แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

ผลกระทบของสงครามกลางเมืองอังกฤษ

 

ผลกระทบของสงครามกลางเมืองอังกฤษ 


สงครามกลางเมืองอังกฤษ (ค.ศ. 1642–1651) เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมือง 

สังคม และศาสนาในอังกฤษอย่างลึกซึ้ง



🏛️ 1. การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1649 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กษัตริย์อังกฤษถูกตัดสินโทษโดยประชาชน


แนวคิด “เทวสิทธิ์ของกษัตริย์” (Divine Right of Kings) ถูกท้าทายและล้มลงอย่างสิ้นเชิง2


🏴 2. การสถาปนาเครือจักรภพอังกฤษ (Commonwealth of England)


อังกฤษกลายเป็นสาธารณรัฐภายใต้การนำของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง “ผู้พิทักษ์แห่งเครือจักรภพ” (Lord Protector)


ระบบกษัตริย์ถูกยกเลิกชั่วคราว และมีการรวมอำนาจทางการเมืองและศาสนาอย่างเข้มงวด


📜 3. การวางรากฐานรัฐธรรมนูญ

สงครามครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดว่าการปกครองต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา


แม้จะยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ แต่ก็เป็นก้าวสำคัญสู่ ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy)


💰 4. การส่งเสริมชนชั้นกลางและทุนนิยม


รัฐสภาซึ่งประกอบด้วยพ่อค้าและขุนนางสายใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น


แนวคิดทุนนิยมเริ่มเติบโต โดยชนชั้นกลางลงทุนในที่ดินและการค้า


🕊️ 5. การเปลี่ยนแปลงทางศาสนา


อิทธิพลของนิกายแองกลิคันลดลง ขณะที่กลุ่มพิวริตัน (Puritans) มีบทบาทมากขึ้นในช่วงครอมเวลล์


เกิดการรวมอำนาจทางศาสนาแบบโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์และสกอตแลนด์


🔄 6. การฟื้นฟูราชวงศ์ (Restoration)


หลังการเสียชีวิตของครอมเวลล์ในปี ค.ศ. 1658 ระบบสาธารณรัฐเริ่มเสื่อมถอย


ในปี ค.ศ. 1660 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 กลับมาครองราชย์อีกครั้ง แต่ภายใต้ข้อจำกัดจากรัฐสภา


สงครามกลางเมืองอังกฤษไม่เพียงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง แต่ยังเป็นต้นแบบของการต่อสู้

เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และการตรวจสอบอำนาจรัฐในยุโรปยุคใหม่



เบอร์มิวดา Bermuda

 



เบอร์มิวดา Bermuda


เบอร์มิวดาตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาเหนือ 


และเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ อยู่ห่างจากทวีปอเมริกาประมาณ 900 กิโลเมตร


ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือบนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา


ประมาณ 1,100 ไมล์ทะเล และห่างจากเมืองฮาลิแฟกซ์ รัฐโนวาสโกเชีย ประเทศแคนาดา


ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 840 ไมล์ทะเล


เบอร์มิวดาเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุย้อนกลับไปหนึ่งหรือสองศตวรรษ 


ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามาล่าอาณานิคม ค.ศ. 1707 


เบอร์มิวดา ประกอบด้วยเกาะประมาณ 138 เกาะและแนวปะการังจำนวนมาก เกาะบางเกาะในเบอร์มิวดามีชื่อเรียกหลายชื่อ


เบอร์มิวดามีเมืองหลวงชื่อแฮมิลตัน และภาษาราชการคือภาษาอังกฤษ


นอกจากนี้ เบอร์มิวดายังเป็นที่รู้จักในเรื่อง "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" หรือที่เรียกอีกอย่างว่า สามเหลี่ยมปีศาจ 


ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการกล่าวถึงการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบินอย่างลึกลับ ตามตำนานเล่าว่าเรือ


และเครื่องบินจำนวนมากได้หายไปโดยไม่สามารถอธิบายได้


เบอร์มิวดามีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองโดยอาศัยอุตสาหกรรมการเงินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


เป็นศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่งที่มีชื่อเสียงระดับโลก ภูมิภาคนี้มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นและมีชายหาดที่สวยงาม


เกาะเบอร์มิวดาถูกค้นพบ ในปี ค.ศ. 1505และอ้างสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิสเปน โดยนักเดินเรือ


ชาวอูเอลบา ชื่อ ฮวน เบอร์มูเดซ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกาะ ต่อมาปี ค.ศ. 1609 บริษัทเวอร์จิเนียซึ่งก่อตั้งอาณานิคมเวอร์จิเนีย


ได้สร้างถิ่นฐานบนเกาะ 


ปี ค.ศ. 1614 บริษัทบริหารเกาะเบอร์มิวดาในฐานะส่วนหนึ่งของอาณานิคมเวอร์จิเนีย


ได้มีการเปลี่ยนมืออยู่บ้าง จนกระทั่ง British Crown เข้ามาบริหารหมู่เกาะนี้แทน 


ในปี ค.ศ. 1707 หมู่เกาะนี้ได้รับการสถาปนาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ


ความรู้ต่างๆ

✅  สงครามไทย ยุทธหัตถีครั้งแรก

✅ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19

✅ ข้อตกลงออสโล สนธิสัญญาออสโล

✅ ท่องล้านนาบนหลังช้าง

✅ Timeline ประวัติศาสตร์ไทย มองไกลประวัติศาสตร์โลก

✅ ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยติกดิน

++++



กลุ่ม G7 ประกอบไปด้วยประเทศใดบ้าง




กลุ่ม G7 ประกอบไปด้วยประเทศใดบ้าง


        หลังจากที่เราได้พูดไปแล้วเกี่ยวกับกลุ่ม CIS หรือพวกสหภาพโซเวียตเก่า ที่

เกิดจากการล่มสลายของสหภพโซเวียต กับ กลุ่ม BRICs ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา

อย่างรวดเร็ว วันนี้มาดูกันว่ากลุ่ม G7 นั้นซึ่ง เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

ของโลก 7 ชาติ จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาในปี ค.ศ. 1975 (กลุ่มอาเซียน*ของเราตั้งก่อน 8 

ปีเลยนะเนี้ย)


ประเทศทั้ง 7 ของกลุ่ม  G7 ได้แก่


1. สหรัฐอเมริกา  


2. อังกฤษ


3. ฝรั่งเศส


4. เยอรมนี


5. อิตาลี


6. แคนาดา


7. ญี่ปุ่น


โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า รวมถึงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (มุ่งเน้น

เศรษฐกิจเหมือนกับ BRICs ที่ตั้งมาตอนหลังเน้นเรื่องนี้เช่นกัน) ก็เอามาคานอำนาจจาก

พวก  G7 นี่แหละนะกลุ่ม  G7 นี้มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นประเทศอุตสาหกรรม

ชั้นนำของโลก มาช่วยหันจัดระเบียบโลก (อุ๊ต๊ะ) แก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงของ

โลก ในปัจจุบันกลุ่ม G7 ได้เชิญประเทศรัสเซียเข้าร่วมประชุมผู้นำของ G7 เพื่อรับความ

ช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจเป็นประจำทุกปี ทำให้เรียกการประชุมแบบนี้ว่า  G8





ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2





ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2


5.ท้องถิ่นต้องการไปอยู่ : เช่น กษัตริย์เขมรสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศ-

วรอดิภาพแอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนและมา

ช่วยคุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยามและญวน (เข้าทางฝรั่งเศสสิครับ)

แต่หลังจากนั้นพระองคค์ก็สวรรคตไปเรื่องนี้เลยตกไปแต่สุดท้ายฝรั่งเศสก็เข้ามามี

บทบาทในดินแดนแถบอินโดจีนมากขึ้นแล้วก็บีบให้กษัตริย์เขมรยอมจำนนแก่

ฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จผลทุดท้ายทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งที่ 7 เขมรส่วนนอก 

ไปให้แก่ฝรั่งเศส


6.เกิดเหตุการณ์ (ฆ่าคนของเขา - ปราบกบฏ) : เรื่องที่ฝรั่งเศสเข้ามาปิดปาก

แม่น้ำเจ้าพระยาจนโดนสยามต่อต้านอย่างหนักเสียลูกเรือและ เรือเสียหายไปบาง

ส่วนเขาจึงต้องการสินสงครามเป็นที่มาของการยึดจันทบุรีและตราดไว้ ส่วนปราบ

กบฏตอนที่ ฮ่อ เข้าไปละรานดินแดนสิบสองจุไท ฝรั่งเศสก็ทำทีอ้างว่ามาช่วย

ปราบฮ่อทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เข้ามายึดคุมเมืองเอาไว้จนสุดท้ายต้องเจรจา

กันถึงที่สุดสยามก็จำต้องเสียให้ฝรั่งเศสไปอยู่ดี ปัจจุบันอยู่ในเขตเดียนเบียนฟู

ของเวียดนาม

เรือลูแตง หนึ่งในเรือฝรั่งเศสที่เข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา

7.หลักประกัน : เช่นในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ที่ไทยต้องจ่ายค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส

หลังจากการสู้รบกันแล้วไทยต้องยอมแพ้เพราะฝรั่งเศสเอาเรือปืนมาจ่อที่พระบรมมหา

ราชวัง หลังจากนั้นเพื่อไม่ให้สยามหรือไทยเบี้ยวค่าเสียหายฝรั่งเศสเลยยึดจันทบุรีไว้

อ้างว่าเพื่อให้สยามปฎิบัติตามข้อตกลงในสัญญาและยึดตราดไว้แล้วอ้างว่าเพื่อเป็น

หลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัด (โดนตลอดครับ)


<<< ย้อนกลับ หน้า1     

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม  ข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช


สรุปรวม ปัญหาต่างๆที่ฝรั่งเศสและอังกฤษทิ้งไว้ให้ผู้คนในดินแดนแถบนั้นคือ


1.ฝรั่งเศสเรื่องทิ้งปัญหาเรื่องเขตแดน ที่ตัวเองขีดมั่วๆวางอาณาเขตอาณานิคม

ของตัวเองพอฝรั่งเศสได้ดินแดนแถบนั้นไปหมดก็ขีดเส้นแบ่งส่วนเอาตามใจชอบ

พอปลดปล่อยอาณานิคมก็ปรากฎว่าเป็นดังแผนที่ปัจจุบัน ซึ่งเขมรพยายามโวย

มาตลอดว่ามีดินแดนของเขมรที่ติดไปกับทั้งลาวและเวียดนามจนต่อมาประเทศ

เหล่านั้นได้เอกราชก็มาเถียงเรื่องดินแดนกันต่อเช่นลาวกับเวียดนาม ลาวเขมร

เขมรเวียดนาม  เขมรไทย ซึ่งดูจะรุนแรงที่สุดเพราะ 3 ราย คือเวียด เขมร ลาว

 เขาอยู่ในเครือเดียวกันระบบการปกครองแนวเดียวกัน ผ่านสงครามมาด้วยกัน

เกาะกลุ่มฝั่งเดียวกันมาเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากไทยที่ไม่ได้ไปสุงสิงหรือเป็นพวก

เขาแต่แรก


2.อังกฤษ เรื่องเชื้อชาติ แบ่งฐานวัฒนธรรมเช่น ชาวโรฮิงยาที่อยู่ในพม่าที่

อังกฤษนำบรรพบุรุษพวกเขาเข้ามาใช้แรงงานในเขตพม่าและยังคงอยู่ในที่นั้น

จนมีเหตุวิวาทบ่อยครั้ง หรือเรื่องการรวมตัวกันของชนเผ่า รัฐต่างๆ ชนกลุ่มน้อย

ที่ยังมีปัญหาในพม่า การสร้างเกราะด้วยการให้แต่ละเขตพื้นที่มีอำนาจพอๆกัน

ทำให้การรวบรวมประเทศในช่วงแรกของการได้เอกราชยุ่งยากมากหนำซ้ำบาง

ประเทศในขณะนี้ยังไม่สงบดีเลยด้วยซ้ำไปยังพยายามแบ่งแยกพวกพ้องของตน

อยู่ตลอดเพราะพื้นเพไม่ใช่คนพวกเดียวกันหรือไม่ถูกกันอยู่ก่อนที่อังกฤษจะเข้า

มาแล้วผลกระทบคือ ความแตกต่างทาง ศาสนา , เชื้อชาติ และ การอพยพ

(การนำพาแรงงานต่างที่เข้ามาอาศัยมากเกินไปในสมัยก่อน) ซึ่งเป็นความขัดแย้ง

ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก




ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 1





ล่าอาณานิคม


         วันนี้เรามาดูกันว่าข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง เอาใกล้ๆตัวก็ ฝรั่งเศสและอังกฤษที่เข้ามาล่าอาณานิคม

แถบนี้แล้วกันครับเอาไว้เผื่อจะได้เป็นความรู้รอบตัว เรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆ



1.ผู้คนในแถบนั้นจึงมักจะก่อเรื่อง : หาเหตุให้ตัวเองเข้ามาขอควบคุมดูแล

ความปลอดภัยคนของตัวเองและสินค้าของตนแล้วจึงค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจ กดดัน

เจ้าเมืองหรือลิดรอนอำนาจการปกครองของผู้ปกครองเดิมไปทีละนิดจนสุดท้าย

ต้องยอมปล่อยให้ไป


2.เคยเป็นของอาณานิคมเขามาก่อน : เช่นดินแดนเขมรที่ไทยปกครองอยู่

ฝรั่งเศสอ้างว่าญวณเคยปกครองมาก่อนดังนั้นก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย

เอาละสิครับ เสียดินแดนอย่างแน่นอน สู้ฝรั่งเศสไม่ได้ T_T

พิธีมอบตราดให้ฝรั่งเศส 

3.ทำผิดสัญญา : จะเป็นเรื่องสิทธิของคนอังกฤษและฝรั่งเศสในไทย หรือการที่

เขาเสนอข้อสัญญามาแล้วเราไม่สามารถปฏิบัติได้เขาก็ยึดเมืองนั่นเมืองนี่หาข้อมา

กล่าวหาไปได้เลยหรือบางทีเขาเองแหละที่ผิดสัญญาอย่างเช่น สัญญาว่าจะคืน

เกาะกง(เมืองประจันตคีรีเขตต์)ในครั้งการเสียดินแดนมณฑลบูรพา ก็ไม่ทำจนใน

ที่สุดปัจจุบันเกาะกงก็ตกเป็นของกัมพูชาไป


4.การค้าเปิดเสรี : บางครั้งก็ปิดอ่าวรอบุกแบบที่ญี่ปุ่นเคยโดนสมัยเอโดะของ

โชกุนตระกูลโตกุกาวะ นั่นคือในระบอบโชกุนของญี่ปุ่น ของไทยก็เช่นเดียวกัน

เป็นการบีบบังคับให้ทำการค้าเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายและการเก็บภาษีที่

ทำได้น้อยลง เพราะฝั่งอังกฤษบอกว่าถ้าไม่ทำตามจะส่งเรือรบเข้ามาปิดปากน้ำ

ของไทยเอาเรือปืนเข้ามาบุกขยี้สยามเหมือนที่เคยบุกเข้าไปขยี้พม่ามาแล้วมีการ

ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศโดยเป็นทางสยามที่เสียเปรียบต่อ

อังกฤษและสิทธิสภาพของคนในปกครองของอังกฤษที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีโดย

ศาลไทย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เรื่อง >> สนธิสัญญาเบาว์ริง


 >>> อ่านต่อหน้า 2

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม ของแต่ละประเทศบางอันก็ไม่สมเหตุสมผลหรอก

ครับ แค่จะเอาเท่านั้นเอง




เสียดินแดนครั้งที่ 9 ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน





ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน 


  (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)เสียให้แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000

ตร.กม. ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2435


     สาเหตุ : ปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐฉานและรัฐกะยาในสหภาพพม่า

ดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นจำนวนมากทั้งไทใหญ่และกะเหรี่ยงเป็น

ดินแดนที่ค่อนข้างเข้าถึงยากเกินกว่าที่อำนาจของล้านนาจะเข้าไปถึงและยังเป็นพื้นที่

ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ทำให้อังกฤษสนใจพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้หลัง

จากอังกฤษสามารถยึดครองพม่าได้เสร็จสรรพแล้วอีกทั้งมีสถานีการค้าอยู่ที่อินเดีย

อีกซึ่งเป็นเขตที่ติดต่อกันได้ง่ายระหว่างพม่าและอินเดียสมประโยชน์ในด้านทรัพยากร

ของอังกฤษ  เป็นอย่างยิ่งอังกฤษเลยใช้วิธีการอ้างศิทธิว่าพื้นที่ในดินแดนฝั่งซ้าย

แม่น้ำสาละวินนี้เคยเป็นของพม่ามาก่อนเพราะฉะนั้นจึงต้องตกเป็นของอังกฤษ

ฝ่ายไทยหรือสยามในขณะนั้นก็อ้างสิทธิโดยชอบว่าดินแดนแถบนั้นอยู่ภายใต้การ

ครอบครองของอาณาจักรล้านนนามาเป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ทางฝั่งพม่าก็ยอมรับ

เรื่องนี้มานานและได้ใช้แม่น้ำสาละวินเป็นเส้นกั้นเพื่อแบ่งเขตแดน อังกฤษถึงจะรู้

ดังนั้นแต่ด้วยความที่ป่าแถบนั้นอุดมสมบูรณ์มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยวก็ไม่สนใจ

และอ้างว่าไม่ยอมรับเพราะไม่มี การทำเขตแดนเป็นลายลักษณ์อักษร  

 
        และประชากรในแถบนั้นยังเป็นคนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตพม่าไม่ใช่คนของสยาม

ที่อยู่ที่นั่น  อังกฤษในฐานะผู้อยู่เหนือพม่าและดินแดนชายขอบของล้านนาที่ยังไม่

เด่นชัดจึงอ้างสิทธิเข้ายึดครองโดยไม่สนใจฝั่งสยามเพราะทหารสยามในขณะนั้น

ไม่มีกำลังรบที่จะต่อกรกับแสนยานุภาพของจักวรรดิอังกฤษได้เลย


      จำต้องยอมให้อังกฤษมีอำนาจและปกครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน

แถบนั้นไปทั้งหมด สยามก็เป็นฝ่ายยอมยุติยกหัวเมืองเงี้ยวและกะเหรี่ยงให้อังกฤษไป




เสียดินแดนครั้งที่ 1 เกาะหมาก (รัฐปีนัง)





เกาะหมาก (รัฐปีนัง)


      เสียเกาะหมากให้กับจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 11 สิงหาคม 2329 คิดเป็นพื้นที่รวม

375 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 1


         สาเหตุจากอังกฤษต้องการดินแดนเกาะหมากและชายฝั่งและแถบหัวเมืองมลายู

ทั้งหลายพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะหมากเพื่อยัน

คานอำนาจทัพจากเมืองหลวงที่จะมาซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบ หัวเมืองทางใต้ อังกฤษ

ต้องการดินแดนในแถบคาบสมุทรมลายูเพื่อใข้ทำการค้าขนส่งสินค้าจึงเข้ามาขอเช่า

เกาะหมาก ทางพระยาไทรบุรีเห็นว่าอังกฤษจะเป็นผู้คานอำนาจของสยามได้ดีจึงยินยอม

ให้อังกฤษเข้ามามีอำนาจจัดการ


เกาะหมาก ทั้งๆที่ตอนนั้นยังเป็นประเทศราชของสยามอยู่จึงถือว่าอัะงกฤษได้เข้ามา

ยึดครองดินแดนแถงนั้นไว้  อังกฤษทราบดีว่า ไทรบุรีเป็นเมืองขึ้นของไทยจึงพยายาม

เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กษัตริย์ของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

และได้ทูลเกล้าถวายดาบประดับพลอย และ ปืนด้ามเงินหนึ่งกระบอก เพื่อเป็นการผูก

สัมพันธไมตรีกับทางสยามแลอังกฤษจึงได้ครอบครองเกาะหมากนั้นเรื่อยมา


    นับตั้งแต่ที่อังกฤษเปลี่ยนชื่อ เกาะหมาก  เป็น " Prince of wales island " ในวันที่

11 สิงหาคม 2329 ก็ถือว่าดินแดนนั้นตกเป็นของอังกฤษไปแล้ว




สนธิสัญญาเบาว์ริง (สาระสำคัญ)





สนธิสัญญาเบาว์ริง  


หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษแลประเทศสยามเป็นสนธิสัญญา

ที่ทางโลกตะวันตกบีบคั้นทางสยามมาตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ตอนที่อังกฤษเข้า

ยึดพม่าและต่อมาจนถึงตอนต้นของรัชกาลที่ 4เป็นสนธิสัญญาที่ราชอาณาจักรสยาม

ทำกับสหราชอาณาจักร ลงนามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2398

โดย เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

วิกตอเรียเข้ามาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดการค้าเสรีกับต่าง

ประเทศในสยามมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศโดยเป็นทางสยาม

ที่เสียเปรียบต่ออังกฤษเป็นอย่างมาก และเสียเปรียบกว่าชาติอื่นๆในเอเชียด้วยกัน

อีกด้วยในเรื่องการเก็บภาษีจากการค้าขายกับสำเภาตะวันตก ด้วยสนธีสัญญานี้เป็น

การเปิดเสรีในการค้าขายกับชาวต่างชาติเพราะก่อนหน้านี้การค้าขายกับชาติตะวันตก

นั้นเราได้เก็บภาษีจากการค้าขายได้เป็นอย่างมากแต่เมื่อมีการบีบบังคับให้เซ็นสนธิ-

สัญญาเบาว์ริงฉบับนี้ทำให้ทางสยามเสียเปรียบด้านการค้าและสิทธิสภาพของคนใน

ปกครองของอังกฤษที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีโดยศาลไทยและการตั้งกงสุลอังกฤษใน

กรุงเทพรวมถึงคนอังกฤษมีสิทครอบครองที่ดินในสยามได้หากแต่ถ้าสยามไม่ยอม

ตกลงตามนี้ทางอังกฤษก็เตรียมจะเอาเรือปืนเข้ามาบุกขยี้สยามเป็นแน่แท้อย่างที่เกิด

ในพม่า สยามเห็นว่าไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมอ่อนผ่อนตามไป เราถูกบังคับทางอ้อม

จึงจำยอมต้องทำ



สาระสำคัญของสัญญา  (เอาแบบไม่ยิดยาวเข้าประเด็นนะครับ)


1.คนในบังคับอังกฤษที่อยู่ ณ กรุงเทพฯหรือในสยามจะอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของ

กงสุลอังกฤษโดยทางสยามจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำได้เพียงช่วยเหลือจับกุมให้อังกฤษ

นับเป็นครั้งแรกที่สยามมอบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ประชากรต่างด้าว


2.คนในบังคับอังกฤษได้รับสิทธิในการค้าขายอย่างเสรีในเมืองท่าทุกแห่งของสยาม

และสามารถพำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นการถาวรได้ โดยสยามไม่ห้ามปราม

และสามารถจ้างลูกจ้างมาช่วนสร้างบ้านเรือนได้โดยไทยไม่ห้ามปราม คนในบังคับ

อังกฤษสามารถซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวได้ (อาณาเขตสี่ไมล์ 

สองร้อยเส้นไม่เกินกำลังเรือแจวเดินทางในยี่สิบสี่ชั่วโมงจากกำแพงพระนคร) คนใน

บังคับอังกฤษยังได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างเสรีในสยามโดยมีหนังสือที่ได้รับการ

รับรองจากกงสุล


3.ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือและกำหนดอัตราภาษีขาเข้าและขาออกชัดเจน


  - อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าทุกชนิดกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3 ยกเว้นฝิ่นที่ไม่ต้องเสียภาษี

แต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษี ส่วนเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ของพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษี

เช่นกัน


  - สินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้นเดียว โดยเลือกว่าจะเก็บภาษีชั้นใน (จังกอบ 

ภาษีป่า ภาษีปากเรือ) หรือภาษีส่งออก



4.พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยตรงได้กับเอกชนสยามโดยไม่มีผู้ใด

ผู้หนึ่งขัดขวางหรือเบียดเบียน


5.รัฐบาลสยามสงวนสิทธิ์ในการห้ามส่งออกข้าว เกลือและปลา เมื่อสินค้าดังกล่าวมีที

ท่าว่าจะขาดแคลนในประเทศ


6.คนในบังคับของอังกฤษจะมาค้าขายตามหัวเมืองชายฝั่งทะเลของสยามได้แต่จะต้อง

อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯแลจังหวัดที่ระบุไว้ในสัญญา



7.ถ้าฝ่ายไทยยอมให้สิ่งใด ๆ แก่ชาติอื่น ๆ นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องยอมให้

อังกฤษแลคนในบังคับอังกฤษเหมือนกัน



ไทยเสียบเปรียบอย่างไร 


 1.ไทยหรือสยามในขณะนั้นไม่สามารถดำเนินคดีแก่คนในบังคับของอังกฤษได้โดย

ตรงต้องส่งไปให้อังกฤษพิจารณาเองไทยไม่มีสิทธิในการตัดสินคดีความเลย ไทยจึง

ต้องประสบปัญหายุ่งยากที่ไม่สามารถจะตัดสิน กรณีพิพาทระหว่าง คนไทยกับคนต่าง

ชาติโดยใช้กฎหมายไทยได้



 2.รายได้ของไทยลดลงเนื่องจากากรเก็บภาษีได้น้อยลงเพราะโดนบีบให้ทำการค้า

เสรีกับอังกฤษ



 3. อังกฤษสามารถนำฝิ่นเข้ามาขายในเมืองไทยได้



 4.เป็นการริดรอนอำนาจของสยามในดินแดนหัวเมืองมลายูที่อังกฤษใช้เป็นแหล่ง

การค้าและการเดินเรือ  (จนในที่สุดก็ต้องยกให้อังกฤษแทบทั้งหมด)



 5.ควบคุมคนในบังคับในอังกฤษไม่ได้มีผลต่อการจัดการระเบียบต่างๆซึ่งทำได้ลำบาก

คนในบังคับอังกฤษที่ไปจดทะเบียนขึ้นกับอังกฤษใช้ข้อนี้ เมินเฉยต่อกฎหมายสยาม

รวมถึงเอาเปรียบคนในบังคับของสยาม



 6.ตามสนธิสัญญาเบาว์ริง ไทยได้รับเงื่อนไขให้เก็บภาษีขาเข้าได้เพียงร้อยละ 3

เท่านั้นเดิมก่อนหน้าสนธิสัญญาเบาว์ริง ไทยเคยเก็บภาษีขาเข้าจากพ่อค้าฝรั่งถึง

ร้อยละ 8



 7.ลูกค้าอยู่ในบังคับอังกฤษจะบันทุกเอาฝิ่นเข้ามา ณ กรุงเทพฯ ไม่ต้องเสียภาษี

แต่ต้องขายฝิ่นให้แก่เจ้าภาษี ถ้าเจ้าภาษีไม่ซื้อฝิ่นไว้ ให้บันทุกกลับออกไปไม่ต้อง

เสียอะไร (แหม่ๆๆๆๆ)ลองไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ



 การยกเลิกสัญญา


เนื่องจากการที่สนธิสัญญาฉบับนี้ทางสยามเสียเปรียบจึงได้มีความพยายามเจรจาเพื่อ

ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับอังกฤษโดยเอ็ดเวิร์ด เอช. สโตรเบล

ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชาวอเมริกัน เสนอให้สยามแลกหัวเมืองมลายูที่ซักวันนึงอาจจะ

ต้องเสียไปให้แก่อังกฤษไปโดยฟรีๆและการขอกู้เงิน 4 - 5 ล้านปอนด์ ในอัตราดอกเบี้ย

ต่ำเพื่อนำไปสร้างทางรถไฟสายใต้ โดยมีการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 10

มีนาคม พ.ศ. 2451 โดยรัฐบาลสยามยอมยกหัวเมืองมลายู  -ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู

และปะลิส ตลอดจนเกาะ ใกล้เคียงให้แก่อังกฤษ เป็นการแก้ปัญหาหัวเมืองมลายูที่ห่าง

ไกลและชอบมีปัญหาในการจัดการระเบียบบ้านเมือง รวมถึงอังกฤษเองก็ฮึ่มๆเมืองแถว

นั้นอยู่เป็นระยะอาจจะต้องเสียไปซักวันสู้เสนอแลกเปลี่ยนเพื่อยกเลิกสัญญาและเอา

ปัจจัยด้านอื่นมาสร้างประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองจะดีกว่า