แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด

เขียนบทความ สั้น-ยาว (ไม่ต่างกัน)




เขียนบทความ สั้น-ยาว (ไม่ต่างกัน)

การเขียนบทความ เคยมีคนที่ทำบล็อกชอบวิตกกงวลว่า บทความในบล็อกของ

เรานั้นต้องมีมากกว่า 300 คำ หรือ 500 คำกำลังดี การเขียนบทความที่ดีต้องมีคำประมาณ 

300 - 500 คำเพื่อให้ถูกหลัก SEO (เขาว่ามางั้น) ถ้าสั้นเกินไปจะดูไม่ดีจะทำให้เว้บบล็อก

หรือบทความเราด้อยลงไปผมเคยได้ยินเขาพูดกันมาแบบนั้นหลายคนเลยแหละที่พาดหัว

ไปว่าไม่ต่างกันคือมันต่างกันครับ ต่างกันตรงที่ว่า คุณทำบทความให้ใครอ่านกันหละ 

คุณทำให้ search engine อ่าน หรือทำให้คนอ่านกันแน่ครับ แน่นอนครับทำให้โดนใจถูกใจ

search engine นั้นย่อมดีตรงที่คุณจะได้รับการจัดอันดับในหน้าค้นหาต้นๆทำให้คนเข้าเว็บ

คุณเยอะ



  แต่ถ้าบทความคุณไม่ตอบโจทย์ของผู้อ่านหละครับ อย่าลืมนะครับสุดท้ายแล้วความ

สำคัญของเนื้อหาในบทความ หรือ Content นั้นมีผลมากกว่าสิ่งอื่นใดถ้าคุณทำแค่ล่อให้

ได้ประโยชน์ในการจัดอันดับแต่เนื้อหาไม่ตอบโจทย์ผู้อ่านเขาก็แค่เปิดมาแล้วปิดกลับไป

ยิ่งเว็บไหนหลอกดักควาย ชื่อเว็บนั้นจะถูกจดจำไปในทางที่ไม่ดีอีกด้วย บทความยาวๆ

นั้นบางครั้งก็ยาวจนน่ารำคาญ หาสาระสำคัญไม่ได้เลยทำให้หาข้อมูลที่ต้องการได้ยาก

เย็นมากขึ้นในกรณีที่ผู้อ่านต้องการจะหาคำสำคัญแค่ไม่กี่อย่างแค่ต้องการคำตอบของ

เรื่อง เช่น เขาต้องการแค่ว่า แรร์ไอเทม คืออะไร

           คุณอาจจะใช้คำตอบเพื่อขยายความไปประมาณ 150 คำก็พอ เอาให้รู้ว่ามันคือ

อะไร แต่ในเมื่อ 150 คำมันดูไม่ดี (ในความคิดคุณ) คุณเลยลากยาวบทความที่ต้องการ

คำตอบไม่เกิน 3 บรรทัดไปเป็น 300-500 คำซึ่งมันค่อนข้างเกินความจำเป็นผู้อ่านต้อง

มานั่งอ่านสิ่งที่พรรณาลงไปเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ต้องการแค่ 2 บรรทัดเท่านั้น คิดดู

ครับว่าจะเซ็งแค่ไหนบทความสั้นละ แล้วถ้าเรื่องๆนั้นต้องการความเข้าใจในระดับสูงแต่

คุณใช้คำตอบในบทความนั้นแบบสั้นๆ ไม่ได้ช่วยอธิบายสิ่งที่เขาอยากรู้ได้เลยไม่ไขข้อ

สงสัยได้เลยก็ไม่ต่างอะไรกับข้อมุลที่ไร้ประโยชน์เหมือนกัน ประเด็นสำคัญที่ผมจะสื่อ

คือ บทความจะสั้นจะยาวนั้นไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อยู่ที่ประเด็นของ

มันว่าตรงจุด ตอบคำถามคนที่ถามได้มั้ย ตรงประเด็นที่ผู้อ่านต้องการหรือเปล่า นั่นคือ

การจับประเด็นครับ เช่น เมียน้อยของต้วนเจิ้นฉุน มีใครบ้าง -- คุณสามารถตอบได้

หรือไม่


 อย่างน้อยบทความที่เกี่ยวข้องก็ต้องเป็นเกี่ยวกับตัวละครเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า

แต่คุณมีประเด็น เมียทั้งหมดของพี่ต้วนไหม อันนี้อีกเรื่องคำค้นหามีมามายอยู่ที่ว่า

คำตอบของคุณจะครอบคลุมคำค้นหาเหล่านั้นไหม จะตรงประเด้นที่เขาต้องการจะ

ถามหรือเปล่าง่ายๆคือบทความของคุณตอบตรงคำถามของผู้อ่านหรือไม่ ต่อให้คุณ

มี SEO ที่ดี คนเจอหน้าแรกๆแต่คำตอบที่คุณมีในบทความไม่ตอบโจทย์ของผู้อ่าน

เขาก็ปิดทิ้งไปหาอันใหม่อยู่ดี ส่วนบทความไหนตอบโจทย์ของผู้อ่าน นอกจากได้

ความเชื่อมั่นแล้วว่าเขาจะอ่านบทความของเราอย่างจริงจังเพราะต้องการคำตอบ

ผลพลอยได้อาจจะได้แชร์ไปในโซเชี่ยล ได้เอาไปอ้างอิงส่งลิ้งกลับมาจากเว็บบอร์ด

ต่างๆเว้บต่างๆอีกด้วย (ถือเป็นการทำSEO แบบที่เราไม่ต้องออกแรง) หรืออาจจะมี

การบุ๊คมาร์คเว็บคุณไว้เพื่อไว้อ่านข้อมูลเรื่องอื่นทีหลังกลายเป็นลูกค้าประจำของ

บล็อกของเว็บคุณก็ได้ใครจะรู้ เพราะอย่างนี้บทความจะยาวจะสั้นก็อย่าไปใส่ใจมาก

ครับ ใส่ใจแค่ว่าบทความเราตอบตรงคำถามหรือไม่เท่านั้นพอ คำถามมีมากมายแสน

ล้านคำถาม เราเลือกจะตอบคำถามที่มีคนถามเยอะหรือน้อยก็อยู่ที่เราแล้วครับ สำคัญ

คือตอบให้ตรงคำถามเท่านั้นพอและมีวิธีหาไอเดียในการเขียนบทความ มากน้อย

เพียงใด


 ปล. สำหรับผู้ที่ติดโฆษณา บทความที่สั้นมากๆเกินไปก็ไม่เหมาะครับจะโดนข้อหา

เนื้อหาน้อยเกินไป อย่างที่บอกแหละครับถ้าตอบตรงคำถามมันจะต้องมีบทความที่

เนื้อหาทั้งสั้น กลาง และยาวๆคละกันไปแน่นอน จะสั้นหมดคงไม่มี


*คำถามก็คือคำค้นหานั่นแหละครับ เลือกเอาครับว่าคนใช้อินเตอร์เน็ตชอบถามคำถาม

ไหนมากกว่ากัน เราก็แค่ตอบเขาไปให้ตรง และก็เลือกคำถามที่จะตอบได้ตามสบาย

ไม่ว่าคำถามนั้นจะมีคนถามมากหรือคนถามน้อย(คำค้นหามากหรือน้อย) ยังไงก็เป็น

คำถามที่ต้องการให้มีคนตอบอยู่ดี




วิธีการโฆษณาโปรโมทสินค้า






โฆษณาและโปรโมทสินค้า



            การโปรโมทสินค้าและบริการเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าต้องการให้ผู้คนมา

สนใจทั้งที่ผ่านสื่อโทรทัศน์ที่แสนแพงในการเก็บค่าโฆษณาและสื่ออนไลน์ต่างๆ

ที่มีคนนิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากๆ ทำให้คนที่งบน้อยหรือไม่สามารถเข้า

ถึงการโฆษณาในระบบโทรทัศน์นั้นมีทางเลือกมากขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดการชวนเชื่อ

โปรโมทสินค้าอะไรต่างๆนานา มันต้องมีรูปแบบและวิธีการว่ามีอะไรมั่ง

บทความนี้เราจะมานำเสนอ วิธีการโปรโมทและโฆษณาสินค้า แบบพื้นฐานและ

ง่ายๆให้ท่านผู้อ่านได้ลองไปวิเคราะห์ ปรับใช้กับสินค้าและบริการของท่านครับ



1.เข้าใจเป้าหมาย กลุ่มลูกค้า : ต้องเข้าใจและรู้ถึงลักษณะพิเศษส่วนบุคคล

ของเป้าหมายที่เราจะทำการโน้มน้าวหรือกลุ่มเป้าหมาย  เช่น

  • วัยรุ่นอาจจะล่อใจด้วยความทันสมัย 

  • คนมีอายุอาจจะใช้ความมั่นคงและเรียบง่ายเข้าสู้  

  • วัยทำงานอาจจะใช้เรื่องความคุ้มค่าและอนาคตเข้าไปดึงดูดแทน



2.ความน่าเชื่อถือ : การแต่งกาย การนำเสนอ หรือชื่อเสียงของกลุ่มบุคคลหรือ

ผู้พูดมีส่วนสำคัญในการใช้โฆษณา โน้มน้าวจิตใจของผู้คนได้เช่น


  • ใช้ดาราสวยๆขายโปรโมทขายสินค้าความสวยความงาม 

  • ใช้นักกีฬาดังๆที่ประสบความสำเร็จมาโฆษณาอุปกรณ์กีฬาหรือยาที่
          เกี่ยวกับกีฬา

  • ใช้คุณแม่ที่มีชื่อเสียง (อาจจะเปนดารานักร้อง)มาโฆษณานมผงเด็ก  

  • ใช้คนที่สังคมเห็นว่าฉลาดและเก่งมาโปรโมทสินค้าอาหารเสริมบำรุง
          สมอง


3.การนำเสนอ : พยายามอย่านำเสนอโดยชี้ประเด็นให้คนบางส่วนไม่พอใจ

หมายถึงการกล่าวหา อ้างอิง พูดถึงบุคคลหรือ คนอื่น ให้เสื่อมเสียเพราะมีโอกาศ

ที่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าและบริการของคุณ ถูกมองไปในแง่ลบของคนกลุ่มนั้นและ

อาจจะมีการเอาเรื่องหรือโฆษณาชวนเชื่อเผื่อทำลายสินค้าและบริการของคุณ

ทำให้เสียชื่อเสียงได้



4.สร้างประโยคเด็ด : ประโยคคำพูด ที่ทำให้คนสนใจและเป็นเหมือนคำคมใน

สินค้าเราให้คนจดจำและชอบ เป็นเหมือนสโลแกนของสินค้าคุณคนจะได้ติดตาม

และนึกถึง เช่น

  • Dtac ง่ายสำหรับคุณ  

  • โตชิบา นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต  

  • เบอร์ดี้ 1 ในใจคุณ  เป็นต้น



5.ภาพลักษณ์ : มันเหมือนจะคล้ายกับความน่าเชื่อถือแต่ไม่ใช่ครับ ภาพลักษณ์

ในที่นี้หมายถึง ภาพลัษณ์ รูปแบบ และลักษณะของสินค้าและบริการของเรา

หีบห่อบรรจุภัณฑ์  สถานที่จำหน่าย  ความน่าสนใจ ไอเดียของการบรรจุสินค้าทั้ง

หลาย หรือถ้าเป็นการโฆษณา สถานที่เช่น ร้านอาหาร โรงแรม อะไรจำพวกนี้ก็

ต้องนำเสนอจุดเด่นในการขายเช่น โรงแรม 5 ดาว ได้รับมาตราฐาน ร้านค้าร้าน

อาหารก็ต้องอร่อย สะอาด ดูดีในสายตาคนทั่วไปแลดูน่าใช้บริการอย่าดีแค่

โฆษณาชวนเชื่อ เพราะถ้าทั้งโปรโมทดีและคุณภาพดีคุณจะได้ลูกค้าประจำพร้อม

การบอกต่อปากต่อปาก



6.ปากต่อปาก : อะปูเรื่องมาจากหัวข้อที่แล้ว เรื่องการพูดต่อกันปากต่อปากถ้า

คุณให้บริการที่ดีมีประสิทธิภาพได้มาตราฐาน ก็จะได้การโปรโมทโฆษณาให้ฟรี

และในด้านที่ดีบอกปากต่อปากไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ไร้มาตราฐานบริการแย่

สินค้าห่วยไร้ประโยชน์เขาก็จะโฆษณาให้คุณฟรีๆเหมือนกันแต่เป็นด้านลบทีนี้งาน

เข้าแน่นอนภาพลักษณ์ที่พูดถึงในข้อที่ 5 ก็จะเสียตามไปด้วยบางคนก็เก็บข้อมูล

เป็นความรู้รอบตัวเอาไว้บอกต่อคนอื่นได้เช่น  เนี้ยมีพี่ที่ทำงานเล่าว่าร้าน ....

บริการห่วยแตก สู้ร้าน .. ไม่ได้เลย  ถ้าคุณจะไปกินอาหารผมว่าร้านที่ 2 เหมาะกว่า

เพราะบริการดีกว่าลองไปดู (เห็นไหมครับมีเปรียบเทียบด้วย)



7. ทำให้เป็นกระแส : ส่วนใหญ่จะเป็นในทางที่ดีคนเราทั่วไปฮิตติดกระแสชอบอยู่

แล้วถ้าทำให้สินค้าของเราเป็นที่พูดถึงโดยคนหมู่มากเป็นกระแสสังคม (ในทางที่ดี

ด้วยนะ)ก็จะเป็นการโฆษณาที่ต่อยอดได้มากขึ้นไปอีกทำให้มีคนอยากรู้อยากลอง

ว่ามันจะเป็นอย่างไร



8.รักษามาตราฐาน : ทั้งฮิตติดกระแส ภาพลักษณ์ดี ก็มีการบอกปากต่อปาก

เพราะคุณภาพดี สุดท้ายเลยคือรักษามาตราฐานคุณภาพของตัวเองให้คงที่และจะ

เป็นการดีถ้าทำให้มันมีมาตราฐาน สูงขึ้นไปทั้งสินค้า และงานบริการ จะสามารถ

รักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่ได้เป็นอย่างดีทีเดียว


หวังว่าคงได้สาระอะไรจากบทความชิ้นนี้เพื่อไปใช้ไม่มากก็น้อยนะครับ


ขอบคุณที่อ่านจบจบจ้า ^_^