แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยาม แสดงบทความทั้งหมด

ฝรั่งเศสอยากได้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไป (ลาว )เพื่ออะไร




ฝรั่งเศสอยากได้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

 ฝรั่งเศสอยากได้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไป (ลาว )เพื่ออะไร


      ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอาณาจักรล้านช้างหรือประเทศลาวนั้นเสียให้แก่ฝรั่งเศส

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 143,000 ตร.กม. ให้แก่ฝรั่งเศสในวันที่

 3 ตุลาคม 2436  ซึ่งถือว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งใหญ่มากของสยาม ฝรั่งเศสนั้น

อ้างสิทธิเหนือดินแดนลาวเพราะให้เหตุอ้างว่าดินแดนลาว ลานช้างนั้นเคยเป็นของ

ญวนมาก่อน (ญวน คือเวียดนาม) 

เมื่อญวนตกอยู่ภายใต้อำนาจเป็นอาณานิคม

ของฝรั่งเศสแล้ว ลาวจึงต้องตกเป็นของฝรั่งเศส

ด้วย (เป็นความปรารถนาของนายโอกุสต์ ปาวี 

รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครกรุงเทพ)


    สยามไม่ยอมรับในข้อนี้จึงได้เกิดการต่อรบกันขึ้น โดยฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาต่อสู้

กับสยามเข้ามาปิดแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วหันปากปืนใหญ่เข้ามาทีมหาราชวังพระบรม

มหาราชวังเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่าวิกฤติการณ์ปากน้ำ( Paknam Incident )

13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 หรือวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสจึงยื่นคำขาดมาทาง

สยาม เราจึงจำต้องยกดินแดนให้ฝรั่งเศสไป พร้อมทั้งต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ชีวิต

และทรัพย์สินของฝรั่งเศสที่เสียหายจากการสู้รบอีกด้วยรัชกาลที่ 5 จำต้องเอา

เงินถุงแดง ออกมาใช้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากการรบให้ฝรั่งเศส


เพราะเหตุใดฝรั่งเศสจึงอยากได้ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนัก 

เราลองมานั่งดูเหตุผลกันครับ


1. เพื่อเป็นเกียรติ-ความยิ่งใหญ่ : ฝรั่งเศสนั้นต้องการอาณานิคมเพื่อไว้ซึ่งเกียรติ

และความยิ่งใหญ่ของตัวเพื่อแข่งกับเจ้าอาณานิคมอื่นๆ อย่างอังกฤษที่ได้ชื่อว่า

(ดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน) หรือฮอลันดา และอื่นๆอีก


2. รุกจีน : ฝรั่งเศส ต้องการที่จะใช้แม่น้ำโขงรุกเข้าทางตอนใต้ของจีนเพื่อผล

ประโยชน์ทางการค้า และเข้าไปยึดครองแผ่นดินบางส่วนของจีนอันนี้ก็ไม่สามารถ

ทราบได้ เพราะในจีนก็มีต่างชาติหลายประเทศเข้าไปมีอิทธิพลและส่วนแบ่งอยู่

พอสมควร รวมถึงรัสเซียด้วย ฝรั่งเศส แม้กระทั้งอังกฤษ ก็อยากจะเข้าไปร่วมด้วย

เช่นกัน


3. ทรัพยากร : ทรัพยากรนั้นดูแล้วฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงหรือลาวนั้นอาจจะมีน้อย

กว่า เวียดนาม โบราณสถานก็ไม่มากเท่าเขมร แต่ด้วยว่ามีไม้สักหรือคิดว่ามีทอง

ด้วยจึงอยากได้ไว้ อีกอย่างเพื่อคุมสายน้ำได้ด้วย (แม่น้ำโขง)


 3 ข้อเท่าที่พอสังเกตุได้ หลักๆเลยคือ รุกเข้าตอนใต้จีนเพื่อไปสร้างอิทธิพลจะการค้า

หรือดินแดนก็แล้วแต่ที่ฝรั่งเศสต้องการ แต่ก็เหมือนคราวที่แม่น้ำแดง คือฝรั่งเศส

ผิดพลาดในการสำรวจ จะใช้แม่น้ำโขงเดินเรือเข้าไปทางตอนใต้ของจีนน้ำทำแทบ

ไม่ได้เลยเพราะว่าเกาะแก่งในแม่น้ำโขงแก่งหิน ไม่เหมาะสมแก่การเดินเรือทำให้

ฝรั่งเศสตกไปในข้อนี้แต่ยึดมาได้แล้วเนี้ยก็หาทางยึดกันต่อ โดยฝรั่งเศสได้ตกลง

กับอังกฤษไว้ว่าจะแบ่งส่วนให้สยามเป็นเหมือนดินแดนกันชนเหลือไว้ถึงแค่

แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยพระปรีชาของรัชกาลที่ 5 ที่ไปผูกสัมพันธ์กับ เยอรมัน

รวมถึงรัสเซียเอาไว้ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นพระองค์เน้นวิธีเจรจาถ้อยทีถ้อย

อาศัยทำให้ประเทศไทยยังคงเหลือดินแดนไว้มากมายถึงเพียงนี้ ไม่งั้นภาคอีสาน

ทั้งภาคคงโดนฝรั่งเศสสอยไปแล้วเหลือไว้แค่กลางกับใต้เท่านั้น





ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2






ไทยเสียดินแดน




  ไทยเสียดินแดนให้ชาติประเทศใดบ้าง หลังจากหน้าแรกเรื่องการเสียดินแดน 

คือ " ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1 "  หน้านี้เป้นหน้าที่ 2 ต่อจากการเสีย

ดินแดน ให้อังกฤษและพม่า มาหน้านี้จะพูดถึงการเสียดินแดนให้ ฝรั่งเศส และ

ญวน (เวียดนาม) เอาไว้เป็นความรู้รอบตัว ครับ


3. ฝรั่งเศส 

- เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ : เขมรได้แอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้

ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนที่เสียไปให้ญวณ ให้กลับมาอยู่กับฝรั่งเศสจึงได้ส่งกองเรือ

เข้ามาประชิดเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อข่มขุ่ทางฝ่ายสยามหลายครั้งทางไทย

เห็นว่าไม่มีทางจะต่อสู้กับฝรั่งเศสได้ จึงต้องยอมไปเขมรอีกครั้งและมาช่วย

คุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยาม

- สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : ฝรั่งเศสอ้างว่ามาช่วยปราบฮ่อและเข้ายึดเมือง

คุมกำลังไว้หน้าตาเฉย จนต้องเจรจาและยอมให้ฝรั่งเศสไปเพื่อหลีกเลี่ยงการ

ปะทะ

- เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) : 

ฝรั่งเศสอ้างสิทธิว่าลาวเคยเป็นของญวณมาก่อน

(ซึ่งตอนนั้นญวณตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไปแล้ว) ไทยกับฝรั่งเศสจึงสู้รบกัน

จนเกิดเป็น วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ทำให้ไทยต้องยอมเมื่อฝรั่งเศสปเอาเรือรบมา

ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาเอาไว้พร้อมยิงเข้ามาในพระนครสยามจำต้องยอมยก

ดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และต้องจ่ายเงินค่าเสียหาย

ให้แก่ฝรั่งเศส

-  เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง : หลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ไทยต้องยอม

ฝรั่งเศสและฝรั่งเศสได้ทำการยึดเอาเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน ซึ่งเป็นแผ่นดิน

หลักสำคัญทางการทหารชายฝั่งตะวันออกอีกด้วยในจันทบุรีคนส่วนใหญ่เป็นไทย

ซึ่งสำคัญต่อประเทศมากกว่าเลยต้องยอมเสียเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อ

แลกกับจันทบุรี

- มลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) : ฝรั่งเศสก็ถอนตัวออกจาก

จันทบุรีแต่ได้เข้าไปทำการยึดเมืองตราด และเกาะต่างๆ รวมถึงเกาะกง (เมือง

ประจันตคีรีเขตต์) เกาะกูดแทนโดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติ

ตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัดตราดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลไม่ต่าง

จากจันทบุรีเลยโดยต้องยอมเสียดินแดน มณฑลบูรพาไปแลกกับตราดและ

เกาะแก่งต่างๆที่โดนยึดไปคืนและเจรจาให้ศาลไทยมีอำนาจชำระคดีความคน

ในบังคับฝรั่งเศสได้ ฝรั่งเศสยอมตามที่ขอแต่ก็ไม่ยอม คืนเกาะกงให้แก่ไทย

จนในที่สุดเกาะกงก็ต้องตกเป็นอยู่กับกัมพูชาในปัจจุบัน


4. เวียดนาม หรือ ญวณ 

- บันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : หลังจากที่รัชกาลที่ 1 สวรรคตเนื่องจากทางสยาม

นั้นกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ทางญวณเลยไม่มีความเกรงใจเหมือรัชกาลก่อน

สยามก็ยังทำสงครามกับพม่าแถวภาคใต้ จึงเป็นเหตุให้ญวณเข้ายึดครอง

บันทายมาศ ตอนนั้นทางสยามยังไม่มีกำลังพอจะไปเอาคืนเพราะติดศึก

อยู่จึงปล่อยไปก่อนต่อมาญวนเข้าตีเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของสยามทำให้

ต้องรบกันอยู่นับ 10 ปี จนต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลังลง จนต้องทำสัญญาสงบศึกกัน

ทางสยามยังมีสิทธิบนดินแดนเขมรอยู่แต่ก็ไม่สามารถเอาบันทายมาศคืนมาได้

ปัจจุบัน บันทายมาศ เป็นส่วนนึงของจังหวัด กัมปอต ของกัมพูชา







ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 1






ไทยเสียดินแดน



เป็นที่ทราบกันดีว่า อาณาจักรสยามในอดีตหรือประเทศไทยในปัจจุบันเคยมีพื้นที่ๆ

อยู่ใต้อำนาจของตนกว่า 1 ล้านตารางกิดลเมตร เป็นชาติที่ไม่เคยเป็นเมืองชาติ

ตะวันตกในยุคที่มีการล่าอาณานิคมกันกว้างขวางไปทั่วโลกแต่ไทยเราเองนั้นก็ได้

รับผลกระทบไปไม่น้อยจากการที่ต้องเสียดินแดน นครรัฐต่างๆไปเผื่อแลกกับ

อิสระภาพในแผ่นดินหลักเอาไว้ บทความนี้จะมารวมการเสียดินแดนของไทย

ว่าไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง เสียไปอย่างไร (แบบคร่าวๆสั้นๆพอเข้าใจ) 

บางดินแดนที่เสียไปนั้นเป็นการเสียไปในหลายช่วงหลายยุคหลายตอน แต่เกิดขึ้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น


ไทยเสียดินแดนเหล่านั้นไปมากกว่า ดินแดนที่มีอยู่ในขณะนี้เสียด้วยซ้ำ

(ปัจจุบันไทยมีเนื้อที่ราวๆ 513,120 ตร.กม.) แต่พื้นที่ที่เสียไปนั้นมากกว่า

600,000 ตร.กม.


มาดูกันครับว่าไทยเราหรือสยามในอดีตเสียพื้นที่ให้ชาติใดอย่างไรกันบ้าง


1. อังกฤษ :

- เกาะหมาก (รัฐปีนัง) : อังกฤษต้องการเพื่อเป็นอำนาจทางการค้า + เจ้าเมือง

ไทรบุรีพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะเพื่อบีบไทย

ทำให้ไทยต้องยอมถอยออกมา

-  รัฐเปรัค :  อังกฤษกำลังสร้างอำนาจทางแหลมมลายู อังกฤษใช้ข้ออ้างในการ

ทำการค้ากับเปรัคเข้ามาปกครองเสียเอง

- ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)  : มีทรัพยากร

ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และทางล้านนาเข้าไปมีอิทธิพลไม่ถึงอังกฤษจึงอ้างสิทธิเหนือ

ดินแดนเหล่านี้ว่าเป็นของพม่าที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้วยึดเอาไป

- หัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี) :  เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ระหว่างสยามกับอังกฤษ แลกกับอำนาจศาลไทยที่จะบังคับคดีความผิดของคน

อังกฤษในดินแดนไทยซึ่งแต่ก่อนไม่สามารถทำได้ เพื่อขอกู้เงิน มาสร้างทางรถไฟ

สายใต้จากเพชรบุรีลงไปจนถึงชายแดนมลายู ปลดหนี้สินที่ทางสยามมีอยู่กับ

จักรวรรดิอังกฤษเพราะทางหัวเมืองมลายูจะเป็นคนชดใช้แทนและดินแดนเหล่านั้น

ปกครองยาก จะเสียไปในไม่ช้าสู่ยกให้อังกฤษเพื่อเอามาแลกผลประโยชน์และ

สิทธิในศาลจะดีกว่า

คุ้มหลวงเชียงตุง ของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง

2. พม่า :

- สิบสองปันนา  : เกิดการก่อกบฎแย่งราชสมบัติกันในเมืองเชียงรุ้ง 2 ฝั่งจึงเข้าไป

พึ่งจีนและพม่ามาถ่วงกันจนในที่สุดพม่าสามารถครองไปได้ไทยพยายามตีคืน

แต่ไม่สำเร็จต่อมาภายหลังจึงได้ตกเป็นของจีนจนถึงปัจจุบัน (แต่ไทยเสียให้

พม่าไปก่อนแล้ว)

- แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เป็นพื้นที่รับผิดชอบของล้านนาแต่สยามเองติดศึก

หลายด้านที่ต้องเฝ้าระวังและ เชียงตุงก็อยู่ห่างไกลพม่าได้โอกาศเหมาะเข้ารวม

เอาไว้ จึงเสียแก่พม่าไปและตกเป็นของอังกฤษเมื่อพม่าแพ้สงครามกับจักรวรรดิ

อังกฤษ

- มะริด ทวาย ตะนาวศรี  : ได้แผ่นดินไม่ได้ใจคนเพราะผู้คนรวมถึงกรมการเมือง

ต่างๆยังฝักใฝ่กับพม่าพม่าบุกโจมตีทวายโดยมีไส้ศึกภายในทำให้สยามพ่ายแพ้

ไปและต่อมาก็ไม่มีกำลังจะเอาคืนกลับมาได้อีก (ดินแดนนี้น่าเสียดายมากเพราะ

เป็นเมืองท่าที่สำคัญในปัจจุบัน)

ลิ้งที่เกี่ยวข้อง

 >>> ไทยเสียดินแดนให้ชาติใดบ้าง : 2

อ่านต่อหน้า 2ได้เลยครับจะเป็นเกี่ยวกับฝรั่งเศสและ ญวน (เวียดนาม) 







ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2





ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 2


5.ท้องถิ่นต้องการไปอยู่ : เช่น กษัตริย์เขมรสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศ-

วรอดิภาพแอบส่งสารลับไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนและมา

ช่วยคุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยามและญวน (เข้าทางฝรั่งเศสสิครับ)

แต่หลังจากนั้นพระองคค์ก็สวรรคตไปเรื่องนี้เลยตกไปแต่สุดท้ายฝรั่งเศสก็เข้ามามี

บทบาทในดินแดนแถบอินโดจีนมากขึ้นแล้วก็บีบให้กษัตริย์เขมรยอมจำนนแก่

ฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จผลทุดท้ายทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งที่ 7 เขมรส่วนนอก 

ไปให้แก่ฝรั่งเศส


6.เกิดเหตุการณ์ (ฆ่าคนของเขา - ปราบกบฏ) : เรื่องที่ฝรั่งเศสเข้ามาปิดปาก

แม่น้ำเจ้าพระยาจนโดนสยามต่อต้านอย่างหนักเสียลูกเรือและ เรือเสียหายไปบาง

ส่วนเขาจึงต้องการสินสงครามเป็นที่มาของการยึดจันทบุรีและตราดไว้ ส่วนปราบ

กบฏตอนที่ ฮ่อ เข้าไปละรานดินแดนสิบสองจุไท ฝรั่งเศสก็ทำทีอ้างว่ามาช่วย

ปราบฮ่อทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เข้ามายึดคุมเมืองเอาไว้จนสุดท้ายต้องเจรจา

กันถึงที่สุดสยามก็จำต้องเสียให้ฝรั่งเศสไปอยู่ดี ปัจจุบันอยู่ในเขตเดียนเบียนฟู

ของเวียดนาม

เรือลูแตง หนึ่งในเรือฝรั่งเศสที่เข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา

7.หลักประกัน : เช่นในวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ที่ไทยต้องจ่ายค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส

หลังจากการสู้รบกันแล้วไทยต้องยอมแพ้เพราะฝรั่งเศสเอาเรือปืนมาจ่อที่พระบรมมหา

ราชวัง หลังจากนั้นเพื่อไม่ให้สยามหรือไทยเบี้ยวค่าเสียหายฝรั่งเศสเลยยึดจันทบุรีไว้

อ้างว่าเพื่อให้สยามปฎิบัติตามข้อตกลงในสัญญาและยึดตราดไว้แล้วอ้างว่าเพื่อเป็น

หลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามอนุสัญญาใหม่โดยเคร่งครัด (โดนตลอดครับ)


<<< ย้อนกลับ หน้า1     

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม  ข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช





ปัญหาต่างๆหลังจากได้รับเอกราช


สรุปรวม ปัญหาต่างๆที่ฝรั่งเศสและอังกฤษทิ้งไว้ให้ผู้คนในดินแดนแถบนั้นคือ


1.ฝรั่งเศสเรื่องทิ้งปัญหาเรื่องเขตแดน ที่ตัวเองขีดมั่วๆวางอาณาเขตอาณานิคม

ของตัวเองพอฝรั่งเศสได้ดินแดนแถบนั้นไปหมดก็ขีดเส้นแบ่งส่วนเอาตามใจชอบ

พอปลดปล่อยอาณานิคมก็ปรากฎว่าเป็นดังแผนที่ปัจจุบัน ซึ่งเขมรพยายามโวย

มาตลอดว่ามีดินแดนของเขมรที่ติดไปกับทั้งลาวและเวียดนามจนต่อมาประเทศ

เหล่านั้นได้เอกราชก็มาเถียงเรื่องดินแดนกันต่อเช่นลาวกับเวียดนาม ลาวเขมร

เขมรเวียดนาม  เขมรไทย ซึ่งดูจะรุนแรงที่สุดเพราะ 3 ราย คือเวียด เขมร ลาว

 เขาอยู่ในเครือเดียวกันระบบการปกครองแนวเดียวกัน ผ่านสงครามมาด้วยกัน

เกาะกลุ่มฝั่งเดียวกันมาเหนียวแน่น ซึ่งต่างจากไทยที่ไม่ได้ไปสุงสิงหรือเป็นพวก

เขาแต่แรก


2.อังกฤษ เรื่องเชื้อชาติ แบ่งฐานวัฒนธรรมเช่น ชาวโรฮิงยาที่อยู่ในพม่าที่

อังกฤษนำบรรพบุรุษพวกเขาเข้ามาใช้แรงงานในเขตพม่าและยังคงอยู่ในที่นั้น

จนมีเหตุวิวาทบ่อยครั้ง หรือเรื่องการรวมตัวกันของชนเผ่า รัฐต่างๆ ชนกลุ่มน้อย

ที่ยังมีปัญหาในพม่า การสร้างเกราะด้วยการให้แต่ละเขตพื้นที่มีอำนาจพอๆกัน

ทำให้การรวบรวมประเทศในช่วงแรกของการได้เอกราชยุ่งยากมากหนำซ้ำบาง

ประเทศในขณะนี้ยังไม่สงบดีเลยด้วยซ้ำไปยังพยายามแบ่งแยกพวกพ้องของตน

อยู่ตลอดเพราะพื้นเพไม่ใช่คนพวกเดียวกันหรือไม่ถูกกันอยู่ก่อนที่อังกฤษจะเข้า

มาแล้วผลกระทบคือ ความแตกต่างทาง ศาสนา , เชื้อชาติ และ การอพยพ

(การนำพาแรงงานต่างที่เข้ามาอาศัยมากเกินไปในสมัยก่อน) ซึ่งเป็นความขัดแย้ง

ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก




ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม 1





ล่าอาณานิคม


         วันนี้เรามาดูกันว่าข้ออ้างต่างๆในการล่าอาณานิคมของชาติ ตะวันตกนั้น

ส่วนใหญ่มีอะไรกันบ้าง เอาใกล้ๆตัวก็ ฝรั่งเศสและอังกฤษที่เข้ามาล่าอาณานิคม

แถบนี้แล้วกันครับเอาไว้เผื่อจะได้เป็นความรู้รอบตัว เรื่องประวัติศาสตร์ต่างๆ



1.ผู้คนในแถบนั้นจึงมักจะก่อเรื่อง : หาเหตุให้ตัวเองเข้ามาขอควบคุมดูแล

ความปลอดภัยคนของตัวเองและสินค้าของตนแล้วจึงค่อยๆ แผ่ขยายอำนาจ กดดัน

เจ้าเมืองหรือลิดรอนอำนาจการปกครองของผู้ปกครองเดิมไปทีละนิดจนสุดท้าย

ต้องยอมปล่อยให้ไป


2.เคยเป็นของอาณานิคมเขามาก่อน : เช่นดินแดนเขมรที่ไทยปกครองอยู่

ฝรั่งเศสอ้างว่าญวณเคยปกครองมาก่อนดังนั้นก็ต้องตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย

เอาละสิครับ เสียดินแดนอย่างแน่นอน สู้ฝรั่งเศสไม่ได้ T_T

พิธีมอบตราดให้ฝรั่งเศส 

3.ทำผิดสัญญา : จะเป็นเรื่องสิทธิของคนอังกฤษและฝรั่งเศสในไทย หรือการที่

เขาเสนอข้อสัญญามาแล้วเราไม่สามารถปฏิบัติได้เขาก็ยึดเมืองนั่นเมืองนี่หาข้อมา

กล่าวหาไปได้เลยหรือบางทีเขาเองแหละที่ผิดสัญญาอย่างเช่น สัญญาว่าจะคืน

เกาะกง(เมืองประจันตคีรีเขตต์)ในครั้งการเสียดินแดนมณฑลบูรพา ก็ไม่ทำจนใน

ที่สุดปัจจุบันเกาะกงก็ตกเป็นของกัมพูชาไป


4.การค้าเปิดเสรี : บางครั้งก็ปิดอ่าวรอบุกแบบที่ญี่ปุ่นเคยโดนสมัยเอโดะของ

โชกุนตระกูลโตกุกาวะ นั่นคือในระบอบโชกุนของญี่ปุ่น ของไทยก็เช่นเดียวกัน

เป็นการบีบบังคับให้ทำการค้าเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายและการเก็บภาษีที่

ทำได้น้อยลง เพราะฝั่งอังกฤษบอกว่าถ้าไม่ทำตามจะส่งเรือรบเข้ามาปิดปากน้ำ

ของไทยเอาเรือปืนเข้ามาบุกขยี้สยามเหมือนที่เคยบุกเข้าไปขยี้พม่ามาแล้วมีการ

ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศโดยเป็นทางสยามที่เสียเปรียบต่อ

อังกฤษและสิทธิสภาพของคนในปกครองของอังกฤษที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีโดย

ศาลไทย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เรื่อง >> สนธิสัญญาเบาว์ริง


 >>> อ่านต่อหน้า 2

ข้ออ้างในการล่าอาณานิคม ของแต่ละประเทศบางอันก็ไม่สมเหตุสมผลหรอก

ครับ แค่จะเอาเท่านั้นเอง




ไทยเสียดินแดน





การเสียดินแดนของไทย


     รวมการเสียดินแดนของไทยเอาไว้ ทั้งการเสียไปจากการสู้รบแย่งชิง การเสีย

ไปจากการโดนข่มขู่จากการล่าอาณานิคมที่ชาติตะวันตกเข้ามารุนรานพื้นที่ทั่ว

โลกรวมถึงแถบนี้ และการเสียดินแดนเพื่อแลกกับเรื่องราวสิทธิต่างๆการพัฒนา

ต่างๆของไทยเอง 


1.เกาะหมาก (รัฐปีนัง) : เสียให้กับจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 11 สิงหาคม 2329 


คิดเป็นพื้นที่รวม 375 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 1 อ่านต่อ >> เกาะหมาก (รัฐปีนัง)


2. มะริด ทวาย ตะนาวศรี : เมืองท่าที่สำคัญไปในรัชกาลที่ 1 เป็นการเสียให้

แก่พม่าคิดเป็นพื้นที่ ราวๆ 55,000 ตร.กม.  พ.ศ.2336

อ่านต่อ >> มะริด ทวาย ตะนาวศรี


3.เสียบันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : ใน พ.ศ.2353 ให้ญวณในรัชกาลที่ 2 และ

ได้ตกเป็นของฝรั่งเศส สุดท้ายในปัจจุบัน พื้นที่ตรงนั้นเป็นส่วนนึงของจังหวัด

กัมปอต ของกัมพูชา อ่านต่อ >> เสียบันทายมาศ


4. แสนหวี เมืองพง เชียงตุง : เสียให้กับพม่าในปีพ.ศ. 2368 ในรัชกาลที่ 3 พื้นที่

62,000 ตร.กม.เมื่่ออังกฤษได้ให้เอกราชแก่พม่าแล้วนั้น ดินแดนทั้ง 3 นี้ก็ตกไปเป็น

ของพม่าโดยสิ้นเชิง อ่านต่อ >> แสนหวี เมืองพง เชียงตุง


5. รัฐเปรัค : เสียให้กับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2369  ในสมัยรัชกาลที่ 3  ทางเปรัคเองก็

มีท่าทีหันไปพึ่งอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2367 อังกฤษกำลังสร้างอำนาจทาง

แหลมมลายู อ่านต่อ >> รัฐเปรัค


6. สิบสองปันนา : ประมาณ 90,000 ตร.กม. ช่วงรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของ

มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 พฤษภาคม 2393

อ่านต่อ >> สิบสองปันนา


7. เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ : ในรัชกาลที่ 4 พื้นที่มากถึง 124,000

ตร.กม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2410 ให้ฝรั่งเศส อ่านต่อ >> เขมรส่วนนอก


8.การปราบฮ่อ และการเสีย สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : พื้นที่ประมาณ

87,000 ตร.กม. เสียให้แก่ฝรั่งเศส ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอม

เกล้าเจ้าอยู่หัว อ่านต่อ >> สิบสองจุไท


9. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง) :

เสียให้แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000 ตร.กม. ในวันที่ 27 ตุลาคม

พ.ศ. 2435 อ่านต่อ >> ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน



10. เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว) :

เป็นการเสียดินแดนครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ  143,000

ตร.กม. ให้แก่ฝรั่งเศสในวันที่  3 ตุลาคม 2436  อ่านต่อ >>  ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง


11. เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง  : ในช่วงรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวม  25,500 ตร.กม.

เสียให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อเอาไปแลกเอาจันทบุรีคืนจากฝรั่งเศส

อ่านต่อ >>  ฝั่งขวาแม่น้ำโขง


12. มลฑลบูรพา (พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ) ให้แก่ฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 5

พื้นที่ 51,000 ตร.กม.เพื่อแลกกับดินแดนไทยที่ ฝรั่งเศสยึดไป อย่างตราด เกาะกง

และด่านซ้ายและอำนาจศาลไทยที่จะบังคับต่อคนในบังคับของฝรั่งเศสในประเทศ

ไทย  อ่านต่อ >>  มลฑลบูรพา


13. หัวเมืองมลายู (รัฐกลันตัน ตรังกานู ปะลิส และไทรบุรี)  :  ในรัชกาลที่ 5

พื้นที่ 80,000 ตร.กม. ในปี 2451 เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างสยามกับอังกฤษ

อ่านต่อ >> หัวเมืองมลายู


14. เขาพระวิหาร   ( ยังไม่มีบทความ  )









เสียดินแดนครั้งที่ 11 ฝั่งขวาแม่น้ำโขง





ฝั่งขวาแม่น้ำโขง


       เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง  : ในช่วงรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวม  25,500 ตร.กม.

เสียให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อเอาไปแลกเอาจันทบุรีคืนจากฝรั่งเศส


   สาเหตุ : หลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบมาปิดอ่าวไทยและแม่น้ำ

เจ้าพระยาโดยการวางแผนของนายโอกุสต์ ปาวี ซึ่งอ้างสิทธิเหนือดินแดนลาวฝั่งซ้าย

แม่น้ำโขงทำให้สยามต้องเสียดินแดนส่วนนั้นพร้อมกับจ่ายค่าเสียหายให้แก่ฝรั่งเศส

เป็นเงินจำนวนมากอีกด้วย

นายโอกุสต์  ปาวี

    ซึ่งมาในรอบนี้เป็นการเสียแผ่นดินฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง 2 จุดห่างกันแต่เสียพร้อมกัน

ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ.122 (พ.ศ.2446) ซึ่งการเสียดินแดนครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก

วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสเล่นแง่กับสยามโดยหลังจากที่สยามยอมทำสนธิสัญญา

ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสไปแล้วนั้น ทางฝรั่งเศสยังไม่ยอมลดละที่

จะหาเรื่องไทย หรือสยามในขณะนั้นด้วยการไปยึดเอาเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน เพื่อ

ให้สยามยอมทำตามได้ปฏิบัติตามสัญญาแต่เมื่อสยามทำตามสัญญาครบถ้วนแล้ว

ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหารออกไปฝรั่งเศสทำการยึดเมืองจันทบุรีไว้นานถึง 10 ปี

สาเหตุหลักใหญ่ใจความเลยคือ ดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงนั้นแหละที่ฝรั่งเศส

ยังไม่ได้ไปหลังจากเหตุการณ์ ร.ศ. 112  ทำให้ฝรั่งเศสเล่นแง่กับทางสยาม เพราะใน

พื้นที่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารอยู่พอสมควรและที่สำคัญเลยคือ

บ่อเกลือที่มีอยู่มากมาย ฝรั่งเศสเล็งเห็นผลประโยชน์ในดินแดนเหล่านั้นและจะเป็น

การจัดระเบียบพื้นที่ผลประโยชน์ของตัวเองได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยต้องการอยากจะ

ได้ไปจากสยามหรือไทยซึ่งดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสได้ไปนั้น

อยู่ในเขตที่ติดกับภาคเหนือของไทยตรงข้ามกับหลวงพระบาง ปัจจุบันคือแขวง

ไชยบุรีของลาวกับที่อยู่ตรงภาคอีสานตรงข้ามกับจำปาศักดิ์ของลาว (ปัจจุบีนมีพื้นที่

อยู่ในแขวงจำปาศักดิ์) ซึ่งมีพื้นที่ติดเขมรคือจังหวัดสตึงแตรงอยู่ทางตอนเหนือสุด

ของเขมรและจังหวัดพระวิหารด้วยเหตุที่สยามยอมแลกเพราะจันทบุรีเป็นเมืองสำคัญ

เมืองใหญ่และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลที่ไม่ควรจะต้องตกเป็นของศัตรู รวม

ถึงง่ายต่อการจัดระเบียบการปกครองในมณฑลพายัพอีกด้วยทำให้เขตแดนทางทะเล

เพิ่มขึ้นและอีกเหตุผลสำคัญคือในจันทบุรีคนส่วนใหญ่เป็นไทย ซึ่งสำคัญต่อประเทศ

มากกว่าเลยต้องยอมแลก โดยมีการทำสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ร.ศ. 122 (พ.ศ.2446)

ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเรื่องการกำหนดเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรสยามกับดินแดน

ในปกครองของฝรั่งเศส การลงนามฝั่งไทยคือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค)

พระยาสุริยานุวัตร (เกิดบุนนาค)


และทางฝรั่งเศสคือ  เธโอพีล เดลกาสเซ (Theophile Delcasse) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

การต่างประเทศของทางฝรั่งเศสการเจรจามีขึ้น ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 (พ.ศ.2446)  และมีการลงนามในวันที่ 13 กุมภาพันธ์

ร.ศ. 122 (พ.ศ.2446)




เสียดินแดนครั้งที่ 10 ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง





อาณาจักรล้านช้าง หรือประเทศลาว


เป็นการเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พื้นที่รวมทั้งสิ้น

ประมาณ 143,000 ตร.กม. ให้แก่ฝรั่งเศสในวันที่  3 ตุลาคม 2436



 ผู้มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ครั้งนี้คือนายโอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำ

นครกรุงเทพ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่มีบทบาทในตอนที่ไทยเสีย สิบสองจุไทให้แก่ฝรั่งเศส

นายปาวีเป็นนักการทูตฝรั่งเศสที่มีอุดมการณ์ที่จะแสวงหาอาณานิคมให้กับประเทศของ

ตนอย่างแรงกล้าโดยเฉพาะในแถบอินโดจีน และแน่นอนในลาวก็เป็นสิ่งที่นายปาวี

ปรารถนาลึกๆแล้วฝรั่งเศสต้องการดินแดน ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หรือ ลาวอยู่แล้วตั้งแต่

ได้สิบสองจุไทไป เลยอ้างสิทธิ (อ้างสิทธิตามเคย) ว่าดินแดนลาว ลานช้างนั้นเคยเป็น

ของญวนมาก่อนเมื่อญวนตกเป็นของฝรั่งเศสดินแดนต่างๆที่เคยเป็นของญวนก็ต้องตก

เป็นของฝรั่งเศสด้วยทางสยามนั้นไม่ยอมทำตามเลยเกิดการต่อสู้กัน ฝรั่งเศสนำเรือรบ

จากพนมเปญเข้ามาทางอ่าวไทยเพื่อปิดแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อที่จะเข้ามายังพระนคร

เรือรบฝรั่งเศส 3 ลำถูกโจมตีโดยป้อมปืนของสยามและเรือปืน 5 ลำจอดทอดสมอ

อยู่ด้านหลังแนวสิ่งกีดขวาง 


ประกอบไปด้วย เรือมกุฎราชกุมาร, เรือทูลกระหม่อม, เรือหาญหักศัตรู, เรือนฤเบนทร์บุตรี

 และ  เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ ทางไทยไม่สามารถยอมได้ จึงมีการปะทะต่อสู้กัน เรือของ

ทางฝรั่งเศสหลุดเข้ามาได้ 2 ลำ เข้ามาปิดแม่น้ำเจ้าพระยาเขาได้ทำการปิดล้อมและ

หันกระบอกปืนมาทางพระบรมมหาราชวังเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่าวิกฤติการณ์ปากน้ำ

( Paknam Incident ) 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 หรือวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ในขณะนั้น

นายโอกุสต์ ปาวี รองกงสุลฝรั่งเศสประจำนครกรุงเทพฯ  ได้ทำการยื่นคำขาดมาแก่

ทางสยามจำต้องยอมยกดินแดนลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และต้องจ่าย

เงินค่าเสียหายให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่  3 ตุลาคม 2436  ทั้งสิ้น 3 ล้านฟรังก์ รัชกาลที่ 5

จำต้องเอาเงินถุงแดง (พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ได้จากการค้าสำเภาที่เป็นมรดก

จากรัชกาลที่ 3) และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ 5 มาชำระให้แก่ฝรั่งเศส

ซึ่งใน 3 ล้านฟรังก์นั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 2 ล้านฟรังก์แรกเป็นค่าเสียหายจากการรบ

อีก 1 ล้านฟรังก์ เป็นค่าทำขวัญครอบครัวทหารผู้เสียชีวิตของทหารฝรั่งเศส ซึ่งแบ่ง

เป็นจ่ายเป็นเงินเหรียญ  2.5 ล้านฟรังก์ และอีก 5 แสนฟรังก์จ่ายเป็นเช็คส่งไปที่ไซ่ง่อน


The French Wolf And Siamese Lamb เป็นการ์ตูนล้อเลียน ว่าหมาป่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างฝรั่งเศส

กำลังข่มเหงรังแกแกะน้อยอย่างสยามในดินแดนที่เป็นของแกะน้อยมาก่อนหมาป่าอย่าง

ฝรั่งเศส



           เรือลูแตง (Lutin )หนึ่งในเรือที่เข้ามาปิดแม่น้ำเจ้าพระยาและหันปากกระบอกปืนมาที่

พระบรมมหาราชวัง



เสียดินแดนครั้งที่ 9 ฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน





ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน 


  (5 เมืองเงี้ยว และ13 เมืองกะเหรี่ยง)เสียให้แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ 5 พื้นที่ 30,000

ตร.กม. ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2435


     สาเหตุ : ปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัฐฉานและรัฐกะยาในสหภาพพม่า

ดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยอยู่เป็นจำนวนมากทั้งไทใหญ่และกะเหรี่ยงเป็น

ดินแดนที่ค่อนข้างเข้าถึงยากเกินกว่าที่อำนาจของล้านนาจะเข้าไปถึงและยังเป็นพื้นที่

ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ทำให้อังกฤษสนใจพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างมาก เพราะเหตุนี้หลัง

จากอังกฤษสามารถยึดครองพม่าได้เสร็จสรรพแล้วอีกทั้งมีสถานีการค้าอยู่ที่อินเดีย

อีกซึ่งเป็นเขตที่ติดต่อกันได้ง่ายระหว่างพม่าและอินเดียสมประโยชน์ในด้านทรัพยากร

ของอังกฤษ  เป็นอย่างยิ่งอังกฤษเลยใช้วิธีการอ้างศิทธิว่าพื้นที่ในดินแดนฝั่งซ้าย

แม่น้ำสาละวินนี้เคยเป็นของพม่ามาก่อนเพราะฉะนั้นจึงต้องตกเป็นของอังกฤษ

ฝ่ายไทยหรือสยามในขณะนั้นก็อ้างสิทธิโดยชอบว่าดินแดนแถบนั้นอยู่ภายใต้การ

ครอบครองของอาณาจักรล้านนนามาเป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ทางฝั่งพม่าก็ยอมรับ

เรื่องนี้มานานและได้ใช้แม่น้ำสาละวินเป็นเส้นกั้นเพื่อแบ่งเขตแดน อังกฤษถึงจะรู้

ดังนั้นแต่ด้วยความที่ป่าแถบนั้นอุดมสมบูรณ์มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยวก็ไม่สนใจ

และอ้างว่าไม่ยอมรับเพราะไม่มี การทำเขตแดนเป็นลายลักษณ์อักษร  

 
        และประชากรในแถบนั้นยังเป็นคนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตพม่าไม่ใช่คนของสยาม

ที่อยู่ที่นั่น  อังกฤษในฐานะผู้อยู่เหนือพม่าและดินแดนชายขอบของล้านนาที่ยังไม่

เด่นชัดจึงอ้างสิทธิเข้ายึดครองโดยไม่สนใจฝั่งสยามเพราะทหารสยามในขณะนั้น

ไม่มีกำลังรบที่จะต่อกรกับแสนยานุภาพของจักวรรดิอังกฤษได้เลย


      จำต้องยอมให้อังกฤษมีอำนาจและปกครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน

แถบนั้นไปทั้งหมด สยามก็เป็นฝ่ายยอมยุติยกหัวเมืองเงี้ยวและกะเหรี่ยงให้อังกฤษไป




การปราบฮ่อ การเสียสิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก)





เสียดินแดนครั้งที่ 8 สิบสองจุไท


   การปราบฮ่อ และการเสีย สิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) : พื้นที่ประมาณ

87,000 ตร.กม.เสียให้แก่ฝรั่งเศส ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว


     สาเหตุ : สิบสองจุไท ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเวียดนามมีเมืองเอกคือเมือง

แถนหรือแถงซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนาม เมืองเดียนเบียนฟู (เดียนเบียนฟูสมัยปกครอง

โดยอาณาจักรหอคำเชียงรุ่งมีชื่อเรียกว่า แถน) เป็นเมืองของชาวไทดำ ไทขาว

ชาวไททรงดำ (เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม )

     ดินแดนเหล่านี้เป็นของสยามมาตั้งแต่สมัยของพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นต้นมา

จนมาถึงในสมัยของรัชกกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กลุ่มต่อต้านราชวงศ์แมนจู

ของจีนโดยเรียกกลุ่มตัวเองว่า กบฏไท้ผิง ที่รบกันในดินแดนจีนได้พ่ายแพ้มาจากใน

ช่วงปี พ.ศ. 2405 บางส่วนหลบอยู่ตามขอบและซ่อนอยู่ใน มณฑลต่างๆของจีน

และบางส่วนอพยพลงมาแถวๆตะเข็บรอยต่อของจีนและประเทศลาวรวมถึงเวียดนาม

ทางตอนเหนือ ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในดินแดนสิบสองจุไท พ.ศ. 2408 พวกจีนฮ่อที่

อพยพมาได้ทำการปล้นตีทำการปล้นบ้านเมืองในเขตสิบสองจุไทและเมืองพวน

ซึ่งตอนนั้นเป็นของสยามซึ่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งของแขวงเชียงขวาง


การปราบฮ่อครั้งที่ 1 พ.ศ. 2418 ผลการปราบปราม  พวกฮ่อล่าถอยไป


ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2426  ฮ่อได้นำกำลังเข้ายึดเมืองหัวพันห้าทั้งหก (ประกอบด้วย


เมืองสบแอด เชียงค้อ  เมืองซำเหนือ  เมืองโสย  เมืองซำใต้ เรียกกันว่าเมืองหัวพัน

ห้าทั้งหก )ซึ่งเป็นดินแดนทางใต้ของ สิบสองจุไท การครั้งนี้ไม่สามารถทำได้สำเร็จ

ต้องยกทัพกลับเพราะขาดเสบียงอาหารเนื่องจากสู้รบกันยาวนานและทำให้กำลังของ

ไทยอ่อนลงและแม่ทัพคือพระยาราชวรากูลถูกฮ่อยิงบาดเจ็บ


ครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2428 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสั่งกองทัพใหญ่ไปปราบฮ่ออีกครั้ง โดย

ใช้กำลังทหารจากกรุงเทพ ฯ เพื่อจะยึดคืนเอาเมืองพวนและ เมืองหัวพันห้าทั้งหกมี

นายพันเอกเจ้าหมื่นไวยวรนาถหรือเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  (เจิม แสง-ชูโต) เป็น

แม่ทัพยกไปปราบฮ่อในแคว้นหัวพันห้าทั้งหกซึ่งยกกำลังไปจากกรุงเทพ พร้อมอาวุธ

ที่ทันสมัยในขณะนั้นจนสามารถ ปราบฮ่อได้สำเร็จ  เมื่อปราบฮ่อในแคว้นนี้ได้แล้ว

จึงได้ยกกำลังไปปราบฮ่อในแคว้น สิบสองจุไท รุกไล่ต่อ จนสามารถปราบฮ่อได้ในปี

 พ.ศ.2430แต่ได้มีกองทัพของฝรั่งเศสเข้ายึดครอง สิบสองจุไทและ เมืองหัวพันห้า

ทั้งหก โดยอ้างว่าดินแดนเหล่านั้นเคยเป็นของญวนมาก่อนตอนนี้ฝรั่งเศสได้ปกครอง

ญวนแล้วจึงต้องตกเป็นของฝรั่งเศสต่อไปด้วยเมื่อทางสยามได้เข้ามายังสิบสองจุไท

ฝรั่งเศสได้ถือว่าสยามรุกล้ำอาณาเขตในปกครองของฝรั่งเศสและเพื่อมาปราบฮ่อ

ที่เข้ามาในดินแดนแถบนี้ด้วย(ทั้งๆที่ฝรั่งเศสไม่ได้ทำอะไรเลยการปราบฮ่อทุกครั้ง

ฝรั่งเศสไม่เคยช่วยเลย  อยู่ดีๆมาอ้างเอาดื้อๆ) ฝรั่งเศสและสยามไม่ยอมกันจึงได้

ตั้งประจันหน้ากัน ทางสยามเห็นว่าจะไปรบกับฝรั่งเศสนั้นคงเป็นไปได้ยากหากเกิด

สงครามขึ้นจริงลำพังฝรั่งเศสเองนั้นก็สู้ด้วยยากอยู่แล้วหากฝรั่งเศสใช้คนพื้นเมือง

และกำลังสนับสนุนจากญวนซึ่งอยู่ใก้ลกว่าทางฝั่งสยามมาเป็นทัพหน้ารวมเข้าไปอีก

อาจจะเสียหายหนักกว่าเก่า (น่าจะเป็นเรื่องที่ถ้าเพลี้ยงพล้ำแก่ฝรั่งเศสขึ้นมาฝรั่งเศส

อาจจะเหลี่ยมจัดอ้างเอาดินแดนเพิ่มหรือให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการเกิดสงคราม)

ซึ่งคงหนักกว่าเก่ากับดินแดนที่ห่างไกลแบบนั้น โดยในเบื้องต้นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้

เลยเกิดการทำสัญญากันที่เมืองแถง(เบียนฟู) ในปี พ.ศ. 2431 ทางสยามเลยจะตั้งอยู่

ที่เมืองหัวพันห้าทั้งหกส่วนฝรั่งเศสตั้งกำลังไว้ที่สิบสองจุไทซึ่งถือว่าเป็นการยก

สิบสองจุไท ให้เป็นสิทธิของฝรั่งเศสไปโดยปริยายและต่อมาไทยก็เสียดินแดนเหล่า

นี้ทั้งสิบสองจุไทและหัวพันห้าทั้งหกอย่างสมบูรณ์ในปีพ.ศ.2436 เมื่อฝรั่งเศสได้เข้ายึด

ดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

การปราบฮ่อ การเสียสิบสองจุไท (หัวพันห้าทั้งหก) ก็ตกเป็นของฝรั่งเศสไป




เสียดินแดนครั้งที่ 7 เขมรส่วนนอก





เขมรส่วนนอกและเกาะ 6 เกาะ


            ในรัชกาลที่ 4 พื้นที่มากถึง 124,000 ตร.กม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2410

        สาเหตุ : เนื่องจากไทยกับญวนทำสงครามเพื่อแย่งชิงเขมรส่วนนอกกันมานาน

หลายปีสงครามครั้งนั้นเรียกว่า อานามสยามยุทธ สู้รบกันอยู่นานหลายสิบปีจนมีการ

สงบศึกกันโดยตกลงกันว่าจะให้เขมรเป็นประเทศราชของสยามต่อไปแต่ก็ต้องส่ง

บรรณาการไปให้ญวนเสมือนประเทศราชของญวนด้วย (แต่ไทยมีสิทธิในการสถา

ปนากษัตริย์เขมรดั่งเดิม)



ต่อมารัชกาลที่ 3 พรบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรง โปรดเกล้าฯ สถาปนา

กษัตริย์แห่งเขมรโดยให้ นักองด้วง ขึ้นครองราชย์ เป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี

หรือสมเด็จพระหริรักษ์รามสุริยะมหาอิศวรอดิภาพ ในปี 2397 เขมรได้แอบส่งสารลับ

ไปยังฝรั่งเศส โดยขอให้ฝรั่งเศสนั้นช่วยกู้ดินแดนที่เสียไปให้ญวณ ให้กลับมาอยู่กับ

เขมรอีกครั้งและมาช่วยคุ้มครองเขมรให้พ้นจากทั้งอำนาจของสยามและญวน แต่

ไม่กี่ปีถัดมาสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็กพระจอม

เกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดเกล้าฯให้ นักองราชาวดี หรือสมเด็จพระนโรดมพรหม

บริรักษ์ ขึ้นเป็นกษัตริย์เขมรองค์ต่อไป หลังจากที่โดนน้องชายอย่างพระสีวัตถาและ

ลุงคือ สนองสู จ้องและได้ทำการแย่งบัลลังค์แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทางสยาม

จึงได้ครองราชย์สำเร็จในช่วงก่อนปี 2406 นั้นฝรั่งเศสได้เข้ามามีอำนาจในดินแดน

แถบอินโดจีนหรือ ญวนมากขึ้นและได้เข้ามาบีบบังคับโดยใช้กำลังทั้งทางกองเรือ

และทางการทูตให้สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ ยอมให้อำนาจแก่ฝรั่งเศสในการ

เข้ามาปกครองและให้เขมรเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสและพระองค์ยังคงเป็น

กษัตริย์อยู่ และได้ทำสัญญากันในปี 2406ฝรั่งเศสเข้ามาเอาผลประโยชน์โดยเอา

เปรียบทางการค้ากับไทยและต้องการดินแดนเพื่อเข้าไปใกล้กับแม่น้ำโขงเพราะ

ต้องการจะล่องเรือเข้าไปยังจีนผ่านทางนั้นและเมื่อรู้ว่าไทยได้ทำสัญญาลับกับ

เขมรว่าดินแดนเขมรส่วนนอก

ยังเป็นของไทยไม่ใช่ของฝรั่งเศสทางฝรั่งเศสจึงยื่นคำขาดกับไทยให้ยกเลิกสัญญา

ฉบับนั้นและยอมสละดินแดนเขมรส่วนนอกให้ฝรั่งเศสเสียฝรั่งเศสจึงได้ส่งกองเรือ

เข้ามาประชิดเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อข่มขุ่ทางฝ่ายสยามหลายครั้งทางไทย

เห็นว่าไม่มีทางจะต่อสู้กับฝรั่งเศสได้ จึงต้องยอมไปในพ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) -

ไทยจำต้องยอมลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศส รับรองให้เขมรส่วนนอกด้าน

ติดกับโคชินไชนารวมเกาะอีก 6 เกาะเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส หลังจากฝรั่งเศส

บังคับกษัตริย์นโรดมพรหมบริรักษ์แห่งเขมรให้ยอมยกดินแดนดังกล่าวไปอยู่ใต้การ

ปกครองของตนในปี พ.ศ. 2406




เสียดินแดนครั้งที่ 6 สิบสองปันนา





สิบสองปันนา


     สิบสองปันนา ประมาณ 90,000 ตร.กม. ช่วงรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของ

มณฑลยูนนานประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 1 พฤษภาคม 2393 เสียให้แก่พม่า


           สาเหตุ : เกิดการก่อกบฎแย่งราชสมบัติกันในเมืองเชียงรุ้งหลังจาก เจ้าหม่อม

มหาวัง เจ้าเมืองคนก่อนได้ตายไป เจ้ามหาขนานได้ขึ้นมาเป็นเจ้าเมืองแทนแต่เจ้า

สาระวันเขยของเจ้าเมืองคนเก่าไม่พอใจและได้จับ เจ้ามหาขนานฆ่าทิ้งเสียแล้วไปพึ่ง

ใบบุญจากฝั่งจีนให้มาหนุนกหลังอำนาจของตัวเอง ทางด้านหม่อมหน่อคำ ลูกชายของ

เจ้ามหาขนานที่โดยเจ้าสาระวันฆ่าไปก็ได้หนีไปพึ่งใบบุญฝั่งพม่า ทางพม่าได้ยินดังนั้น

เลยอาสาช่วยเหลือโดยส่งกำลังไปยึดเมืองเชียงรุ้งแล้วให้ หม่อมหน่อคำ ขึ้นไปเป็น

เจ้าหน่อคำ ครองเมืองต่อไปเจ้าสาระวันหรือเจ้าแสนหวีฟ้าก็เลยต้องหลบหนีเข้าไป

อยู่ในจีนแต่อนิจจาเจ้าหม่อมหน่อคำก็ถูกกบฎสังหาร คราวนี้เจ้าแสนหวีฟ้าเลยเข้าไป

คุยกับกษัตริย์พม่าเพื่อขอเข้าไปครองเชียงรุ้งอีกครั้งและสำเร็จ ทำให้เจ้าแสนหวีฟ้า

สามารถเป็นเจ้าเมืองเชียงรุ้ง แต่ก็ปกครองได้ไม่ดีขูดรีดไถประชาชน ทำให้ชาวบ้าน

ลุกฮือขับไล่จนต้องไปพึ่งพม่าและได้ส่งน้องชายที่เป็น อุปราชมาขอให้ไทยช่วย

รัชกาลที่ 3 เห็นว่าจะบุกไปตีเอาเชียงรุ้งคืนต้องตีเอาเชียงตุงซึ่งเป็นฐานที่พม่าจะใช้

มาให้ได้เสียก่อนจึงให้หัวเมืองล้านนาจัดกำลังพลเข้าตีแต่ด้วยความที่การเข้าตีไม่

สามัคคีพร้อมเพรียงกันทำให้ไม่สามารถตีเชียงตุงแตกได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไป

ตีเอา สิบสองปันนาคืนมาได้เลยตกเป็นของพม่าไป มาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ให้

กรมหลวงวงศาธิราชสนิท   ยกทัพไปตีเชียงตุงเป็นครั้งที่ 2 แต่ไม่สำเร็จเนื่องจาก

หัวเมืองล้านนาไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหรร่นักเลยต้องเสียสิบสองปันนาให้แก่พม่า

และต่อมาเลยเป็นดินแดนของจีนไปปัจจุบันดินแดนส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน

ไปแล้วอยู่ในเขตมณฑลของจีน ยูนนาน

 เสียดินแดนครั้งที่ 6 สิบสองปันนา







เสียดินแดนครั้งที่ 3 บันทายมาศ หรือพุทไธมาศ





บันทายมาศ


    เสียบันทายมาศ หรือพุทไธมาศ : ใน พ.ศ.2353 ให้ญวณกับฝรั่งเศส ในรัชกาลที่ 2

 ในสมัยรัชกาลที่ 2 หลังจากที่รัชกาลที่ 1 สวรรคตในปี พ.ศ. 2352 เจ้าผู้ครองญวน

พระเจ้าญาลอง (องเชียงสือ) หมดความเกรงกลัวต่อสยามเนื่องจากทางสยามนั้นกำลัง

ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน

พระเจ้าญาลอง  (องเชียงสือ) GiaLong 


และสงครามกับพม่าที่เมืองถลาง จึงได้เข้ามายึดเอาไปแล้วขับไล่ข้าราชการสยาม

ออกตั้งขุนนางญวนมาว่าราชการแทนและได้มีการราชทูตญวนเข้ามาถวายราชสาส์น

และเครื่องราชบรรณาการ พร้อมทั้งทูลขอเมืองบันทายมาศคืน ซึ่งพระองค์ก็พระราช

ทานคืนให้พระองค์ทรงเห็นว่ามิสามารถต่อกรกับญวณในขณะนั้นได้จึงได้ยอมไป เพราะ

ญวนกลับมาจากเรื่องวุ่นวายภายในได้จึงอยากจะเข้ายึดครองเขมรอีกครั้งทาง

บันทายมาศเป็นเหมือนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ( คล้าย ตราดกับ จันทบุรีในตอนที่

ฝรั่งเศสยึดไป) ญวนจึงต้องการและขอยึดไว้ทางสยาม จะยกทัพไปปราบก็เกรงว่าศึกกับ

พม่า พระเจ้าปดุงยังไม่เรียบร้อยดีนักเพราะพม่าได้เข้ารุกไล่หัวเมืองทางใต้ชายฝั่งอันดามัน

อย่างตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า ภูเก็ต จึงจำเป็นต้องยกกำลังไปรักษาตีคืนมาก่อนจึงได้ยอมยกให้


          จนมีเหตุในพ.ศ. 2376 รัชกาลที่ 3 ที่ญวนเข้ามาตีเขมร ซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศราช

ของสยามทำให้ ทรงตัดสินใจส่งกองทัพโดย โปรดเกล้าฯ ให้


       เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการไปรบกับญวน

 และชิงบันทายมาศคืนมาให้ได้ สงครามนั้นเรียกว่าสงคราม " อานามสยามยุทธ "

รบกันนานนับ 10 ปี จนต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลังลง จนต้องทำสัญญาสงบศึกกัน ทางสยาม

ยังมีสิทธิบนดินแดนเขมรอยู่แต่ก็ไม่สามารถเอาบันทายมาศคืนมาได้ปัจจุบัน บันทายมาศ

เป็นส่วนนึงของจังหวัด กัมปอต ของกัมพูชา




อานามสยามยุทธ คือ





" อานามสยามยุทธ "


          อานามสยามยุทธ หรือ สงคราม สยาม - ญวน (ไทย - เวียดนาม) ซึ่งเกิดใน

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ซึ่งเป็นศึกที่ต่อมาจากการปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ ในปี 2371 การสงครามสยาม - ญวน

กินเวลาอยู่ราว 14 ปีระหว่าง พ.ศ. 2376 - 2390  ซึ่งสงครามอานามสยามยุทธครั้งนี้

ก่อความเสียหายใหญ่หลวงอย่างหนักแก่ทั้ง 2 อาณาจักรเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่ง

สงครามที่ยาวนานและน่าติดตามรวมถึงมีการพูดถึงไม่มากในประวัติศาสตร์ไทย เพราะ

ส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับศึกที่มาจากฝั่งพม่าเพราะมีการศึกบ่อยครั้งและไทยเราโดน

กระทำมากกว่าด้านอื่น



  สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่ในช่วงนั้นญวนได้เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวหลังจากปราบปราม

สงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันมาในยุคเดียวกับปลายอยุธยาและรัชกาลที่ 1 และ

ต้องการประกาศแสนยานุภาพรวมถึงเล็งเห็นประโยชน์ของดินแดนลาว และเขมรที่ในขณะ

นั้นเป็นประเทศราชส่งบรรณาการให้ทางสยามอยู่ทำให้ญวนต้องการอยากจะได้มาครอบ

ครองเป็นของตนไว้หรืออยากจะแบ่งชิ้นเค้กอันหอมหวานมาครอบครองเป็นของตนบ้าง

ซึ่งแต่เก่าก่อนเราจะเห็นว่าส่วนใหญ่เราจะรบกันแต่พม่าซะมากกว่า ซึ่งการรบกันของไทย

และเวียดนามหรือ สยามและญวนในสมัยนั้นเป็นการแย่งชิงพื้นที่อำนาจเหนือดินแดน

เขมรซึ่งมีพื้นที่เป็นทุ่งราบติดกับญวน มากกว่าจะเข้าไปทางลาวที่ติดเทิอกเขาสูงอย่าง

เทือกเขาอันนัมที่เป็นปราการธรรมชาติขวางตลอดแนวทิศตะวันตกของประเทศเวียดนาม

ต่อกับลาวอยู่ ในตอนนั้นอังกฤษแผ่อำนาจอิทธิพลรบกวนอยู่ทางแหลมมลายูแต่สยาม

เลือกที่จะไม่ประทะกับอังกฤษใช้วิธีผ่อนหนักผ่อนเบาเพราะคงเห็นแล้วว่ามาต่อรบกับ

ญวนคงสำคัญกว่าในทางตะวันออกเพราะมีดินแดนเขมรและอาจจะรวมถึงลาวด้วยเป็น

เดิมพันที่ใหญ่กว่าที่จะเสียไม่ได้อีกทั้งยังจะรวมเรื่องเสียบันทายมาศไปคราวก่อน อยู่ใน

วาระการยึดกลับคืนด้วย โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรด

เกล้าฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)เป็น แม่ทัพบกยกกองทัพไปตีเขมรและ

หัวเมืองญวนลงไปถึงเมืองไซง่อนเพื่อช่วยฝ่ายกบฏและให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)

เป็นแม่ทัพเรือไปตีหัวเมืองเขมรและญวนตามชายฝั่งทะเล โดยไปสมทบกับกองทัพบกที่

เมืองไซง่อน

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 


การรบทางบกกับทางน้ำนั้นไม่ประสานกันเนื่องจากทางฝ่ายไทยนั้นไม่ชำนาญภูมิศาสตร์

ทางน้ำเอาเสียเลยไม่ชำนาญภูมิประเทศ และเรือไทยมีสมรรถนะที่ด้อยกว่า เรือญวน

ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถทำการได้ดั่งหวัง เพราะทั้งขนาดและประสิทธิภาพ เรือปืน

แต่ต่อมาได้มีการต่อเรือรบใหม่ ที่ทันสมัยและประสิทธิภาพไม่ต่างจากญวนทางบกก็

พลัดกันแพ้ชนะรุกคืบบถอยร่นกันคนละที 2 ทีค่อนข้างสูสีกันมาก แต่การรบครั้งที่ เจ็บตัว

ทั้ง 2 ฝั่งทั้งกำลังพล เสียอาหาร และความเหน็ดเหนื่อยเอือมระอาที่ต้องทำสงคราม

ยืดเยื้อยาวนานกว่า 14 ปีทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงปลงใจว่ายกเลิกการศึกครั้งนี้และมีการ

เจรจาสงบศึกอานามสยามยุทธใน พ.ศ. 2390 เพราะมีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรและ

กำลังคน และอื่นๆอีกมากมายอีกทั้งญวนเองก็หวั่นกลัวผู้ล่าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสที่

รุกรานรุกคืบเข้ามาไม่หยุดหย่อนจึงมีการตกลงกันให้เมืองเขมร  เป็นเมืองขึ้นทั้งไทยและ

ญวน ทำให้ไทยที่คาดว่าจะเอา บันทายมาศกลับคืนมาด้วยนั้นก็ต้องปล่อยเลยตามเลยไป

(อานามสยามยุทธ )



เสียดินแดนครั้งที่ 2 มะริด ทวาย ตะนาวศรี





มะริด ทวาย ตะนาวศรี


 เมืองท่าที่สำคัญไปในรัชกาลที่ 1 เป็นการเสียให้แก่พม่าคิดเป็นพื้นที่ ราวๆ 55,000

ตร.กม.  ใน พ.ศ.2336 


      มะริด ทวาย ตะนาวศรี เป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านการทหารและ

ด้านการค้า เนื่องจากทางเจ้าเมืองทวายในยุคนั้นฝักใฝ่เข้ากับทางพม่ามากกว่าทาง

สยามต้องการอยู่ในอารักขาของทางพม่ามากกว่าพม่ายกพลกว่า 5 หมื่นนายเข้า

ปะทะกับทางสยาม ตอนพม่าจะเข้าตีทวายนั้นถึงเมืองทวายจะเป็นของสยาม


         แต่...ข้าราชการกรมการเมืองด้านในยังคงเป็นของพม่าอยู่ทำให้ จึงทำให้

มีไส้ศึกส่งข่าวและปั่นป่วน ทางสยามต้องเจอทั้งศึกภายในและศึกภายนอกทำให้

ประสบปัญหาอย่างหนักในการรักษาดินแดนแถบนั้น และไม่สามารถรักษาเมืองไม่ได้

ปีพ.ศ.2336 ทวายจึงถูกพม่าตีกลับคืนไปได้ในที่สุด ซึ่งเกิดเหตุการณ์ไส้ศึกแบบนี้

เช่นเดียวกัน ในเมืองมะริดทำให้ กรมพระราชวังบวรสถานมหาสุรสิงหนาทที่ตั้งรบ

อยู่ที่มะริด เกิดความลำบากเป็นอย่างมากเช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าทัพหลวงที่ทวายถอย

กลับไปอยู่ในเขตดินแดนสยามแล้ว จึงถอยทัพกลับเช่นกันไทยจึงเสียดินแดน มะริด 

ทวาย ตะนาวศรี ไปให้แก่พม่านับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


    ซึ่งเมื่อภายหลังอังกฤษยึดพม่าแล้วรวมพม่าเข้าไปเป็น มณฑลนึงของอินเดียทำให้

ทวายตกเป็นของอังกฤษและเมื่อพม่าได้เอกราช  มะริด ทวาย ตะนาวศรีก็ตกเป็นของ

พม่าจนถึงปัจจุบัน



เสียดินแดนครั้งที่ 1 เกาะหมาก (รัฐปีนัง)





เกาะหมาก (รัฐปีนัง)


      เสียเกาะหมากให้กับจักรวรรดิอังกฤษในวันที่ 11 สิงหาคม 2329 คิดเป็นพื้นที่รวม

375 ตร.กม. ในสมัยรัชกาลที่ 1


         สาเหตุจากอังกฤษต้องการดินแดนเกาะหมากและชายฝั่งและแถบหัวเมืองมลายู

ทั้งหลายพระยาไทรบุรีผู้ปกครองเกาะจึงดึงอังกฤษเข้ามาเป็นผู้เช่าเกาะหมากเพื่อยัน

คานอำนาจทัพจากเมืองหลวงที่จะมาซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบ หัวเมืองทางใต้ อังกฤษ

ต้องการดินแดนในแถบคาบสมุทรมลายูเพื่อใข้ทำการค้าขนส่งสินค้าจึงเข้ามาขอเช่า

เกาะหมาก ทางพระยาไทรบุรีเห็นว่าอังกฤษจะเป็นผู้คานอำนาจของสยามได้ดีจึงยินยอม

ให้อังกฤษเข้ามามีอำนาจจัดการ


เกาะหมาก ทั้งๆที่ตอนนั้นยังเป็นประเทศราชของสยามอยู่จึงถือว่าอัะงกฤษได้เข้ามา

ยึดครองดินแดนแถงนั้นไว้  อังกฤษทราบดีว่า ไทรบุรีเป็นเมืองขึ้นของไทยจึงพยายาม

เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กษัตริย์ของไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

และได้ทูลเกล้าถวายดาบประดับพลอย และ ปืนด้ามเงินหนึ่งกระบอก เพื่อเป็นการผูก

สัมพันธไมตรีกับทางสยามแลอังกฤษจึงได้ครอบครองเกาะหมากนั้นเรื่อยมา


    นับตั้งแต่ที่อังกฤษเปลี่ยนชื่อ เกาะหมาก  เป็น " Prince of wales island " ในวันที่

11 สิงหาคม 2329 ก็ถือว่าดินแดนนั้นตกเป็นของอังกฤษไปแล้ว




เงินถุงแดง คืออะไร





เงินถุงแดง


  ตอบ เงินถุงแดงคือเงินที่ที่ ร.3 หรือ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงแต่งสำเภาสินค้าไปค้าขายกับทางเมืองจีนแล้วพระองค์ก็เก็บเงินใส่ในถุงแดงตั้งไว้

ข้างพระที่(ข้างที่นอนของพระองค์)แล้วทรงตรัสแต่ขุนนางว่านี่จะเป็นเงินไว้ไถ่บ้านไถ่เมือง

เป็นทรัพย์สินส่วนประองค์ที่ทรงพระราชทานไว้ให้เป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้

ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน หรืออยู่ในสภาวะที่จำเป็นต้องใช้เงินเหล่านี้ในยามฉุกเฉิน




         เงินถุงแดงนี้ เป็นเงินจากการเก็บหอมรอมริบของพระองค์ในการได้กำไรจากการ

ค้าขายกับสำเภาสินค้าต่างๆทรงเก็บสะสมไว้นำใส่ถุงผ้าสีแดงแยกเป็นถุง ปิดปากถุงเก็บ

เข้าในหีบกำปั่นข้างพระแท่นบรรทม  เก็บไว้เรื่อยๆมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแยกส่วนจากเงินในท้อง

พระคลัง เงินนี้มักจะพูดกันง่ายๆพอเข้าใจว่า  เงินถุงแดง คือ เงินของพระมหากษัตริย์ 

ให้แก่พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไปที่จะขึ้นครองราชย์มีสิทธิใช้ มิใช่เงินส่วนพระองค์ขององค์

ใดองหนึ่งแต่เป็นเงินของพระมหากษัตริย์ไว้ใช้แก้ปัญหาบ้านเมืองในยามทุกข์เข็ญ และก็

เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตการณ์ปากน้ำ หรือ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ไทยต้อง

เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ที่โดนฝรั่งเศสกดดัน และเรียกร้องค่าเสียหายจากการปะทะกัน

จนได้รับความเสียหาย พอฝรั่งเศสส่งเรือเข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วหันกระบอกปืน

มาทางพระบรมมหาราชวังและยื่นคำขาดให้ทางไทยหรือสยามในขณะนั้น ยกดินแดนฝั่งซ้าย

แม่น้ำโขง หรือลาวในปัจจุบัน และ จ่ายสินสงครามเพื่อเป็นค่าเสียหายแก่ทรัพย์และบุคลากร

ของฝรั่งเศสจำนวนเงินทั้งสิ้น 3 ล้านฟรังก์

       ทางรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช จึงต้องทรงนำเอา

" เงินถุงแดง "  ที่เก็บมาตั้งแต่สมัยของรัชกาที่ 3 มาใช้จ่ายในยามขับขันเช่นนี้ จึงช่วย

กู้วิกฤตให้ทางสยามในเรื่องภัยคุกคามของฝรั่งเศสให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี



** เงินถุงแดงบรรจุเป็นเหรียญทองเงินสเปนเป็นรูปนกอินทรี มีการตอกตราจักรและมงกุฎ

ไว้บนเหรียญนก ด้วยความปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 3 และสายพระเนตรที่ยาวไกล

มีส่วนช่วยให้สยามรอดพ้นวิกฤตเหล่านี้มาได้




เสียดินแดนครั้งที่ 5 รัฐเปรัค





เสียดินแดนครั้งที่ 5 รัฐเปรัค


   เสียให้กับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2369  ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องมาจากที่อังกฤษได้

ไทรบุรีมาแต่ครั้งก่อนทางเปรัคเองก็มีท่าทีหันไปพึ่งอังกฤษตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2367

ช่วงนั้นอังกฤษกำลังแพร่ขยายอิทธิพลตัวเองไปทั่วเขตแดนแหลมมลายู



        โดยทางเปรัค ก็ได้ทำการค้าขายกับอังกฤษเป็นประจำอังกฤษจึงใช้เป็น

ข้ออ้างเพื่อเข้ามาป้กป้องปกครองเปรัคเสียเอง โดยในปี พ.ศ.2368 ได้ส่งทูตมา

เพื่อขอทำสนธิสัญญากับทางสยามในเรื่องไมตรีและการพานิชย์ โดยการเจรจา

เป็นฝั่งอังกฤษที่สมหวังทุกประการในปี พ.ศ.2369โดยที่ไทยต้องจำยอมเพราะ

อังกฤษมีกองทัพที่เหนือกว่าหนุนอยู่ในครั้งนี้ (จะบังคับเอาก็น่าเกลียดเลยทำมา

ขอเจรจากับสยามพอเป็นพิธีก็เท่านั้น)  เพราะทางสยามก็ติดศึกทางด้านตะวันออก

" กบฏเจ้าอนุวงศ์ " เลยตัดสินใจเรื่องนี้เพื่อที่จะได้ไปจัดการเรื่องเจ้าอนุวงศ์ได้

สะดวกขึ้น


    โดยทางสยามห้ามส่งทหารเข้าปกครองเมืองเปรัคก็เปรียบเหมือนกับเสียเปรัค

ออกไปแล้วเพราะ ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้เปรัคมีช่องที่จะแข็งเมืองได้โดยทางสยาม

ไม่สามารถส่งกองทัพเข้าไปปราบได้อยู่ดี จนในปี พ.ศ. 2416 ทางเปรัคเกินจลาจล

ทำให้อังกฤษส่งทัพเข้าปราบแล้วก็ไม่ยอมออกมาอีกเลยทำให้เจ้าเมืองต้องยอม

ทำสนธิสัญญาให้เประเป็นเมืองในอารักขาของจักรวรรดิอังกฤษ ตามจริงแล้วเท่า

กับสยามเสียสิทธิในการปกครองเปรัคมาตั้งแต่ทำสนธิสัญญาเมื่อปี 2369 ไปแล้ว