื้อ ขึ้นครองราชย์ต่อจาก

พระราชบิดา มีพระนามว่าหมิงเหยินจง พระองค์มีแผนที่จะย้ายเมืองหลวงกลับมาที่

นานกิงเหมือนเดิม และจะยกเลิกกองเรือสำรวจของเจิ้งเหอ แต่ด้วยพระองค์ทรง

ประชวรและสวรรคตไปเสียก่อนทั้งๆที่เพิ่งครองราชย์ได้ไม่ถึง 10 เดือนทำห้ทุกอย่าง

ต้องล่มลง

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty


5. จักรพรรดิเซฺวียนเต๋อ ..หมิงซวนจง หรือ จูเจียนจี  Xuande Emperor :

ทรงมีพระทัยเมตตาในตอนต้นรัชกาลได้ปราบกบฎแต่ก็มิได้ลงโทษใดๆทรงให้เจิ้งเหอ

ออกเดินทางสำรวจครั้งที่ 7 (ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย) พรองค์ทรงครองราชย์ได้ 10 ปี ก็

สวรรคตเมื่อพระชนมพรรษา 36 พรรษา

กษัตริย์และราชวงศ์หมิง Ming dynasty


6. จักรพรรดิเจิ้งถง Zhengtong Emperor : พระองค์ได้ถูกจับตัวไปเป็นเชลย

ตอนที่ไปรบกับมองโกลทางราชสำนักจึงตั้งพระอนุชา(น้องชาย)ของพระองค์ขึ้นครอง

ราชย์แทนเป็นจักรพรรดิจิ่งไถ่ เมื่อจักรพรรดิเจิ้งถ่งทรงถูกปลอยตัวกลับมาก็ถูกพระอนุชา

ที่เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่จับขังไว้ แต่พระองค์ก็ได้ทรงยึดอำนาจกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

ในรัชสมัยของพระองค์ยังมี กบฏเฉาฉิน ซึ่งเกิดมีเหตุให้โดนเผาประตูวังแต่ดีที่ฝนตกลง

มาดับเสียก่อน ฝ่ายกบฏ เห็นท่าสู้ไม่ได้เลยหนีกลับไป หัวหน้ากบฏเฉาฉินได้รับบาดเจ็บ

หนีกลับไปยังบ้านของตน และกระโดดบ่อน้ำที่บ้านตนเองเสียชีวิต


>>> หน้าถัดไป กษัตริย์ราชวงศ์หมิง Ming dynasty 2


เนื่องจากจะยาวเกินเลยยกที่เหลือไว้ในหน้าถัดไปกดอ่านเรื่องราวของราชวงศ์หมิง

กันได้ต่อเลยครับ




ทำไม " อู๋ ซานกุ้ย " จึงเปิดประตูเมือง




อู๋ ซานกุ้ย



         อู๋ ซานกุ้ย หรือ หวู๋ ซานกุ้ย นั้นเป็นขุนพลแม่ทัพขุนนางใหญ่ในราชวงศ์

หมิง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น แม่ทัพปกป้องด่านซันไห่กวน  "ด่านภูเขาทะเล" ซึ่ง

เป็นป้อมประตูหนึ่งของกำแพงเมืองจีน เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ป้องกันกรุง

ปักกิ่งจากทางทิศเหนือ (ถูกสร้างขึ้นโดยราชวงศ์หมิง) หมิงไท่จู่ฮ่องเต้

(จูหยวนจาง) ได้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากอนารยชนทาง

ภาคเหนือ ซึ่งหมายถึง ชาวมองโกลและชาวเติร์ก

อู๋ ซานกุ้ย


  อู๋ ซานกุ้ยเป็นคนมณฑลเจียงซู  เกิดเมื่อ ปี ค.ศ. 1612 เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว

ของอู๋เซียง ขุนนางใหญ่ในราชวงศ์หมิง


  ทำไม " อู๋ ซานกุ้ย " จึงเปิดประตูเมือง


    ก่อนหน้านั้น อู๋ ซานกุ้ย ตั้งทัพรับกับกองธงน้ำเงินของ แมนจูอยู่ที่เขตชายแดน

แต่ภายในของราชวงศ์หมิงนั้นเกิดปัญหามากมายและหนึ่งในนั้น นำโดย


  หลี่ จื้อเฉิง หัวหน้ากบฏชาวนาหรือ นักปฏิวัติที่ออกมากระทำการต่อต้าน

การกดขี่ของชนชั้นศักดินาของราชวงศ์หมิงได้ทำการบุกโดยใช้กองกำลังชาวนา

ที่ถูกราชสำนัก เจ้าหน้าที่รีดไถ รวมกับ ชาวบ้าน โจรป่าที่ไม่พอใจในราชสำนักหมิง

มาเป็นกองทักเข้าตีปักกิ่งสามารถปิดล้อมและเข้าตีปักกิ่งได้เป็นผลสำเร็จทำให้

ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงได้ผูกพระศอสวรรคต หลี่จื้อเฉิงเป็นนักการ

ทหารอัจฉริยะเป็นนักรบชาวนาที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เมื่อตีเข้าปักกิ่งยึด

เมืองหลวงได้แล้วก็ได้จับเอาครอบครัวอู๋ ซานกุ้ยไปเพื่อให้อู๋ซานกุ้ยยอมจำนน

 บ้างว่าที่ อู๋ ซานกุ้ย  ยอมเปิดประตูเมืองให้ แมนจูเข้ามานั้นเพราะโดนแย่ง

เมียน้อย (ซึ่งเป็นการเอามาล้อในงิ้ว) แต่สาเหตุจริงๆนั้นน่าจะมาจากที่

อู๋ ซานกุ้ย นั้นเป็นชนชั้นศักดินา ที่หลี่ จื้อเฉิงเกลียดไม่คิดอยากจะใช้งานแต่

ที่ต้องส่งคนไปบีบ เอาครอบครัวของอู๋ ซานกุ้ย มาต่อรองนั้นเพราะต้องการอำนาจ

ทหารนับแสนที่เขาปกครองอยู่  อู๋ซานกุ้ยนั้นล่วงรู้ว่าถ้าตัวยอมจำนนต่อ

หลี่ จื้อเฉิงแล้ว เมื่ออำนาจทางทหารหมดไปซักวันก็ต้องโดนเล่นงานเข้าจนได้

เขาเองก็เป็นที่เกรงๆของแม่ทัพฝั่งแมนจูอยู่ เป็นเช่นนี้นั้นการเจรจาลักษณะนี้

รวมทั้งถ้ายอมจำนนเขาก็เป็นได้แค่ขุนนางขี้แพ้แห่งต้าหมิง ไร้ซึ่งเกียรติใดๆ งั้นสู้

เอาความชอบจากแมนจูไม่ดีกว่าหรือ ??


   อู๋ ซานกุ้ย  เปิดประตูเมือง : อู๋ ซานกุ้ยจึงนัดแนะกับแมนจูเปิดประตูเมือง

ด่านซันไห่กวนให้แมนจูเข้ามาในดินแดนฮั่น และไม่นานหลังจากนั้นก็สามารถบุก

เข้าปักกิ่งและพระราชวังต้องห้ามตีจนทัพของหลี่ จื้อเฉิง หนีแตกกระจายออก

จากปักกิ่งไป แมนจูจึงเข้ายึดครองแผ่นดินฮั่นและราชวงศ์หมิงอันเป็นราชวงศ์

สุดท้ายที่เป็นชาวฮั่นที่ปกครองจีนมานานกว่า 4,000 ปี ต้องล่มสลายลง

ในที่สุดหลี่จื้อเฉิงหลังจากหนีไปเรื่อยๆก็แพ้ และถูกสังหารในที่สุด


  บทวิเคราะห์ : จากการที่ได้อ่านๆมาจากผู้รู้ในอินเตอร์เน็ต บางท่านจะบอกว่าผล

ประโยชน์ไม่ลงตัวบ้าง บางท่านก็บอกว่าเดิมที อู๋ ซานกุ้ย กะให้แมนจูเข้ามาช่วย

เคลีย หลี่ จื้อเฉิง ให้แต่เขาคาดการณ์ผิดพลาดตรงที่คิดว่าทัพของ หลี่ จื้อเฉิงจะ

รับมือได้ยากกว่านี้ แต่กลับแตกพ่ายไปโดยง่ายทำให้เขาต้องปล่อยเลยตามเลย

เข้าเป็นพวกแมนจูให้แมนจูครองแผ่นดินแล้วเขาก็ได้รับความดีความชอบเป็น

ขุนศึกที่มีความชอบมหาศาล ช่วยให้แมนจูได้ครองแผ่นดิน ได้การยอมรับจาก

ราชวงศ์ใหม่แทนการเป็นแม่ทัพต้าหมิงขี้แพ้ ในสายตา หลี่ จื้อเฉิงและคนทั่วไป

(แต่แมนจูเองก็คงระแวง คนผู้นี้ไม่น้อยขนาดชาติเดียวกันยังหักหลังได้) จาก

ตอนแรกที่คิดว่าจะให้แมนจูเข้ามาช่วยแล้วยกแผ่นดินให้บางส่วนแล้วตั้ง

องค์ชายองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมาให้ตัวเองเชิดแต่การที่ หลี่ จื้อเฉิงแพ้โดยง่าย

ทำให้ทุกอย่างผิดคาดไปหมด (นี่คือจากที่อ่านบทวิเคราะห์ของผู้รู้มาครับ)


เหตุที่ หลี่ จื่อเฉิง แพ้โดยง่าย อาจจะมาจากการที่บุกเข้าปักกิ่งได้แล้ว ความ

ทะเยอะทะยานของทหารบางส่วนที่ต้องการล้มราชสำนักหมดลงบางส่วน

กอบโกย โดยการปล้นบ้านเรือนชาวบ้านในปักกิ่งแทน (นิสัยโจรป่าเก่า)  

บางส่วนอยากกลับบ้าน (คนที่ติดตาม หลี่ จื้อเฉิงมาจากบ้านเกิดส่านซีที่เขาคิด

จะให้เป็นเมืองหลวงใหม่) บางส่วนหลังความสำเร็จแล้วก็ต้องการยศฐาบรรดา-

ศักดิ์ รวมไปทั้ง หลี่ จื้อเฉิงคงไม่คิดว่า อู๋ ซานกุ้ย จะชักนำต่างชาติเข้ามาเช่นนี้

ต่อให้แม่ทัพเก่งแค่ไหนถ้าเกิดความประมาทขึ้นมาแม้เพียงน้อย รวมไปถึงทหาร

ในกองทัพไม่มีใจจะรบ คนหลักแสนหลักล้านก็เหลือเพียงไม่กี่หมื่นได้ในพริบตา..


ปัจจุบัน จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ คนไม่น้อยประณาม อู๋ ซานกุ้ย ว่า คนขายชาติ 

และยกย่องให้ หลี่ จื้อเฉิงเป็นนักปฏิวัติที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์พรรค

คอมมิวนิสต์จีนนั้น ให้ความนับถือหลี่จื้อเฉิงไม่น้อยมีอนุสาวรีย์ของ หลี่จื้อเฉิง

เพื่อบันทึกวีรกรรมในการล้มล้างศักดินากดขี่ชาวจีนของต้าหมิงและเป็น

สัญลักษณ์ตัวแทนที่ใช้ชู้ขึ้นมาของการปฎิวัติประชาชน